เสียงสะท้อนชาวหาดใหญ่ 2 เดือนหลังน้ำท่วม เสียหายกว่า 40,000 ล้านบาท
เคยได้ยินไหมที่ประโยคที่ว่า “จะรวยหรือจนสุดท้ายก็เจ็บหนักกันหมดเมื่อเกิดภัยพิบัติ” น้ำท่วมหาดใหญ่คือตัวอย่างแห่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทั้งทรัพย์สิน ชีวิต ภาพลักษณ์ของจังหวัด ความเชื่อมั่นจากการท่องเที่ยว แต่มันไม่ได้จบแค่นี้เพราะเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น น้ำลด เมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนกลับยังรกร้าง ถนนที่เคยสะอาดน่าอยู่เต็มไปด้วยขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น ผู้ประกอบการที่เฝ้ารอการทำเงินในช่วงปีใหม่ วันนี้ต้องปิดตัวต่อไปเพื่อซ่อมแซ่มความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม แต่ถ้ายังมีชีวิตก็คงต้องสู้ต่อ
หากเปรียบหาดใหญ่เป็นชีวิตคน ก็คงเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านช่วงวิกฤตมา ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแต่ยังไม่สามารถเดินได้คล่อง
บทความนี้ ทีม SPOTLIGHT ได้มีโอกาสลงพื้นที่หาดใหญ่กับ LINE MAN Wongnai และอยากเป็นกระบอกเสียงเพื่อสะท้อนเสียงชาวหาดใหญ่สู่รัฐบาล ผ่านมาแล้วเกือบ 2 เดือนน้ำท่วมใหญ่ เสียหายต่อเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท
สงขลาเมืองแห่งโอกาส แต่จมหายหมดไปกับน้ำ
คุณทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ได้เล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า ถ้าไม่นับภาพน้ำท่วม จริงๆแล้วจังหวัดสงขลามันกำลังขาขึ้นอยู่ด้วยซ้ำ
เมืองแห่งนี้เป็นเมืองแห่งโอกาส เป็นเมืองที่น่าอยู่ มีทั้งการศึกษาที่มีประสิทธิภาพให้ลูกหลานเรียนได้ตั้งแต่อนุบาลยันจบมหาวิทยาลัย มีแหล่งงานที่พร้อมรองรับ มีอุทยานวิทยาศาสตร์ มีนวัตกรรม มีนิคมอุตสาหกรรม มีเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ มีการค้าขายกับประเทศที่พรมแดนติดกับเรา ส่วนในเรื่องของธุรกิจเมืองนี้เป็น Hub ที่สำคัญของภาคใต้ตอนล่างโดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ สงขลายังได้รับการเป็น "เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร" (City of Gastronomy) ในปี 2025 โดยเป็นจังหวัดที่ 3 ของไทยต่อจากภูเก็ตและเพชรบุรี จากองค์การยูเนสโก (UNESCO) และได้รับเลือกเป็น MICE City ศูนย์กลางการประชุม ระดับภูมิภาค
สิ่งพูดมาทั้งหมดเหล่านี้ ได้จมหายไปหลังเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 300 ปีเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปริมาณน้ำและปริมาณฝนในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีขนาดเทียบเท่ากับปิง วังยม น่าน รวมกันไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา
กินพื้นที่หาดใหญ่กว่า 80% มีรอดแค่ตรงกาญจนวนิช และ คอหงส์ (เพราะทำเลอยู่ตีนเขา) ยิ่งลงมาใกล้เรื่อยๆก็ยิ่งจม จะจมมากจมหน่อยก็ขึ้นอยู่กับแอ่งที่อยู่
หอการค้าจังหวัดสงขลา ได้ประเมินความเสียหายอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท โดยวัดจากขนาด GPP (Gross Province Productivity) ของทั้งจังหวัดสงขลาที่ 250,000 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้เป็นของ “หาดใหญ่” ไปแล้ว 45% เฉลี่ยประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี
นี่คือความเสียหายที่ถูกประเมินจากค่าเสียโอกาสที่ไม่สามารถทำธุรกิจได้หลังเกิดน้ำท่วม รวมถึงค่าฟื้นฟูซ่อมแซมทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” ที่ยังไม่กลับมา
หาดใหญ่ คือ ผู้ป่วยเพิ่งฟื้นจากช่วงวิกฤต
คุณสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา ได้ยกตัวอย่างเปรียเทียบให้ฟังว่า “ตอนนี้หาดใหญ่เหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านช่วงวิกฤตมา ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแต่ยังไม่สามารถเดินได้คล่อง” โดยคาดหวังช่วงเทศกาลตรุษจีนและสงกรานต์ จะเข้ามาช่วยเติมสีสันให้กับเมืองโดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวว่าเมืองแห่งนี้ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่เหมือนเดิม
ในส่วนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม ในช่วงปลายปีคือฤดูแห่งการท่องเที่ยวหรือว่า High Season แต่พอเกิดน้ำท่วมโรงแรมสูญเสียรายได้อย่างหนักจากการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่หนักกว่าคือค่าซ่อมแซ่มสิ่งที่เสียหายโดยมีตั้งแต่หลักเเสน-ล้านบาท เฉพาะธุรกิจโรงแรมประเมินคร่าวๆ ว่า อาจมีความเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท
แม้ว่าตอนนี้โรงแรม ร้านอาหาร ร้านนวด สถานประกอบการ กลับมาเปิดให้บริการแล้วกว่า 50-60% แต่ก็ต้องยอมรับว่า mood and tone ของเมืองยังคงเต็มไปด้วยสภาพร่องรอยหลังน้ำท่วม พอนักท่องเที่ยวมา หันซ้ายก็ไม่มีอะไรให้เดิน หันขวาก็ไม่มีอะไรให้ไปเที่ยว แม้ว่าจะมีการจัดงานช่วงปีใหม่ แต่นักท่องเที่ยวที่เข้ามามีเพียงแค่ 10% จากจำนวนที่ควรจะเป็น
เมืองหลังน้ำท่วม คนอยากกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม อยากเปิดธุรกิจเหมือนเดิม แต่ทำไม่ได้เพราะสภาพเมืองไม่เหมือนเดิม ความเชื่อมั่นหายไป สิ่งสำคัญคือการเร่งฟื้นฟูเมืองให้กลับมาให้เร็วที่สุด
รัฐบาลอยู่ไหน ทำไมประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง ?
ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เลือกฐานะทางสังคม “ทุกคนได้รับผลกระทบกันหมด” ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักสิบล้าน
มีธุรกิจหลายรายที่อยากพับเสื่อหลังเหตุการณ์น้ำท่วม เพราะไม่มั่นใจว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแบบนี้ขึ้นอีกไหม บางคนก็ชะลอการ renovate เพราะต้องใช้เงินหมุนเวียนสูง บางรายยอมกัดฟันทิ้งเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อหวังว่าจะสร้างชีวิตใหม่ ส่วนผู้ประกอบการอีกรายหลายยอมเป็นหนี้เพื่อหวังว่าหาดใหญ่ยังเป็นเมืองแห่งโอกาสของพวกเขาอยู่
เมื่อทีม SPOTLIGHT ได้ถามถึงความช่วยเหลือจากรัฐบาลในช่วงนั้นว่าได้มีการช่วยเหลือจุนเจือชาวบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างไรบ้าง?
คำตอบก็คือ รัฐบาลให้เงินเยียวยาร้านค้าเพียงแค่ 9,000 บาท และต้องเป็นร้านค้าที่มีหน้าร้านแบบจริงจังไม่ใช่ร้านค้าแผงลอยที่ขายในตลาด
หนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ได้แชร์มุมมองให้ SPOTLIGHT ฟังว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม รัฐบาลได้มาลงพื้นที่ถามถึงปัญหาและพยายามหาทางแก้ไขจริงแต่สิ่งที่เกิด ณ ตอนนั้นคือความไม่นิ่งทางการเมือง เกิดสุญญากาศทางการเมือง ยุบสภา เกิดรัฐบาลรักษาการณ์ เลยไม่แน่ใจเรื่องขอบเขตอำนาจหรือมาตรการที่เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมกับได้ทิ้งท้ายด้วยเสียงเศร้าว่า “เพราะรัฐบาลไม่ใช่คนภาคใต้หรอ เขาเลยไม่เหลียวแล เขาเลยไม่สนใจเรา”
เสียงสะท้อนจากชาวบ้านชาวหาดใหญ่ที่เสียภาษี มีเพียงแต่ตั้งคำถามแก่รัฐบาลไทย แต่สิ่งที่เราเห็นในมุมของภาคประชาชนและเอกชนคือการช่วยเหลือกันเอง
คุณสิทธิพงษ์ ได้เล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า ตนได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในคณะถอดบทเรียนของหน่วยงานภาครัฐ ที่รองนายกรัฐมนตรีและ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มีการจัดตั้งพิเศษขึ้นมา โดยมีประเด็นที่เสนอรัฐบาลไปอย่างเข่น
