โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ปัญหาการเมืองที่ทำให้ทหารไทยต้องเสียขา ทั้งๆ ที่รัฐบาล 'ยอมทำ' ปฏิญญาสันติภาพกับกัมพูชาแล้ว

The Better

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 07.17 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 07.07 น. • THE BETTER

ดูเหมือนว่าปัญหาจะอยู่ที่ฝ่ายเราแล้วมากกว่าในตอนนี้

แม้ว่าไทยจะยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่ทหารฝ่ายเราเหยียบเป็นทุ่นที่มาจากฝั่งกัมพูชา แต่กัมพูชาใช้วิทยายุทธ์ "กระต่ายขาเดียว" โดยยืนยันว่าไม่ใช่ของตน

ความดื้อดึงของกัมพูชา ไทยเราไม่อาจแก้ไขได้เพราะเป็น "สันดอน" ที่ขุดได้ยาก

ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายเรามากกว่า ซึ่งหลายคนคงเห็นแล้วว่าเกิดจาก "ความไม่ลงรอยระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร"

แม้ศึกจะสงบแล้วในฉากหน้า แต่เพราะรอยปริในสถาบันหลักด้านความมั่นคง จึงทำให้ "โจร" มีช่องทางในการก่อนกวนเราได้อยู่เสมอ

และเมื่อ "โจร" เข้ามาก่อกวน สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ก็คือ "ประท้วง" ไม่ใช่เพราะมันเบาที่สุด แต่เป็นเป็นมาตรการที่ "ทุกฝ่าย" ที่ประสานงานกันไม่ได้ สามารถลงรอยกันได้

ต่อให้มีมาตรการตอบโต้ที่ทำท่าว่าจะขึงขึง รัฐบาลหรือกองทัพก็จะเปลี่ยนท่าทีในไม่ช้า อย่างที่เราเห็นหันอยู่หลายครั้ง

ตรงกันข้ามกับกัมพูชาซึ่งมีความเป็นเนื้อเดียวกันของฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร เมื่อการเมืองสั่งอะไรออกไป ทหารก็ต้องทำตาม เมื่อทหารรายงานสถานการณ์จริง การเมืองก็ตอบสนองตามนั้น และมักจะขึงขังกง่าไทนหลายเท่า

ขณะที่ไทย ดูเหมือนฝ่ายการเมืองและทหารจะเป็น "วาระ" คนละอย่าง

ให้ลองดูตัวอย่างกรณีที่ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ออกมาเปิดเผยว่า ระหว่างที่กำลังปะทะกับกัมพูชานั้นมีคำสั่งให้หยุดยิงกลางคันจาก "ผู้ใหญ่" แต่บิ๊กกุ้งปฏิเสธคำสั่งนั้นและดำเนินการตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาต่อไป

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปว่า "ผู้ใหญ่" นั้นคือใคร บ้างก็ว่าอยู่ในรัฐบาลเวลานั้น บ้างก็ว่าเป็นคนกลาโหม

หากเป็นพวกหลัก นั่นก็ย่อมหมายความว่า เป็นทั้งทหาร เป็นทั้งฝ่ายการเมือง และพวกใช้อำนาจการเมืองผู้แสวงหารายได้จากนโยยายการเมือง (Rent-seeking)

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกันของฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารไทย ทำให้การจัดการปัญหากัมพูชาจึงไม่เด็ดขาด และมีโอกาสที่ไทยจะเสียเปรียบ แต่ฝ่ายการเมืองบางคนอาจจะได้ประโยชน์

ความไม่ลงรอยกันอยู่ที่ผลประโยชน์ของบางคนในกัมพูชา

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะโครงสร้างการปกครองของไทยไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะองค์ประกอบหลักคือผู้แสวงหารายได้จากนโยยายการเมือง (Rent-seeking) แม้แต่กองทัพเองก็สามารถเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์จากนโยบายความมั่นคงได้เช่นกัน

ในสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ทหารจึงอาจขัดทหารด้วยกัน (เพราะรักชาติน้อยกว่าผลประโยชน์ชายแดน?) หรือทหารรับใช้ฝ่ายการเมือง (เพราะฝ่ายการเมืองต้องรักษาผลประโบชน์ของตนในกัมพูชา?) แต่ในทางเทคนิคทหารก็ต้องฟังคำสั่งจากฝ่ายการเมือง แต่กลับปฏิเสธที่จะทำตาม (เพราะรักชาติมากกว่ารับใช้ผลประโชน์ใคร?)

