โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บุ้ง 'เนติพร' ทะลุสู่อีก 'มิติ' อีกหนึ่งชีวิต...สังเวยคดีการเมือง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 พ.ค. 2567 เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2567 เวลา 08.05 น.

เป็นข่าวเศร้าสะเทือนสังคมสะเทือนใจ

สำหรับการเสียชีวิตของ “บุ้ง ทะลุวัง – เนติพร เสน่ห์สังคม” นักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีทางการเมือง วัย 28 ปี จากภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ช่วงเช้าวันที่ 14 พฤษภาคม ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หลังอดอาหารประท้วงเรียกร้องกระบวนการยุติธรรมมากว่าร้อยวัน

บุ้ง เนติพร หรือที่รู้จักในนาม บุ้ง ทะลุวัง เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นผู้พิพากษาและพี่สาวเป็นทนายความ

จากเด็กตั้งใจเรียน รับงานพิเศษเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษเพื่อช่วยส่งต่อความรู้ให้กับคนอื่น เริ่มมีความสนใจการเมือง จากการเข้าร่วมชุมนุม กปปส. จุดแรกเริ่มที่ทำให้บุ้งมีความสนใจในการเมือง

ก่อนสายลมทางความคิดจะเปลี่ยนทิศทาง เมื่อได้รู้จักและฟัง “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” อดีต ส.ส.อนาคตใหม่ พูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553

จุดเปลี่ยนที่ทำให้บุ้งตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีต เมื่อได้รู้ว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมที่ถูกสไนเปอร์ยิงเสียชีวิตคือคนไร้บ้าน ทำให้เธอรู้สึกผิดต่อผู้สูญเสีย

รวมถึงเหตุการณ์ Big Cleaning Day ที่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดของบุ้งให้ตระหนักรู้มากขึ้น

จนกระทั่งช่วงกลางปี 2563 ที่ม็อบคนรุ่นใหม่จุดติด

บุ้งได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาร่วมกับกลุ่มนักเรียนเลว

ก่อนจะได้มาเข้าร่วมกับกลุ่มทะลุวัง โดยใช้การตั้งคำถามเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว ที่ต่อมากลายเป็นโพลทะลุวัง

ตั้งคำถามในเรื่องที่ไม่เคยมีใครกล้าถามอย่างเรื่องขบวนเสด็จ

และผลจากการทำโพลดังกล่าว ทำให้บุ้งและเพื่อนแกนนำในขณะนั้น ถูกดำเนินคดี ม.112 ถูกส่งไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางในวันที่ 3 พฤษภาคม 2565

บุ้งและเพื่อนจึงประกาศอดอาหารประท้วงจนกว่าจะศาลจะให้ประกันตัว

กระทั่งผ่านไป 94 วัน ศาลจึงมีคำสั่งให้ประกันตัวทั้งบุ้งและเพื่อนออกจากเรือนจำ

ไม่เพียงแค่การทำโพลเรื่องขบวนเสด็จที่ทำให้บุ้งเป็นที่รู้จักในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

สังคมยังจดจำบุ้งจากการช่วยเรียกร้องสิทธิการเข้าเรียนของ “หยก ธนลภย์” ที่ต้องการเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ โดยอาสาเข้ามาเป็นผู้ปกครองให้

รวมถึงจากเหตุการณ์บุกไปพรรคเพื่อไทยในวันแถลงข่าวจับมือกับพรรคภูมิใจไทย การไปดักหน้ารถของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” และใช้วาจาว่ากล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรง

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้สังคมตัดสินบุ้งว่าเป็นคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรง

จนถูกจดจำภาพลักษณ์ในลักษณะนี้เรื่อยมา

26 มกราคม 2567 บุ้งถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ถอนประกันในคดี ม.112 กรณีทำโพลเรื่องขบวนเสด็จและละเมิดอำนาจศาล และถูกส่งตัวเข้าทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางคลองเปรมอีกครั้ง

ทำให้เจ้าตัวจะประกาศอดอาหารประท้วงอีกรอบ เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและต้องไม่มีคนเห็นต่างจากคดีทางการเมืองถูกคุมขัง

การอดอาหารดำเนินเรื่อยมา จนกระทั่งช่วงเช้าวันที่ 14 พฤษภาคม มีรายงานข่าวออกมาว่าบุ้งหัวใจหยุดเต้น

แพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้นำตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

กรมราชทัณฑ์ได้ออกแถลงการณ์กรณีการเสียชีวิตของบุ้ง

โดยระบุว่า “ในช่วงเช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ทางทีมแพทย์ได้ทำการกู้ชีพพร้อมนวดหัวใจ จากนั้นส่งตัวออกรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งทีมแพทย์ได้พยายามกู้ชีวิตอย่างสุดความสามารถ ตั้งแต่เวลา 06.20-11.22 น. แต่ร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษา และถึงแก่กรรมอย่างสงบในเวลา 11.22 น. กรมราชทัณฑ์จึงขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต”

“ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า หลังจากที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้รับตัว น.ส.เนติพร จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 น.ส.เนติพรได้รับประทานอาหารและน้ำปกติ ซึ่งแพทย์และพยาบาลได้ทำการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง แต่ยังมีอาการขาอ่อนแรงและบวมเล็กน้อย ผลเลือดมีภาวะโลหิตจางเล็กน้อย เกลือแร่ต่ำ โดย น.ส.นางสาวเนติพรปฏิเสธการรับประทานเกลือแร่ และวิตามินบำรุงเลือด จนเกิดอาการดังกล่าวและเสียชีวิตในวันนี้”

“กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า นายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม มีข้อห่วงใยในเรื่องนี้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม จึงเห็นควรให้ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ทำการชันสูตร เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ซึ่งจะต้องรอผลการชันสูตร”

“นอกจากนี้ รมว.ยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว”

ภายหลังการเสียชีวิตของบุ้ง มีรายงานว่าบุ้งได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินที่เป็นเงินสดและที่มีอยู่ในบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง รวมทั้งนาฬิกาข้อมือ ต่างหู และแมว 1 ตัว ให้กับหยก

ส่วนทรัพย์สินอื่น อาทิ ที่ดิน สิทธิเรียกร้องและสิทธิตามมรดกใดที่พึงมีอยู่ก่อนจะถึงแก่ความตาย ยกให้กับพี่สาวแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนร่างได้บริจาคให้กับคณะแพทย์ มธ.

เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาจากการอดอาหารเป็นเวลานาน

หลังการจากไปของบุ้ง มีทั้งกลุ่มที่ออกมาแสดงความเสียใจ

และอีกฝั่งที่ซ้ำเติมในผลของการกระทำดังกล่าว

รวมถึงมีคนการเมืองออกมาโพสต์แสดงความเสียใจ

ไม่ว่าจะเป็น “พนิดา มงคลสวัสดิ์” ส.ส.สมุทรปราการ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความระบุว่า

“… ครั้งนี้คือความสูญเสียจากการเรียกร้องสิทธิประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมซึ่งถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่หากคุณยังไม่ถูกพิพากษาจนถึงที่สุดว่ามีความผิด คุณยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามหลักการ Presumption of innocence เราทุกคนมีสิทธิในการได้รับการประกันตัวออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่กระบวนการยุติธรรมไทยให้ไม่ได้ จนเกิดความสูญเสียครั้งนี้ นี่คือการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของเราทุกคน”

ส่วน “รังสิมันต์ โรม” พรรคก้าวไกล ระบุว่า “ข่าวการจากไปของบุ้ง เป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก ที่สังคมต้องเห็นการเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อทวงถามความเป็นธรรม ถามหาสิทธิในการประกันตัวออกมาสู้คดี ทั้งที่เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการแสดงออกของบุ้ง แต่สิทธิในการประกันตัวเป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ เพื่อให้สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ความสูญเสียเช่นนี้ มาจากการถอนประกันโดยไม่เข้าเหตุตามกฎหมาย ต้องถามไปที่ผู้วินิจฉัยกฎหมายว่าจะรับผิดชอบอย่างไรที่มีผู้เสียชีวิต ผมขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของบุ้ง และอยากให้กระทรวงยุติธรรมผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสิทธิการประกันตัว ให้เป็นสิทธิที่ทุกคนต้องได้รับเสียที ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นเถอะครับ”

ด้าน “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” คณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความ “ต้องรอให้มีคนตายก่อนหรือ ถึงจะทำให้สังคมตระหนักว่าคนเห็นต่างไม่สมควรตายหรือติดคุก และสิทธิการประกันตัวเป็นของทุกคน หรือแม้แต่มีคนตายแล้ว ก็จะยังไม่เข้าใจ ไม่รับรู้กันอีก? มีอีกหลายคนยังอยู่ในคุก ไม่ได้ประกัน มีอีก 3 คนที่อดอาหารประท้วงอยู่ในเรือนจำ ถึงจะเห็นต่างกัน แต่เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน พึงรักษาความเป็นมนุษย์กันไว้เถอะนะ RIP บุ้ง”

รวมถึง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “สู่สุคตินะบุ้ง เสียใจด้วยอย่างยิ่งครับพี่ปัญ ขอแสดงความเสียใจ และอาลัยต่อการจากไปของบุ้ง ไม่ควรมีใครเสียชีวิต เพราะความคิดที่แตกต่าง ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นกรณีสุดท้าย ปล่อยเด็กๆ ที่เหลือออกมาเถอะครับ”

บุ้งถือเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองรายที่ 2 ที่เสียชีวิตในระหว่างการคุมขังจากคดี ม.112 ต่อจากกรณีของอากงในปี 2555

การจากไปของบุ้งในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นจุดยืนและอุดมการณ์ที่มั่นคงเท่านั้น

แต่ยังกระตุ้นสังคมให้รับรู้ถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรม และสิทธิการประกันตัวขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องขังพึงมีแต่กลับไม่ได้รับ จนต้องมาสังเวยชีวิตให้กับคดีทางการเมือง เพียงเพราะความเห็นต่างและการเรียกร้องกระบวนการยุติธรรม

การปล่อยให้ตายคาคุกทั้งที่ยังไม่ได้ถูกตัดสินความผิด จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะกับบุ้งหรือใครก็ตาม

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บุ้ง ‘เนติพร’ ทะลุสู่อีก ‘มิติ’ อีกหนึ่งชีวิต…สังเวยคดีการเมือง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...