ขอรักกันอีกครั้งในยุคดวงดาว (ลู่เฟย×ซวนซวน)
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้ ชาย×ชาย , boylove , yaoi
ขอรักกันอีกครั้งในยุคดวงดาว
ในคืนวันที่ ซวนซวน บรรลุนิติภาวะอายุ 30 ปี ของยุคดวงดาว เขาได้ฝันถึงชาติที่แล้วของตัวเองซึ่งเป็นโลกโบราณยุคหนึ่ง ที่โบราณมากๆ! เป็นเรื่องราวชีวิตที่แสนทรหด แม่ไม่รักไม่เปนไรยังมีท่านป้าสะใภ้ที่รักเขา…ทว่าตัวเขาก็ดันถูกปีศาจสิงสู่บังคับให้ไปฆ่าท่านป้าที่ตัวเองรักตาย ไม่พอคนรักก็ถูกปีศาจสิงจนถูกฆ่าตายตามไปอีกคน สุดท้ายตัวเขาในชาตินั้นที่ถูกปีศาจสิงจนร่างกายอ่อนแอบวกกับตรอมใจที่คนที่ตัวเองรักตายหมดก็ตรอมใจตายตามไปอีกคน คนอะไรชีวิตจะบัดซบขนาดนั้น! หลังจากตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนยาวนานเขาก็ได้รับความสามารถมากมายของชาติที่แล้วมาจาก เทพแห่งโชคชะตา บอกว่าเป็นการชดเชยให้เขาในชาตินั้น ความรู้ความสามารถกระทั่งพลังเขาในชาติที่แล้วเคยทำอะไรได้ชาตินี้เลยทำได้หมด! เล่นดนตรีโบราณ แกะสลัก วาดภาพ ทำอาหาร! เขาที่เคยเป็นเพียงอดีตพนักงานธรรมดาของยุคดวงดาว พอได้รับความสามารถมาขนาดนี้ จึงผันตัวมาเป็นสตรีมเมอร์เต็มตัวด้วยการโชว์เล่นดนตรีโบราณอย่างกู่เจิงและผีผา ไม่คิดว่าเพียงแค่เปิดสตรีมครั้งแรก เขาก็จะตกแฟนคลับสายเปย์ได้ทันทีทันควันแบบนี้!
แต่เดี๋ยวนะ!….ทำไมแฟนคลับสายเปย์ของเขาคนนี้ ถึงหน้าเหมือนคนรักในชาติที่แล้วของเขาขนาดนี้ล่ะ! ลู่เฟย คุณก็มาเกิดใหม่ในชาตินี้เหมือนกันกับผมด้วยเหรอ!
แนะนำตัวละคร
ซวนซวน แอรอส (อายุ30ปี)
ความสามารถ : แกะสลัก,เล่นดนตรีโบราณ,วาดภาพภู่กัน,ทำอาหาร
นิสัย : ขี้อ้อน , ดื้อเงียบ , ใครดีมาดีตอบ ใครร้ายมาร้ายตอบ
ดาวที่อาศัย : C056
พลังจิต : SSS พลังแฝง : ลม,อากาศ
เอไอประจำตัว : ลักกี้ (ดูแลซวนซวนประหนึ่งน้องชาย)
ลู่เฟย เมดิสัน (อายุ 69 ปี)
ความสามาถ : บริหารงานเก่ง , จับงานอะไรก็รุ่ง
นิสัย : รักเดียว รักมั่น , เจ้าเล่ห์ , กวน!
แสดงละครเก่ง ต่อหน้าคนอื่นคือจิ้งจอก ต่อหน้าซวนซวนคือผู้ชายอยอุ่นแสนดี!
แอบขี้เหนียว (แต่กับซวนซวนเปย์ทุกอย่าง!)
