Treasurist Fund Port Pro แผนการลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 24 – 28 พ.ย. 68
กลุ่มสีฟ้า (ตัวช่วยชี้วัด)
- เกือบสลบแต่ก็จบไม่แย่ และมีตลาดที่ทำ new all-time high
- เป็นสัปดาห์ที่ตื่นเต้นสำหรับวงการลงทุน หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดกังวลว่า FOMC อาจจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ในช่วงเวลาที่ตลาดอาจจะต้องการมากที่สุด
- แต่แล้วประธาน New York Federal Reserve ซึ่งเป็นสาขาสำคัญของ Fed ก็ส่งสัญญาณว่า จริง ๆ แล้วอัตราดอกเบี้ยยังมีพื้นที่ให้ลงได้อีก ผลคือนักลงทุนปรับมุมมองทันที โอกาสที่จะประชุม FOMC ครั้งหน้าจะหั่นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพิ่มจาก 39% ในวันพฤหัส ขึ้นมาเป็น 71% ในวันศุกร์
- 10-Y US Gov Bond Yield ขยับลงตามด้วย จาก 4.15% ในวันศุกร์สัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 4.07% และด้าน USD Index ยังยืนเหนือระดับ 100 ได้ติดต่อกันตั้งแต่กลางสัปดาห์
- THB/USD แม้จะแข็งค่าเล็กน้อยในช่วงล่าสุด แต่ภาพรวมยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จากการไล่ระดับขึ้นมาจาก 31.56 ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2568
- เทรเชอริสต์แนะนำไม่ปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (unhedged) มาตั้งแต่ 6 ต.ค. 68 ประหยัด hedging cost ไปได้ 2% - 4% ต่อปี
กลุ่มแนวโน้มระยะกลางสีเขียว (ซื้อได้ ถือต่อได้)
- ต้อนรับหุ้นอินเดียเข้าสู่กลุ่มแนะนำให้ลงทุน หลังจากปั้นแนวโน้มมาได้พักใหญ่ และสามารถปิดสัปดาห์ไปได้ที่ระดับ new all-time high เหนือระดับ 26,000 จุด
- หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นสหรัฐฯ แม้ภาพรวมระดับสัปดาห์จะร่วงติดต่อกัน แต่วันศุกร์ปิดฟื้นตัวอย่างสวยงาม ตามข่าว NY Fed และแนวโน้มยังถือลงทุนต่อได้ตามสัดส่วนไม่เกินเพดานคำแนะนำ
- หุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป และเวียดนาม แม้จะย่อลง แต่แนวโน้มก็ยังถือลงทุนได้ และยังไม่ได้รับข่าวด้านบวกจากสหรัฐฯ เพราะปิดตลาดไปก่อนในช่วงค่ำวันศุกร์
- เทรเชอริสต์ติดตามความเคลื่อนไหวการลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง อย่างไม่ประมาท พร้อมช่วยทักแนะนำหากสถานการณ์เปลี่ยนไป และขอเน้นย้ำให้ผู้ลงทุนกระจายสินทรัพย์ตามสัดส่วนที่แนะนำ เพื่อความสมดุลของโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเต็มที่ โดยไม่กระจุกความเสี่ยงมากเกินไป
กลุ่มแนวโน้มระยะกลางสีแดง (รอดู)
- จำเป็นต้องพาหุ้นจีนออกมาพัก เพราะย่อแรงตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ต้องมอบมงให้อย่างสมเกียรติเพราะเป็นตลาดที่เทรเชอริสต์แนะนำให้ถือลงทุนมาตั้งแต่ กันยายน 2567 สร้างกำไรให้ผู้ลงทุนมาได้มากกว่า 30% ในเวลาปีกว่า ๆ
- หุ้นธุรกิจบล็อกเชนก็ต้องออกมาพักก็เช่นกัน แม้จะเกี่ยวกันแค่ทางอ้อม แต่ราคาเหรียญคริปโตฯ ร่วงหนักต่อเนื่อง ก็ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องหงอยเหงาตามไปด้วย อย่างไรก็ดี ต้องมอบมงให้ด้วย เพราะจากที่เทรเชอริสต์แนะนำให้เข้าลงทุนตั้งแต่พฤษภาคม 2568 สามารถสร้างกำไรให้ผู้ลงทุนที่เริ่มลงทุนตามจังหวะที่แนะนำ ได้มากกว่า 30% ในเวลาไม่ถึง 6 เดือน
วิธีดูข้อมูลนี้ให้เข้าใจและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
