โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชวน “สฤณี อาชวานันทกุล” กะเทาะ “ธนาคารไทย” เส้นทางสู่ Net Zero ยังมีอีกหลายด่าน

Thairath Money

อัพเดต 28 พ.ค. 2567 เวลา 07.39 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 07.29 น.
ภาพไฮไลต์

จาก “โลกร้อน” สู่ “โลกรวน” การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วได้ผลักดันให้ทั่วโลกร่วมกันหาแนวทางอยู่รอด ก่อนที่อุณภูมิโลกจะทะลุ 2 องศาฯ จนสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจกู่ไม่กลับ

“ความยั่งยืน” ได้กลายเป็นแนวคิดหลักขับเคลื่อนภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคการเงิน ที่เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจ ซึ่งเป็นข้อต่อแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนการสนับสนุนทางการเงิน ช่วยผลักดันลูกค้าทั้งรายใหญ่ และ SME เปลี่ยนผ่านธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ซึ่งคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และมีหลักธรรมาภิบาลที่ดี

อย่างไรก็ตาม Climate Change คงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ผลักดันให้ธนาคารไทยต้องสนับสนุนภาคธุรกิจให้ดำเนินงานด้วยความยั่งยืนมากขึ้น เทรนด์การลงทุนที่เปลี่ยนไป โอกาสทางธุรกิจ การกำกับดูแลของภาครัฐ ล้วนเป็นความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ ESG

Thairath Money ชวนพูดคุยกับ “สฤณี อาชวานันทกุล” หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand องค์กรอิสระที่วิจัยและติดตามผลกระทบความท้าทายของธุรกิจธนาคาร มุ่งผลักดันภาคธนาคารไทยให้ก้าวสู่แนวคิดและวิถีปฏิบัติของ “การธนาคารที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Banking ถึงประเด็นสถานการณ์ความยั่งยืนในประเทศไทย และความท้าทายของภาคธนาคารในการขับเคลื่อนธุรกิจไทยตามกรอบ ESG

แต่ก่อนจะไปเจาะลึกเบื้องหลังโอกาสและความท้าทายของภาคธนาคาร เราต้องทำความรู้จักกับหัวใจของการเป็นธนาคารที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Banking ว่ามีบทบาทอย่างไร

บทบาท 3 ระดับ สู่ “การธนาคารที่ยั่งยืน”

สฤณี อธิบายว่า หัวใจของการเป็นธนาคารที่ยั่งยืน คือ ต้องให้การสนับสนุนทางการเงินที่ตอบโจทย์ทิศทางความยั่งยืนที่สังคมคาดหวัง โดยในภาวะโลกรวนที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเห็นทิศทางที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นจากภาคธนาคาร จากการความพยายามที่จะลดการสนับสนุนทางการเงินกับภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง เช่น ธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล และหันมาสนับสนุนภาคพลังงานทดแทน หรือพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้บทบาทของธนาคารมี 3 ระดับ

1.ระดับพื้นฐาน ธนาคารต้องจัดสรรเงินทุนพอร์ตสินเชื่อในทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม หรือสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยลดการสนับสนุนกิจกรรมที่ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนผ่านไปสู่การสนับสนุนกิจกรรมที่ยั่งยืน

2.ธนาคารต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์กรของธนาคารเอง และปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับความยั่งยืน

3.การยกระดับความรู้ทางการเงินของคนไทย (Financial Literacy) และเพิ่มการเข้าถึงด้านการเงิน ทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนเป็นระเบิดเวลาของไทย ธนาคารในฐานะผู้ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ลูกหนี้มีความรู้บริหารจัดการหนี้ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกหนี้จัดสรรเงินของตัวเองได้

“โลกรวน” กดดันความสามารถการแข่งขัน โอกาสทางธุรกิจใหม่ของภาคธนาคาร

สฤณี อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจุบันภาคธนาคารไทยจะมุ่งสู่ความยั่งยืนตามกรอบ sustainable banking เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งที่จริงแล้วธนาคารไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอะไรเลยก็ได้ แต่ปัจจัยที่ผลักดันให้ธนาคารสนใจประเด็น ESG คือ ปัญหาภาวะโลกรวน (Climate Change) ที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนหันมาลงทุนในธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น ธุรกิจสีเขียว หรือคาร์บอนฟุตปริ้นท์ กลายมาเป็นตัวกำหนดความสามารถการแข่งขัน โดยเฉพาะในประเทศที่มีกฎหมายเข้มข้นด้านสิ่งแวดล้อม