ดาวที่อาศัย : S001 ดาวหลัก
พลังจิต : SS พลังแฝง : ควันพิษ (ลูกน้องบอกตัวมลพิษเดินได้555)
เอไอประจำตัว : บัส (นิสัยเหมือนลู่เฟย)
รายละเอียดต่างๆ
ค่าเงิน : G
ระดับพลังจิต SSS, SS, S, A, B, C, D, E, F, G
ดวงดาว
S001 – S009 ดาวระดับสูงสุด
A010 – A019
B020 – B039
C040 – C069 ดาวระดับกลาง
D070 – D089
E090 – E109
F110 – F129 ระดับต่ำ ที่เพิ่งบุกเบิกได้ไม่นาน
TIDSUM
สวัสดีค่ะคนอ่านที่น่ารักทุกคน ไรท์แวะมาเปิดเรื่องใหม่
เพราะยังไปต่อกับเรื่องเก่าไม่ได้เลยมาขัดด้วยเรื่องนี้ก่อน แหะๆ
ยังไงก็ฝาก ซวนซวน กับ ลู่เฟย ในเรื่องนี้ด้วยนะคะ
ในเรื่องบ่าวผู้นี้ไรท์ทำกับสองคนนี้ไว้พอสมควร เพราะปีศาจเป็นเหตุ
เป็นตัวละครที่เราแอบรู้สึกสงสารจนอยากชดเชยให้เขาทั้งสองคนได้รักกันแบบสมหวัง
และเช่นเคยคือ เป็นแนวฟิลกู๊ด รักกันหวานฉ่ำ โนดราม่า ผู้ชายสามารถท้องได้
ใครชอบแนวนี้ก็ฝากด้วยนะคะ ฝากเม้น ฝากส่งกำลังใจด้วย
สามารถติเตือน แสดงความคิดเห็น แนะนำกันได้
ส่วน ใครไม่ชอบกดออกได้เลยจ้า ไม่เม้นบั่นทอนกำลังใจกันนะคะ
ไรท์จิตใจบอบบาง อ่านเม้นเชิงลบแล้วมันตะเตือนใต
กราบบบบบขอบพระคุณค่ะ
บทที่1 จุดเริ่มต้น
บทที่1
หลังจากที่โลกถึงคราวล่มสลาย มนุษย์ผู้มีความรู้ความสามารถหลายร้อยล้านคนและหลากหลายเชื้อชาติพากันอพยพออกจากโลกใบเก่าเพื่อค้นหาที่อยู่อาศัยใหม่ ในเวลานั้นระหว่างการเดินทางผู้คนหลากหลายเชื้อชาติต่างรวมเป็นหนึ่ง ท่องไปในอวกาศนานกว่าร้อยปีจนยานเริ่มเสื่อมสภาพลง ในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบที่อยู่อาศัยใหม่ ที่อยู่ใหม่ของเหล่ามนุษย์กลุ่มนี้คือกลุ่มดาวน้อยใหญ่ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย พวกเขาตั้งชื่อที่อยู่ใหม่นี้ว่า สหพันธ์ดวงดาวราเทีย…พวกเขาค่อยๆ ช่วยกันสร้างสถานที่แห่งนี้จนค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง ฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ต่อสู้กับเหล่าต่างดาวหรือพวกเซิร์กเพื่อปกป้องตนเอง กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็เกิดการสูญเสียไปไม่น้อยแต่มนุษย์ที่เหลืออยู่นั้นไม่เคยยอมแพ้ เวลาผันผ่านไปนานหลายพันปีทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น กระทั่งเวลานี้ก็ผ่านมาได้ห้าพันปีแล้ว
ในห้องนอนห้องหนึ่งบนดาว C056 ดาวระดับกลางของสหพันธ์ดวงดาวราเทีย ร่างของชายหนุ่มอายุ 30 ปีที่เพิ่งพ้นวัยบรรลุนิติภาวะมาเมื่อคืนนี้กำลังนอนกระสับกระส่ายไปมาไม่หยุด…สาเหตุนั้นมาจากความฝันที่แสนยาวนานที่เจ้าตัวกำลังฝันอยู่ในตอนนี้ กระทั่งความฝันนั้นใกล้จบลงเขาก็ได้ยินเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมาอย่างชัดเจน
‘พลัง ความรู้ ความสามารถทั้งหมดในภพชาติที่แล้ว เจ้าจะสามารถทำมันได้ทั้งหมด รวมถึงระดับพลังจิตในชาตินี้จะเพิ่มขึ้นสูงสุด ถือเป็นการชดเชยจากเทพแห่งโชคชะตาให้กับสิ่งที่เจ้าต้องพบเจอในชาติที่แล้ว…ขอให้เจ้ามีชีวิตที่ดีจวบจนวาระสุดท้ายในภพชาตินี้’
เฮือก!