ดู "สรุป" และ"รายการ" เพื่อให้ได้ข้อมูลทันทีว่ารายการไหนมีแนวโน้มระยะกลางอยู่ในขาขึ้น ซึ่งอยู่ในช่วงที่ลงทุนได้ และดู “ลำดับวัฏจักรของแนวโน้ม” เพื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มจากระยะสั้นที่จะส่งผ่านมาถึงระยะกลาง และทำความเข้าใจรายละเอียดคำแนะนำในสถานะแนวโน้มต่าง ๆ .. โดยสีของกล่องแต่ละรายการจะอิงตามประเภทสินทรัพย์ หุ้น = สีฟ้า สินค้าโภคภัณฑ์ = สีทอง และ กองรีท (สินทรัพย์ทางเลือก) = สีเขียว
ดู“ตัวอย่างกองทุนน่าสนใจ” เพื่อนำไปศึกษาหนังสือชี้ชวน/Fund Fact Sheet ให้เพียงพอก่อนตัดสินใจลงทุนจริงต่อไป โดยทั้งหมดเป็นกองทุนที่ซื้อได้จริงกับ บลน. เทรเชอริสต์ com หรือจะเลือกลงทุนกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันก็ได้ตามชอบ
ดู"ต้นสัปดาห์ที่เริ่มแนวโน้มระยะกลาง" เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม โดยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อแนวโน้มระยะกลางเพิ่งเปลี่ยนทิศทาง (Reversal) จากเขียวเป็นแดง-จากแดงเป็นเขียว เพราะแปลว่า ผู้ลงทุนควรรีบพิจารณา ซื้อ/ขาย ตั้งแต่ต้นแนวโน้ม
แต่ละรายการควรลงทุนมากน้อยเท่าไรเมื่อเทียบกับเงินที่มี
ภาพรวมให้อิงตามการแบ่งสัดส่วนลงทุนตามประเภทสินทรัพย์ (Asset Allocation) ตามผล Suitability Test ที่แต่ละท่านทำไว้เองล่าสุด เช่น ถ้าเป็นผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสุด สามารถมีกองทุนหุ้นรวมกันได้ถึง 70% ของพอร์ตโดยรวม แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำสุด สัดส่วนกองทุนหุ้นก็ไม่ควรเกิน 10% .. และหากตารางนี้ยังไม่แนะนำกองทุนประเภทใด สามารถลงทุนในประเภทกองทุนที่ระดับความเสี่ยงต่ำกว่าไปพลางก่อน เช่น หากยังไม่แนะนำกองทุนหุ้นใด ๆ เลย สามารถใช้โควต้าสัดส่วนกองทุนหุ้น ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เพิ่มขึ้นได้ นับเป็นการลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในภาวะที่หุ้นยังไม่สดใส
กรณีสินทรัพย์ประเภทเดียวกันแนะนำให้ลงทุนได้หลายรายการพร้อมกัน สามารถแบ่งสัดส่วนคร่าว ๆ ได้ตามขนาดตลาด (Market Capitalization) ของรายการนั้น ๆ เช่น เนื่องจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นเวียดนาม หลายเท่าตัว ก็อาจจะแบ่งสัดส่วนกองทุนหุ้นญี่ปุ่นให้สูงกว่ากองทุนหุ้นเวียดนาม
หากแนวโน้มระยะกลางเป็นกรอบสีส้ม ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มมีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องรอการยืนยัน >> กรณีมีสัญญาณ Temp Up (มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว) หากเน้นความเร็ว สามารถเริ่มเข้าซื้อได้ในสัดส่วน 50% ของตัวมันเอง (อ่านประกอบกับข้อ 4.2) แต่หากเน้นความแน่นอน ก็ยังรอดูไปก่อน จนกว่าจะกลายเป็นสีเขียวจึงเริ่มเข้าซื้อ
>> กรณีมีสัญญาณ Temp Down (มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง) หากเน้นความเร็ว สามารถขายลดปริมาณลงมาเหลือ 50% ของตัวมันเอง (อ่านประกอบกับข้อ 4.2) แต่หากเน้นความแน่นอน ก็ยังถือเต็ม 100% ไว้ตามเดิมก่อน จนกว่าจะกลายเป็นสีแดงจึงขายทั้งหมดชวนสังเกตความสัมพันธ์แบบแปรตามและแปรผกผันกันระหว่างสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น ช่วงที่ USD Bond Yield ขยับขึ้น จะเห็นว่า USD Index ก็จะขยับขึ้นตาม และหุ้นปรับตัวลง
หลักการและคำอธิบายเพิ่มเติม
