MALEE กางโรดแมปปี 2571 รุก 4 ตลาดต่างประเทศ ดันสัดส่วนรายได้พุ่ง 55%
MALEE เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2568 กลุ่มน้ำมะพร้าวโต 16% ครองแชมป์ยอดขายในเกาหลีใต้ ชูยุทธศาสตร์ 'Global Wellbeing' ลดพึ่งพาตลาดในประเทศ ปักธงจีน-อินโดนีเซีย-ตะวันออกกลาง รับเทรนด์เครื่องดื่มนวัตกรรม ตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยเติบโต 10-15% ต่อปี มุ่งปรับพอร์ตฟอลิโอเน้นสินค้ามาร์จิ้นสูงและ Functional Drink
17 ธันวาคม 2568 - นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มาลี กรุ๊ป เปิดเผยว่าทิศทางธุรกิจของบริษัทนับจากปี 2569-2571 จะให้ความสำคัญกับการยกระดับแบรนด์สู่เวทีสากล โดยมีผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวแท้ 100% (Malee COCO) เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship Product) ควบคู่ไปกับการพัฒนากลุ่มเครื่องดื่มที่ให้คุณประโยชน์เฉพาะด้าน (Functional Drink) และโปรตีนจากพืช (Plant-based) เพื่อตอบสนองเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพเชิงป้องกันของผู้บริโภคทั่วโลก
ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2568 ผลิตภัณฑ์ Malee COCO สามารถสร้างอัตราการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากการขยายช่องทางการจำหน่ายและการสื่อสารการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ที่แบรนด์สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
นอกจากนี้ การใช้กลยุทธ์ Brand Ambassador ระดับภูมิภาคเพื่อสร้างการรับรู้ในตลาดจีนและเอเชียแปซิฟิก ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ยอดขายในต่างประเทศมีเสถียรภาพ แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวน ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของรายได้รวม ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถผลักดันสัดส่วนดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็น 55% ได้ภายในปี 2571
ยุทธศาสตร์รุก 4 ตลาดศักยภาพ: จีน-เกาหลี-อินโดฯ-ตะวันออกกลาง
MALEE ได้จำแนกแนวทางการเจาะตลาดต่างประเทศตามบริบททางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ดังนี้:
- จีน: มุ่งเน้นปริมาณการบริโภค (Mass Market) ที่เติบโตสูงในกลุ่มน้ำมะพร้าวและน้ำผลไม้พรีเมียม
- เกาหลีใต้: เน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายกลุ่มสินค้าใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Value-added) เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและใส่ใจด้านสุขภาพ
- อินโดนีเซีย: ใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตและบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) รวมถึงการรับรองมาตรฐานฮาลาลเพื่อเข้าถึงประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
- ตะวันออกกลาง: ขยายพอร์ตสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
ในมิติของการผลิต บริษัทใช้จุดแข็งจากการมีโรงงานทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบและต้นทุนให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนปรับโฉมสินค้าผ่านนวัตกรรม (NPD) อย่างต่อเนื่อง อาทิ เครื่องดื่มกลุ่มพรีไบโอติกส์และโพสไบโอติกส์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด (Competitive Edge)
สำหรับการดำเนินงานในอนาคต MALEE วางแผนขยายอาณาจักรการส่งออกให้ครอบคลุมทวีปใหม่ๆ ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยจะขยายตัวทั้งในส่วนของธุรกิจตราสินค้า (Brand Business) และธุรกิจรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างฐานรายได้ที่ยั่งยืนและการเติบโตของกำไรในระยะยาวตามเป้าหมายที่วางไว้