“จีน” จวก “ญี่ปุ่น” ฟื้นกระแสอาวุธนิวเคลียร์ ชี้เป็นภัยต่อสันติภาพโลก
"จีน" เพิ่มระดับการคัดค้านต่อสิ่งที่มองว่าเป็นความพยายามของญี่ปุ่นในการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ เตือนบ่อนทำลายระเบียบโลกหลังสงคราม
วันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 11.56 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนกำลังเพิ่มระดับการคัดค้านต่อสิ่งที่มองว่าเป็นความพยายามของญี่ปุ่นในการแสวงหาขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ แม้ญี่ปุ่นจะยืนหยัดปฏิเสธอาวุธดังกล่าวมาอย่างยาวนาน ความเคลื่อนไหวนี้ยิ่งตอกย้ำรอยร้าวในความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมของจีนออกแถลงการณ์ในลักษณะสอดประสานกัน ประณามสิ่งที่กล่าวหาว่าเป็นความพยายามฟื้นฟูการทหารของญี่ปุ่น ขณะเดียวกันสองคลังสมองชั้นนำของจีนได้ออกรายงานร่วมความยาว 29 หน้า ระบุว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดของกลุ่มฝ่ายขวาในญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพโลก
แม้รายงานดังกล่าวจะไม่ระบุชัดว่า กลุ่มฝ่ายขวา หมายถึงใคร แต่กระทรวงการต่างประเทศจีนให้รายละเอียดมากกว่า โดย เหมา หนิง โฆษกกระทรวงฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ ได้เผยให้เห็นความทะเยอทะยานผ่านการผลักดันแก้ไขหลักการไม่ใช้นิวเคลียร์สามประการ การหารือความเป็นไปได้ในการนำเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาใช้ และการเรียกร้องให้เสริมสร้างการยับยั้งแบบขยาย (extended deterrence)
เหมา หนิง กล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน ณ กรุงปักกิ่ง ว่า“การเคลื่อนไหวของฝ่ายญี่ปุ่นเช่นนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างร้ายแรงต่อระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และต่อระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อีกทั้งยังถูกคัดค้านอย่างหนักจากประชาคมระหว่างประเทศและประชาชนหลากหลายภาคส่วนในญี่ปุ่น”
หลักการไม่ใช้นิวเคลียร์สามประการ หมายถึงคำมั่นระยะยาวของญี่ปุ่นที่จะไม่ครอบครอง ไม่ผลิต และไม่อนุญาตให้นำอาวุธนิวเคลียร์เข้าประเทศ ทากาอิจิระบุว่ารัฐบาลของเธอยังคงยึดหลักการดังกล่าว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าคำมั่นนี้จะคงเดิมหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่
ท่ามกลางความกังวลต่อการเสริมกำลังทางทหารของจีน และความเป็นไปได้ที่ปักกิ่งอาจใช้กำลังกับไต้หวัน ญี่ปุ่นได้เปิดตัวแผนเสริมกำลังกลาโหมระยะ 5 ปี มูลค่า 43 ล้านล้านเยน หรือราว 274,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2565 โดยตั้งเป้าเพิ่มงบกลาโหมเป็น 2% ของ GDP ทากาอิจิได้เร่งกรอบเวลาให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในปีงบประมาณ 2568 ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม ชินจิโร โคอิซูมิ มีรายงานว่าได้กล่าวถึงความจำเป็นในการหารือว่า ญี่ปุ่นควรพัฒนาเรือดำน้ำนิวเคลียร์หรือไม่
ความสัมพันธ์ระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชียย่ำแย่ลงช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังทากาอิจิระบุว่า หากเกิดการใช้กำลังในความขัดแย้งไต้หวัน อาจเป็นสถานการณ์คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งการจัดประเภทเช่นนี้จะเปิดทางทางกฎหมายให้ญี่ปุ่นส่งกองกำลังไปช่วยปกป้องประเทศมิตร
กระทรวงกลาโหมจีนยังกล่าวหาญี่ปุ่น ว่า ส่งออกอาวุธร้ายแรงอย่างอุกอาจ และขัดต่อกระแสความเห็นของประชาคมโลก ด้วยการสนับสนุนการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ผู้นำญี่ปุ่นยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเทศจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม อิทสึโนริ โอโนเดระ หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านความมั่นคงของพรรครัฐบาล กล่าวว่า ญี่ปุ่นไม่ควรหลีกเลี่ยงการอภิปรายเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ หลังมีรายงานว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกคนหนึ่งแสดงความเห็นส่วนตัวสนับสนุนอาวุธดังกล่าว
ในรายงานชื่อ Nuclear Ambitions of Japan’s Right-Wing Forces: A Serious Threat to World Peace สองคลังสมองของจีน ได้แก่ สมาคมควบคุมอาวุธและการปลดอาวุธแห่งจีน และ สถาบันยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมนิวเคลียร์จีน ระบุว่า ญี่ปุ่นผลิตและสะสมพลูโทเนียมเกินความจำเป็นจริงของโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติอย่างมาก และยังมีแพลตฟอร์มปฏิบัติการที่สามารถใช้เป็นพาหนะส่งอาวุธนิวเคลียร์ได้
รายงานเรียกร้องให้ทาคาอิจิชี้แจงคำกล่าวที่เป็นอันตรายเกี่ยวกับนิวเคลียร์โดยทันที และให้ควบคุมอย่างเข้มงวดไม่ให้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นแสดงความเห็นที่ขาดความรับผิดชอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยืนยันอย่างชัดเจนและไม่มีเงื่อนไขต่อหลักการไม่ใช้นิวเคลียร์สามประการ และบรรจุจุดยืนดังกล่าวไว้ในเอกสารนโยบายทางการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
ผู้เขียนรายงานยังเรียกร้องให้วอชิงตันหลีกเลี่ยงการยอมตามวาทกรรมที่เป็นอันตรายของญี่ปุ่นทำงานเพื่อควบคุมความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น ยุติการยับยั้งแบบขยายต่อญี่ปุ่น และปฏิเสธการจัดการใด ๆ ในลักษณะแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศในเอเชียแห่งนี้
อ้างอิง : www.bloomberg.com