- รูปแบบตัวเลขเชิงสังคมเศรษฐกิจ (Socioeconomics) ที่เป็น time series เช่น จำนวนประชากรของประเทศหนึ่ง ๆ ย้อนหลังหลายปี ยอดขายของอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ ย้อนหลังหลายไตรมาส มักไม่เปลี่ยนแปลงแบบสุ่ม แต่เป็นแนวโน้ม (ขึ้นแล้วมักขึ้นต่อ ลงแล้วมักลงต่อ) .. รูปแบบ time series ของราคาหลักทรัพย์ต่าง ๆ ย้อนหลังหลายวัน-สัปดาห์-เดือน ที่เป็นผลมาจากเหตุปัจจัยเชิง Socioeconomics จึงมีแนวโน้มเช่นกัน .. จึงสามารถใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์มาช่วยประเมินความต่อเนื่องของแนวโน้มได้ กล่าวคือ ที่ขึ้นมา ตอนนี้ยังขึ้นอยู่ไหม ที่ลงมา ตอนนี้ยังลงอยู่ไหม และที่สำคัญคือ ตอนไหนที่กำลังเกิด reversal คือการเปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น-ขึ้นเป็นลง
- แนวโน้มระยะกลาง >> ดูภาพระยะหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เป็นกรอบเวลาที่ให้สัญญาณช้ากว่าแนวโน้มระยะสั้น แต่ก็มักจะแม่นยำกว่า (ขึ้นแล้วขึ้นต่อ ลงแล้วลงต่อ) โดยเป็นการใช้เครื่องมือ MACD ใน 2-Week/Weekly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์ .. ซึ่งแนวโน้มระยะกลาง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปมาถี่เสมอไป อาจกินเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับบริบทแต่ละช่วงเวลา
- แนวโน้มระยะสั้น >> ภาพระยะหลายวันถึงหลายสัปดาห์ เป็นกรอบเวลาที่ให้สัญญาณเร็วกว่าแนวโน้มระยะกลาง แต่อาจเปลี่ยนไปมาได้บ่อย โดยเป็นการใช้เครื่องมือ MACD ใน Week/Weekly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์
- สำหรับ Treasurist Fund Port Tax เลือกใช้แนวโน้มระยะยาว >> ใช้เครื่องมือ MACD ใน Monthly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์
- ข้อมูลนี้ช่วยแสดงแนวโน้มปัจจุบันไปจนถึงอนาคตสั้น ๆ ได้ตาม "แรงเฉื่อย" ของแนวโน้ม แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 2 เดือน 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เมื่อสถานการณ์ตรงหน้าเปลี่ยนไป ก็ต้องรีบปรับตัว
- การตัดสินใจลงทุน/ชะลอลงทุนตามแนวโน้มของ Treasurist Fund Traffic Control หากวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (hindsight analysis) จะไม่สามารถชนะแบบซื้อแล้วถือยาว (buy-and-hold) ได้ .. แต่ในโลกความเป็นจริง การลงทุนคือ "การมองไปข้างหน้า" และ "ปรับตัวตามสถานการณ์" .. ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หากในอนาคตเกิดสงครามโลกหรือโรคระบาดครั้งใหญ่ แนวโน้มการลงทุนโดยรวมย่อมเป็นขาลงอย่างรุนแรง โดยยังไม่เห็นอนาคต (เช่น ณ ต้นปี 2563 โลกยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 และยังไม่มีใครรู้ว่าวิกฤติครั้งนั้นจะบรรเทาลงเมื่อใด แต่พอมองย้อนหลัง ทุกอย่างก็ชัดเจนหมด เพราะเกิดแล้วจบแล้ว) ซึ่งการใช้คำแนะนำจาก Treasurist Fund Traffic Control ควรจะช่วยให้ผู้ลงทุนเลี่ยงผลขาดทุนที่รุนแรงได้อย่างทันท่วงที และช่วยให้ทราบจังหวะในการกลับเข้ามาลงทุนในระยะถัดไปด้วยเช่นกัน
- กองทุนน่าสนใจ จะอิงตามดัชนีหุ้นหลักของรายการนั้น ๆ เช่น รายการหุ้นญี่ปุ่น ก็จะพิจารณาดัชนี NIKKEI 225 ว่ามีสถานะแนวโน้มอย่างไร แล้วจึงเลือกกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่น่าสนใจมานำเสนอ หุ้นเทคก็จะพิจารณาดัชนี NASDAQ ว่ามีสถานะแนวโน้มอย่างไร แล้วจึงเลือกกองทุนหุ้นเทคที่น่าสนใจมานำเสนอ อย่างไรก็ดี หากแนวโน้มระยะกลางยังไม่เอื้อต่อการลงทุน ก็ยังไม่แนะนำกองทุนน่าสนใจ
สนใจซื้อขาย รับคำปรึกษาเรื่องการลงทุนกองทุนรวม ทำได้ง่าย ๆ ที่ treasurist.com
(เนื้อหานี้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)