- โมเดล bypass น้ำก่อนเข้าเมืองกั้นน้ำท่วม
โดยได้เล่าว่าก่อนที่น้ำจะเข้ามาที่คลองอู่ตะเภา ผ่านหาดใหญ่ทะลุไปสงขลา แต่ก่อนเขาไปทำเส้น by pass เป็นคลอง ร.1 เพื่ออ้อมให้น้ำไม่เข้าเมือง ซึ่งสิ่งนี้เคยช่วยหาดใหญ่มาได้หลายปีแล้ว
แต่ครั้งนี้ศักยภาพของเส้น by pass มันล้นเกินเลยช่วยไม่ได้ โดยมองว่ามันต้องปรับทางน้ำ เชื่อมกับทาง ร.4 ร.3 ร.5 ต้องตัดทางน้ำเพื่อให้ไม่เข้าหาดใหญ่
ส่วนน้ำจากคลอง ร.1 ก็ต้องไปทำพื้นที่ข้างคลอง ให้เป็น float way ต้องยอมให้น้ำท่วมในพื้นที่นี้ในบางส่วน แต่เป็นส่วนที่ไม่ใช่เขตเศรษฐกิจชั้นใน ต้องยอมให้ท่วมได้เพื่อพาน้ำออกไปทะเล
โมเดลคือ by pass น้ำก่อนเข้าเมือง ดูแลคคลองให้สามารถระบายได้อย่างมีศักยภาพ พื้นที่บางส่วนที่อยู่บนเขาก็ต้องทำแก้มลิงเพื่อดักน้ำบางส่วนไว้ ทำบ่อดักน้ำก็จะช่วยชะลอให้น้ำไม่ต้องลงมาที่คลองร.1 พักน้ำสัก 2 วันเพื่อรอเวลาให้คลองร.1 ดันน้ำออกทะเลสาบ แล้วน้ำตรงนี้ค่อยล้นมาที่คลองร.1อีกที ก็จะช่วยเรื่องปริมาณน้ำให้ไม่ไหลเข้าเมืองขนาดนี้
เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้เตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่มันมาเยอะขนาดนี้ ไม่เคยมีข้อมูลว่าน้ำจะเยอะขนาดนี้ เพราะคลองร.1ก็ถูกออกแบบมาเพื่อปริมาณน้ำฝนสำหรับ 100 ปี แต่ปริมาณน้ำฝนครั้งนี้มา 300 ปี ก็เกินคาดสำหรับการออกแบบคลอง
- ขอ Soft Loan สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อต่อลมหายใจให้แก่ผู้ประกอบการ
Soft Loan หรือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยภาครัฐเสนอวงเงินรายละ 1 ล้านบาท ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายวงเงินเป็น 3 ล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่าวงเงินกู้ 3 ล้านบาท อาจช่วยเหลือครอบคลุมแค่ธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น
“เราเคยขอมาตรการของการคลัง เรื่อง Soft Loan เข้าใจว่า ถ้ารัฐมนตรีการคลัง คุยกับธนาคาร มันอาจจะมีกลไกว่ารัฐต้องเข้าไป subsidize ธนาคารหรือเปล่า เหมือนการที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าพิเศษ รัฐต้องเข้าไปชดใช้ส่วนนั้นหรือเปล่า?”
- จัดหาเครื่องมือในการประกอบอาชีพในราคาพิเศษ
ที่ผ่านมาหอการค้าจังหวัดสงขลา ได้มีการรวบรวมข้อมูล ข้าวของ ของใช้ที่เสียหายของภาคธุรกิจแต่ละ sector ความจำเป็นต่างๆเครื่องมือในการประกอบอาชีพ โดยมีการทำแบบสอบถามถึงผู้ประกอบการ เช่นบางธุรกิจต้องการตู้แช่ เครื่องทำกาแฟ หรือแม้แต่เครื่องจักรต่างๆ
ซึ่งทางหอการค้าก็ได้ส่งต่อข้อมูลให้กับกระทรวงพาณิชย์แล้ว เพื่อหวังจะสามารถหาสินค้าพวกนี้ในราคาพิเศษได้ โดยเสนอว่าทางรัฐบาลสามารถออกเป็น E-Vocher คูปอง ช่วยผู้ประกอบการสัก 80% โดยคิดว่าหากรัฐช่วยก็จะทำให้ภาคธุรกิจเร่งรีบฟื้นเร่งไปซื้อของ เปิดร้าน เปิดกิจการ ได้เร็วขึ้น
- Shake Tank สงขลา หานายทุนจากกรุงเทพ
คุณทรงพล ยังได้แชร์ต่อว่าภาคเอกชนหาดใหญ่ได้พยายามหาทางช่วยเหลือกันเองอยู่ ขนาดที่ว่าลองดูว่ามีเอกชนที่กรุงเทพ ทำเป็น funding เป็นเหมือน Shake Tank หาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แล้วไม่อยากทำต่อแล้ว หากมีบริษัทใหญ่ที่มีกำลัง อยากมาทำ CSR ถือหุ้นร่วมกัน หรือขายกิจการต่อเลยได้ไหม
LINE MAN Wongnai เปิดพื้นที่ “ครัวสัญจร” ฉุกเฉินที่หาดใหญ่
การช่วยเหลือคนในพี้นที่หาดใหญ่ ไม่ได้จำกัดแค่เพียงแต่คนในท้องที่ อย่างเช่น LINE MAN Wongnai ที่เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่