ร่างกายชุ่มเหงื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากที่นอนด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีวนอยู่ภายในหัว
“นั่นมันความฝันอะไรกัน!”
ซวนซวนพึมพำออกมาเสียงเบาจากความฝันอันแสนยาวนาน…หยดน้ำสีใสไหลกระทบฝ่ามือ เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นมาจับแก้มที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาของตัวเอง…ดูเหมือนเขาจะร้องไห้เพราะความฝันนั่น มือบางลูบอกเพื่อปลอบใจตัวเองกับสิ่งที่เพิ่งได้เห็นและได้ยินในความฝันอีกครั้ง แต่พอเริ่มใจเย็นลงเขาก็อดคิดไม่ได้ว่ามันคือความฝันจริงๆ เหรอ ทุกอย่างมันชัดเจนมากเลยนะ! มันเหมือนเขาไปอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดนั่นจริงๆ แถมหน้าตาคนในฝันนั่นยังเหมือนเขาทุกประการด้วย…แล้วไหนจะเสียงสุดท้ายนั่นอีก…สิ่งที่คนผู้นั้นพูดถึง การชดเชยจากเทพแห่งโชคชะตางั้นเหรอ!?
เมื่อเขาเริ่มคิดถึงความฝันอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาฝันไปก่อนหน้านี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นมาในหัวเขาอีกครั้ง ราวกับตัวเขาเพิ่งผ่านจากเหตุการณ์พวกนั้นมาเมื่อครู่นี้จริงๆ …ทั้งความรู้สึก ความสุข ความทุกข์ ความเจ็บปวด ทุกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง รวมถึงมวลสารในร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวให้เขาได้รับรู้ถึงพลังในร่างกาย….ราวกับมันกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างของเขาในเวลานี้ ทั้งพลังจิตเองก็ดูเหมือนจะสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด
ซวนซวนลองแบมือออกและลองรวบรวมพลังเหมือนในความฝันออกมาจากมือ…เขาเบิกตามมองพลังของตัวเองด้วยความตกใจอีกครั้ง มันมีจริงๆ! สิ่งที่เขาเห็นก็คือกลุ่มก้อนพลังสายลมที่หมุนวนไปมาก่อนจะหยุดนิ่งลง ทว่าเขาก็ยังสามารถเห็นมันได้อย่างชัดเจนว่า มันคือกลุ่มก้อนอากาศ…เขาลองสะบัดและควบคุมมันไปมาตามใจนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะสลายมันทิ้งไป หมายความว่ายังไงเขาควบคุมลมและอากาศได้เหรอ?
ซวนซวนไม่รอช้าเขาลองทดสอบกับตัวเองอีกครั้งทันที เพ่งสมาธิพร้อมกับโบกมือหนึ่งครั้งฉับพลันอากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมของเขาก็หาย เขาหายใจไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนที่จะสลายพลังมวลอากาศภายในห้องก็กลับมาไหลเวียนอีกครั้ง…
“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย! บ้าบอเกินไปแล้ว!”
ซึ่งพลังที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าเรื่องราวที่เขาเห็นเหล่านั้นไม่ใช่ฝันธรรมดาแต่มันคือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาจริงๆ …แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชาติก่อนของเขา ตามเสียงบอกกล่าวสุดท้ายนั่น!