นี่คือความวุ่นวายของโครงสร้างทหารและการเมืองไทย ความโกลาหลนี้จึงทำให้การสั่งการอลหม่าน และกลายเป็น "สงครามกลางเมือง" ระหว่างทหารและการเมืองหรือแม้แต่ระหว่างทหารด้วยกัน ทั้งๆ ที่กำลังทำ "สงครามนอกเมือง" กับกัมพูชาด้วย

แม้ไทยจะมีแสนยานุภาพเหนือกว่า แต่ไทยเสียเปรียบเห็นๆ ในแง่ของเอกภาพระหว่างผู้มีอำนาจ ซึ่งจะเป็นภัยต่อประเทศในระยะยาว

บางพรรคการเมืองเคยเสนอแนวทางให้ "พลเรือนนำฝ่ายทหาร" (Civilian control of the military) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กันในหลายประเทศ แม้แต่กัมพูชาเองก็มีลักษณะเช่นนี้ คือฮุน เซน ซึ่งเป็นพลเรือนสามารถบัญชาการกองทัพได้โดยที่กองทัพไม่อิดออด

แต่ประเทศไทยนั้น กองทัพเป็น "อาณาจักรอิสระ" รัฐบาลพลเรือนพยายามหลีกเลี่ยงอาณาบริเวณทางการเมืองและผลประโยชน์ของกองทัพ เพราะหากประจันหน้ากัน ทหารก็จะบดขยี้ฝ่ายพลเรือนเป็นแน่แท้

พรรคการเมืองที่พยายามสะสางความไม่โปร่งใสของกองทัพก็พยายาม "ตอด" ทีละน้อย เช่น พรรคประชาชนที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ "ักันจอมพลัง" กับกองทัพในช่วงที่มีการปะทะกับกัมพูชา

ความหวังของพรรคประชาชนก็คือสร้างประเทศไทยที่มีระบบ "พลเรือนนำฝ่ายทหาร" โดยต้องทำให้กองทัพโปร่งใสเสียก่อน จากนั้นค่อยรื้อถอน "อาณาจักร" ของกองทัพที่อยู่เป็รเอกเทศแล้วให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือน

ตอบเลยว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะการทำเช่นนั้น เราจะต้องมีพรรคการเมืองที่ "ให้กำเนิดกองทัพ" เป็นของตนเอง

ในกัมพูชานั้นมีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ควบคุมทุกอย่าง ก่อนหน้านี้ก็ยังมีกองทัพของตัวเองด้วยซ้ำ ลักษณะคล้ายกับพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนและเวียดนาม ซึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์นั้น พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจบัญชาการฝ่ายทหาร ซึ่งไม่ใช่การสั่งการให้รบ เพราะพรรค (ที่เป็นพลเรือน) ไม่มีความรู้เรื่องการรบ แต่พรรคเป็นผู้กำหนด "อุดมการณ์" ให้กองทัพปฏิบัติตาม

อุดมการณ์ที่กำหนดโดยฝ่ายการเมือง จะช่วยให้กองทัพทำการรบอย่างมีทิศทาง รู้ว่าตัวเองรบเพื่ออะไร และเพื่อใคร

ลักษณะแบบนี้ใช้กันในจีนและเวียดนาม และพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) เดิมทีมีก็รากฐานมาจากอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และมาร์กซิสต์-เลนิน (ฮุน เซน และผู้นำพรรครุ่นแรกเป็นพวกเขมรแดง ต่อมาแปรพักตร์เข้ากับเวียดนาม) แม้ปัจจุบันจะพยายามประกาศว่าเป็นพรรคสายกลาง มีความเป็นประชาธิปไตย และสมาทานแนวคิดเศรษฐกิจระบบตลาด

อย่างไรก็ตาม พรรค CPP ได้พบปะกับพรรคสังคมนิยมสากลในปี 2004 และยังคงเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

นั่นแสดงว่า CPP ของกัมพูชาก็ยังเป็น "เงา" ของพรรคคอมมิวนิสต์สายเวียดนาม และยังดำเนินแนวทางที่ "พรรคสั่งการกองทัพ" แบบเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์อื่นๆ

ในขณะเดียวกัน พรรค CPP ทำการโฆษณาชวนเชื่อ "เรื่องไทยเป็นโจรชิงดินแดนจากกัมพูชา" มันจึงทรงอานุภาพมากและบดบังความมีเหตุมีผลของผู้คนไป พราะพรรคได้ควบคุมสื่อเอาไว้ในมือด้วย ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อนั้นเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ที่สำคัญ ไม่เพียงกำหนดความเห็นสาธารณะได้เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวประกาศอุดมการณ์ให้ฝ่ายทหารรับรู้ด้วย

นี่คือเอกภาพที่กัมพูชามี แต่ไทยไม่มี

หากพรรคไม่เปลี่ยนอุดมการณ์และการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิม ต่อให้มีปฏิญญาสันติภาพ สันติภาพที่ว่านั้นก็เป็นแค่โวหาร ส่วนทุ่นระเบิดก็ยังเป็นของจริงต่อไป

