โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ลูกสาวเหยื่อ ช้ำหนัก! ตร.ปล่อยเดนนรกหนีกลับประเทศ หลังดีเอ็นเอมัดตัวชัด

Thaiger

อัพเดต 3 มกราคม 2569 เวลา 17.42 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

ลูกสาวสุดช้ำขอเพจสายไหมต้องรอด เข้ามาช่วยเหลือด่วน ! หลังตำรวจและ ตม. แม่สอด ปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวเมียนมากลับประเทศ ทั้งที่เป็นคนลงมือฆาตกรรมมารดาของตัวเองอย่างเหี้ยมโหด

เหตุการณ์ความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้เกิดขึ้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อลูกสาวของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดช้ำใจ กรณีคุณแม่ถูกอดีตลูกจ้างเกี่ยวข้าวชาวเมียนมา ล่วลละเมิดและเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ได้ในวันที่ 13 พ.ย.68 แต่ระหว่างรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวคนร้ายไปฝากขังไว้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แม่สอด ก่อนที่ต่อมาจะพบว่า เจ้าหน้าที่ ตม.ได้ปล่อยตัวคนร้ายรายนี้ให้เดินทางออกนอกประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว

ทางครอบครัวผู้เสียหายระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับคือตำรวจและ ตม. ไม่มีการประสานงานกับร้อยเวรเจ้าของคดีให้ดีพอ ทำให้เกิดช่องว่างจนฆาตกรหลุดมือหนีกลับประเทศไปได้ และที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ ผลตรวจ DNA เพิ่งออกมาในวันนี้ ซึ่งยืนยันชัดเจนว่าชายชาวเมียนมาที่ถูกปล่อยตัวไป คือผู้ก่อเหตุฆ่าข่มขืนคุณแม่จริงทุกประการ

เมื่อลูกสาวเข้าสอบถามถึงสาเหตุการปล่อยตัวผู้ต้องหา กลับพบเพียงการโยนความรับผิดชอบกันไปมาระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้เีสยหายรู้สึกไม่ยุติธรรมและไร้ที่พึ่ง จนต้องตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวผ่านโซเชียล อีกทั้งยังขอฝากเพจสายไหมต้องรอด เพื่อให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงและทวงถามความรับผิดชอบ เพราะการติดตามตัวคนร้ายที่ข้ามฝั่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้วนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง.

แฟ้มภาพ
ภาพ X @RedSkullxxx
ภาพ X @RedSkullxxx
ภาพ X @RedSkullxxx

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...