ทำให้ปัจจุบันการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ไม่ได้พิจารณาแค่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ทางภาษีของประเทศนั้นๆ แต่ยังดูประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG ด้วย เช่น สัดส่วนการผลิตหรือใช้พลังงานสะอาดของภาคธุรกิจ รวมถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่กำลังจะได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการศึกษาของ Fair Finance Thailand แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม พบว่า ธนาคารใหญ่ทุกแห่งในประเทศไทยประกาศรับหลักการชี้แนะขององค์กรสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) ซึ่งกำหนดให้ธนาคารต้องพิจารณาเรื่องความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของลูกค้าในการปล่อยสินเชื่อ

“วันนี้ ต้องยอมรับว่าธนาคารขนาดใหญ่มีความทะเยอทะยาน ที่ไม่ได้เป็นผู้นำความยั่งยืนแค่ในประเทศอย่างเดียว แต่อยากจะมีบทบาทระดับภูมิภาค ทำให้เวลาตามลูกค้าไปต่างประเทศ ก็จะต้องนำหลักเกณฑ์สากลมากลั่นกรองโครงการที่สนับสนุนทางการเงิน”

จะเห็นได้ว่าท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะโลกรวน ก็นำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จึงเป็นที่มาว่าทำไมธนาคารหลายแห่งถึงพยายามผลักดันให้ลูกค้าของตัวเองเห็นความสำคัญด้าน ESG มากขึ้น

“ธนาคารไม่ได้มองว่าตัวเองมีหน้าที่แค่ปล่อยสินเชื่อสีเขียวอย่างเดียว แต่ยังสามารถให้คำแนะนำกับลูกค้า ในการเปลี่ยนผ่านกิจกรรมสีน้ำตาล ไปสู่กิจกรรมเขียวมากขึ้น”

เป้าหมาย Net Zero ของแต่ละธนาคาร จะไม่สำเร็จ หากรัฐไม่ปฏิรูปภาคพลังงาน

แม้ภาคธนาคารไทย โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่จะพยายามผลักดันให้ลูกค้าของตัวเอง ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ และ SME เปลี่ยนผ่านไปสู่ ESG แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศไทยจะมุ่งสู่ Net Zero โดยไม่ปฏิรูปภาคพลังงาน ซึ่งภาครัฐต้องมีแผนอย่างชัดเจนในการปรับลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง แล้วเพิ่มพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากภาคพลังงานสร้างก๊าซเรือนกระจกเป็นสัดส่วนมากถึง 60%-70% ของประเทศ

ด้านผู้ประกอบการไทยเองปัจจุบันก็เริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงของปัญหา Climate Change ที่ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนหลายตัวสามารถแข่งขันได้ และมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว รวมถึงประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน ที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเพื่อผลิตก๊าซธรรมชาติ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน

“ต่อให้รัฐบาลยังไม่กระตือรือร้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากดดัน หลักๆ เลยคือเรื่องความสามารถการแข่งขัน และต้นทุนผู้ประกอบการ ก็จะผลักดันให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีด้านพลังงาน และขยับเป้าหมาย Net Zero ให้ใกล้เคียงกับชาวโลก”

ในด้านการกำกับดูแล แม้รัฐบาลจะมีความพยายามกระตุ้นให้ธุรกิจเห็นความสำคัญของประเด็น ESG แต่เรายังติดหล่มกับกลไกที่เน้นการเปิดเผยข้อมูล มากกว่ากลไกภาคบังคับ จะเห็นได้จากการปรับปรุงเกณฑ์การรายงานข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะผู้กำกับดูแล กำหนดให้ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไปบริษัทจดทะเบียนจะต้องส่งรายงาน 56-1 เป็นรายปี รวมอยู่ในการส่งรายงานประจำปี เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ในกระบวนการทำธุรกิจของบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักลงทุนคาดหวังจากบริษัทที่ลงทุนมากขึ้น