บางคนอาจจะแย้งว่า นั่นเป็นระบบ "พลเรือนชี้นำทหาร" ของประเทศคอมมิวนิสต์ ในโลกตะวันตกก็มีระบบพลเรือนหรือฝ่ายการเมืองชี้นำทหารเหมือนกัน นั่นคือ สหรัฐอเมริกา

แต่ก็เช่นเดียวกับระบบแบบคอมมิวนิสต์ที่ไทยไม่อาจทำตามได้ ระบบพลเรือนนำทหารในโลกประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก ไทยก็ทำตามไม่ได้เช่นกัน เพราะอย่างที่บอกไปก็คือ ปัญหารากเหง้าของไทย คือ ความไม่เป็นชิ้นเป็นอันของอำนาจบัญชาการ เพราะทหารมีอาณาจักรของตนเอง ฝ่ายการเมืองการมีพื้นที่ของตนเอง ประชาชนก็เรียกร้องในแบบตนเอง

ประเทศไทยจึงแตกเป็นส่วนๆ แต่เราไม่กล้าที่จะยอมรับมัน ทำให้การรับมือกับความขัดแย้งใดๆ นอกประเทศจึงไม่มีประสิทธิภาพ และยังจะสร้าง "สงครามกลางเมือง" ในประเทศตัวเองอีกด้วย

นี่คือปัญหาเชิงเทคนิคการเมืองที่เราไม่พูดถึงกัน

บางคนอาจจะบอกว่า "นี่ไม่ใช่ตัวการปัญหาจริงๆ ที่ทำให้ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด"

แต่ปัญหาของทุ่นระเบิดมีหลายชั้น ตั้งแต่ใครวาง วางทำไม ทำไมไม่ยอมรับว่าวาง นี่คือปัญหาในทางปฏิบัติ

แต่ปัญหาทางอุดมการณ์ทางการเมืองก็คือ "แม้จะมีปฏิญญาสันติภาพแล้วทำไมยังมีทุ่นระเบิดอยู่?" คำตอบก็คือ รัฐบาลของประเทศฝ่ายตรงข้ามยังคงกอดอุดมการณ์ที่บิดเบี้ยวอยู่เหมือนเดิม นั่นคือ "ไทยเป็นโจร และเราต้องชิงแผ่นดินเราคืนมา"

เมื่อมีอุดมการณ์แบบนี้จากเบื้องบน (พรรค) พวกเบื้องล่าง (กองทัพ) จะสนองด้วยการวางทุ่นไปเรื่อยๆ จนกว่าเบื้องบนจะเปลี่ยนอุดมการณ์

ผมจะยกตัวอย่างกรณีที่พรรคอมมิวนิสต์จีนเคยห้ำหั่นกับกองทัพญี่ปุ่นผู้รุกรานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลานั้นและหลังจากนั้นญี่ปุ่นถูกสร้างภาพทางอุดมการณ์ว่าเป็น "ผี" และตัวอันชั่วร้าย

หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นแบบนั้นในสายตาคนจีนก็ยังคงอยู่จากการกำหนดโดยพรรครัฐ (และประสบการณ์ตรงของประชาชน)

จนกระทั่งถึงเวลาที่จีนกับญี่ปุ่นอยากจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกัน พรรครัฐก็ทำการปรับทัศนคติของผู้คนต่อการรับรู้ความเป็นญี่ปุ่น จากเดิมที่เป็น "ผี" ก็ปรับใช้ภาพลักษณ์เป็นมิตรและเข้าถึงง่าย เพื่อสนองแนวทางสถาปนาสัมพันธ์ทงการทูต

พรรค CPP ของกัมพูชาก็มีอำนาจแบบเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเวียดนาม แต่พวกเขาก็ยังไม่ทำมันทั้งๆ ที่ลงนามปฏิญญาสันติภาพกับไทยแล้ว

พวกเขาก็ยังรักษาอุดมการณ์ของการทำให้ไทยเป็น "โจร" ในสายตาคนกัมพูชา

และความชิงชังนั้นก็คือสิ่งที่เชื้อเชิญ "คนร้าย" ไปวางทุ่นระเบิดให้ทหารไทยเหยียบครั้งแล้วครั้งเล่า

ที่สำคัญก็คือ กัมพูชารู้ดีว่า "อำนาจรัฐไทยไม่มีความเป็นหนึ่เดียวกัน" จึงสามารถสร้างสถานการณ์ได้เรื่อยๆ

โดยที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในไทยก็ได้เแต่โวยวายผ่านหน้ากระดาษ เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการตอบโต้อยางไรดี ไม่รู้จะฟังฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายทหาร หรือว่าฝ่ายทหารกลุ่มไหนในกองทัพเพื่อจัดการกับกัมพูชา

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo *- สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา (ซ้าย) ทรงทักทายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา (ขวา) ในพิธีเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพครบรอบ 72 ปีของกัมพูชา ณ อนุสาวรีย์เอกราช ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...