โดยจากข้อมูลของ LINE MAN Wongnai หาดใหญ่ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ โดยมีระบบนิเวศร้านอาหารท้องถิ่นในพื้นที่หาดใหญ่คิดเป็น 15% ของภาคใต้ ช่วงปกติก่อนน้ำท่วม (21 ต.ค. - 20 พ.ย. 2568) มีร้านอาหารในระบบอยู่ราว 2,800 ร้าน หลังน้ำท่วม (27 พ.ย. 2568 - 6 ม.ค. 2569) มีร้านประมาณ 75% ที่ฟื้นกลับมาขายได้อีกครั้ง โดยยังมีร้านอาหารขนาดเล็กที่ยังไม่สามารถกลับมาขายได้อีกเกือบ 1,000 ร้าน ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ต้องได้รับการฟื้นฟูโดยเร็ว
คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า“ในภาวะที่เมืองยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้เต็มร้อย LINE MAN Wongnai ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยง ร้านค้า-คนทำงาน-รายได้ และข้อมูลเข้าด้วยกัน เราตระหนักว่า 'ที่ทำกิน' คือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงเปิด ‘ครัว LINE MAN สัญจร’ ซึ่งเป็นโมเดล Cloud Kitchen เพื่อให้ร้านที่หน้าร้านพังเสียหายสามารถกลับมาปรุงอาหารและสร้างรายได้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอซ่อมแซมร้านเสร็จ โดยเราวางแผนเปิดให้บริการเบื้องต้น 3 เดือน และพร้อมขยายเวลาต่อหากช่วยให้ผู้ประกอบการตั้งตัวได้แข็งแกร่งขึ้น เป้าหมายของเราคือการทำให้ระบบนิเวศการทำกินของหาดใหญ่ยังคงเปิดอยู่ แม้ในพื้นที่ที่ยังฟื้นฟูไม่เสร็จสิ้น”
โดยได้ออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้บริโภคในพื้นที่ ดังนี้:
- คืนพื้นที่ทำกินด้วยครัว LINE MAN สัญจร: ชวนร้านอาหารชื่อดังและร้านที่ได้รับผลกระทบ อาทิ ร้านตะแคงชาม เตี๋ยวต้มยำโบราณ, ร้านข้าวมันไก่ใจฟู, ร้าน White Blue Coffee, ร้าน Hatyai Salmon และอีก 10 กว่าร้าน เข้าใช้งานครัวสัญจรที่ทีมงานช่วยบริหารจัดการ พร้อมด้วยอุปกรณ์ครัว ระบบเดลิเวอรีและรับหน้าร้าน เพื่อสร้างรายได้และรักษาการจ้างงานในร้าน
- มาตรการลดต้นทุน-เสริมสภาพคล่อง: มอบส่วนลดค่า GP พิเศษสำหรับร้านค้ากลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ และเตรียมเปิดตัวโครงการสนับสนุนแหล่งเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเร็วๆ นี้
- มาตรการกระตุ้นยอดขาย-ลดค่าครองชีพ: มอบคูปองส่วนลดพิเศษสนับสนุนการสั่งซื้อในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อดึงยอดขายกลับเข้าสู่ร้านค้าและเพิ่มงานให้กับไรเดอร์ และเตรียมเปิดตัวเมนูอิ่มคุ้ม สั่งได้ผ่านครัว LINE MAN สัญจร เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าครองชีพให้แก่ชาวหาดใหญ่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟูเมือง
โดย LINE MAN Wongnai จะงดเว้นการหักกำไรจากการดำเนินงานในพื้นที่ตลอด 3 เดือน เพื่อนำรายได้ทั้งหมดกลับไปเพิ่มค่ารอบให้ไรเดอร์และจัดทำแคมเปญสนับสนุนร้านอาหารทั่วเมือง โดยที่ผ่านมาได้เร่งเยียวยาระบบนิเวศธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพ 1,000 ชุดแก่ไรเดอร์ในพื้นที่ราว 1,000 คนและครอบครัว การร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเปิดจุดซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ให้แก่ไรเดอร์ รวมถึงมาตรการลดค่าเครื่อง Wongnai POS 50% และพักชำระหนี้-ค่าบริการรายเดือนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ร้านค้า นอกจากนี้ยังร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงาจ้างงานไรเดอร์ในพื้นที่เพื่อกระจายอาหารสู่ผู้ได้รับผลกระทบ และระดมทุนร่วมกับสภากาชาดไทยผ่านแอป LINE MAN และ LINE Pay รวมยอดบริจาคจากผู้ใช้งานกว่า 5.4 ล้านบาท เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่พื้นที่อย่างเต็มกำลัง