แต่เมื่อมาเจาะลึกลงในรายละเอียดของแผนมุ่งสู่ Net Zero ของรัฐบาลไทย พบว่ายังไม่มีการระบุแนวทางที่ชัดเจนถึงวิธีลดใช้พลังงานฟอสซิล เช่น การวางกรอบเวลาปลดระวางพลังงานฟอสซิล และเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน หากเปรียบเทียบกับประเทศที่มีแผนการมุ่งสู่ Net Zero อย่างชัดเจน จะเห็นว่ามีการใช้กลไกภาคบังคับควบคู่ไปด้วย เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ภาษีคาร์บอน ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจตระหนักถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากไม่ปรับตัวสู่ความยั่งยืน

และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างสนามแข่งที่เท่าเทียมด้วยการบังคับใช้เกณฑ์เดียวกัน หากปราศจากสิ่งนี้ อาจเป็นช่องโหว่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาด ส่งผ่านต้นทุนราคามายังผู้บริโภค เพราะมองว่าไม่จำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง

“เรามาได้ไกลพอสมควร สำหรับกติกาบังคับการเปิดเผยข้อมูล แต่เราก็ยังมาไม่ไกลพอ เมื่อพูดถึงมาตรการเชิงบังคับ โดยเฉพาะในธุรกิจสีน้ำตาล”

สนับสนุนธุรกิจสีเขียว ลดให้เงินทุนลูกค้าเก่า ความท้าทายที่ต้องบาลานซ์

เมื่อย้อนกลับมาดูหัวใจของธนาคารที่ยั่งยืนจริงอยู่ที่บทบาทสำคัญของภาคธนาคารคือการส่งเสริมธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ ESG ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนมากขึ้น เช่น ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รวมถึงธุรกิจสีเขียว หรือ Climate Tech เทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกรวน ซึ่งธนาคารในฐานะผู้จัดสรรเงินทุน มองว่าธุรกิจเหล่านี้กำลังเติบโตและเป็นโอกาสสร้างรายได้ใหม่

แต่ในขณะเดียวกันสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยยังไม่ค่อยพูดถึง คือ แนวทางการลดการสนับสนุนธุรกิจสีน้ำตาล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ยั่งยืนและเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยปัจจุบันธนาคารไทยยังมีพอร์ตสินเชื่อพลังงานฟอสซิลที่ใหญ่มาก เนื่องจากยังให้สินเชื่อกับเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

“การขับเคลื่อนธนาคารไปสู่ ESG ต้องทำทั้งสองด้าน ด้านนึงต้องเพิ่มน้ำหนักการสนับสนุนธุรกิจที่เน้น ESG แต่ก็ต้องลดสนับสนุนเงินทุนธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน”

ทั้งนี้การลดให้การสนับสนุนธุรกิจสีน้ำตาลต้องอาศัยกติกาจากภาครัฐเข้ามาช่วย แม้ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 ซึ่งล่าช้ากว่าประเทศอื่นในโลกที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ปี 2050 ซึ่งเมื่อมาชำแหละไส้ในแผนการดังกล่าว รัฐบาลไทยยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลา หรือแนวทางที่ชัดเจนในการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือทยอยเลิกใช้พลังงานดังกล่าว

ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนด้านนโยบายเกี่ยวกับธุรกิจฟอสซิล ธนาคารก็จะต้องเผชิญกับความท้าทาย พูดง่ายๆ คือเกิดความลำบากใจที่จะต้องสื่อสารกับลูกค้าที่มีความสัมพันธ์ร่วมกันมาอย่างยาวนานว่าจะเลิกสนับสนุนเงินทุนธุรกิจที่ทำร้ายโลก ซึ่งไม่ได้สร้างความท้าทายเฉพาะธนาคารไทย แต่รวมถึงสถาบันการเงินทั่วโลกที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

“ดังนั้นถ้ามองในบทบาทของธนาคารเพื่อความยั่งยืน จะมองแค่เรื่อง Green finance การสนับสนุนธุรกิจสีเขียวนั้นไม่เพียงพอ ต้องมองควบคู่ไปกับ Transition finance ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านเงินทุนออกจากธุรกิจสีน้ำตาล”.

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชวน “สฤณี อาชวานันทกุล” กะเทาะ “ธนาคารไทย” เส้นทางสู่ Net Zero ยังมีอีกหลายด่าน

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...