สิ่งที่ซวนซวนได้เห็นในความฝันก่อนหน้านี้ คือเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาในชาติที่แล้วของเขา อีกทั้งชื่อและใบหน้าของคนในความฝันนั้นก็เหมือนกับเขาในเวลานี้ถึงเก้าส่วน!ต่างกันแค่สีผมสีตาของเขาในเวลานี้ที่เป็นสีเทาอ่อน…ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชาติภพนั้นก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บหน่วงที่หน้าอกข้างซ้ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้…แล้วอยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตนั้น
ในภพนั้น…เขาเกิดในยุคโบราณ ที่น่าจะโบราณมากจริงๆ ซึ่งน่าจะเรียกว่าโลกโบราณยุคหนึ่ง เมื่อเทียบกับในยุคปัจจุบันที่เขาอยู่ในตอนนี้ซึ่งเป็นยุคดวงดาว…ทว่าในภพนั้นกลับมีคนที่ใช้พลังได้อยู่มากมายกว่าในยุคนี้ของเขามากนัก ทั้งการฝึกวิชาการเพิ่มพลังก็ยังสามารถทำได้ต่างจากคนในยุคนี้โดยสิ้นเชิง
ผู้คนในยุคนั้นจะใช้พลังธาตุของตนเองเป็นจุดชี้วัดถึงอำนาจ ในชาตินั้นเขาก็มีนามว่า ซวนซวน เช่นเดียวกับตอนนี้ ทั้งยังมีพลังธาตุลมที่ไม่ต่ำและไม่ได้สูงมากนักแต่ก็ถือว่ามีความสามารถที่ไม่อาจดูแคลนได้ ทั้งยังมีคนรักเป็นถึงองค์ชายห้าของแคว้นนามว่า ลู่เฟย อีกทั้งเขาในภพนั้นยังเกิดในตระกูลเหว่ยที่มีอำนาจมากอีกด้วย…แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นบุตรชายที่มารดาไม่รักเท่าไหร่นักอาจจะถึงขั้นเกลียดชังก็ว่าได้ แต่กลับกันท่านป้าสะใภ้นั้นรักและเอ็นดูเขาอยู่ไม่น้อย ท่านป้าเป็นคนสั่งสอนเขาในเรื่องต่างๆ มากมายทั้งศาสตร์และศิลป์แทนที่จะเป็นท่านแม่ของเขาเอง…เขาพยายามทำสิ่งต่างๆ มากมายหวังว่าสักวันมารดาจะหันมารักและสนใจเขาบ้างแต่ก็ไม่เป็นผล กลับกันนางยิ่งเกลียดชังเขามากขึ้นกว่าเดิม…คงเพราะเขาเกิดมาจากความผิดพลาดของท่านแม่…มีความลับหนึ่งของท่านแม่ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ซึ่งเขาก็ได้รับรู้เมื่อเริ่มโตแล้วเช่นกัน ท่านแม่ของเขาหลงรักพี่ชายตนเองหรือก็คือท่านลุงแท้ๆ ของเขานั่นแหละ ท่านแม่จึงเกลียดชังท่านป้าสะใภ้เป็นอย่างมาก ท่านอิจฉาที่ท่านป้าได้แต่งงานและมีบุตรกับท่านลุง ท่านแม่เคยพยายามจะวางยาท่านลุงให้มีสัมพันธ์กับตนเอง แต่ก็พลาดไปมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจนมีเขาขึ้นมา…ส่วนผู้ชายที่เป็นพ่อของเขานั้นหลังจากเกิดเรื่องความสัมพันธ์นี้ขึ้นก็พบเป็นศพแถวชายป่าในวันถัดมาทันที…เพราะเหตุนี้เขาถึงไม่มีพ่อ
ทว่าหลังจากที่เขาเกิดได้เพียงไม่นานท่านลุงก็จากไปในสนามรบ…ท่านป้าสะใภ้จึงต้องเลี้ยงบุตรชายเพียงลำพัง ทั้งยังเผื่อแผ่ความเอ็นดูมาถึงเขาที่ท่านแม่ไม่สนใจไยดีอีกด้วย บุตรชายท่านป้าเป็นคนเก่งและมีความสามารถมากๆ ถึงจะเย็นชาและไม่ได้สนิทกันนัก แต่ญาติผู้พี่ผู้นี้ก็เหมือนจะเอ็นดูเขาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นแล้วในชีวิตนั้นของซวนซวน คนที่เป็นคนสำคัญในชีวิต เป็นแสงสว่าง เป็นที่พึ่งทางกายและใจของเขาจึงไม่ใช่ท่านแม่ของเขา แต่เป็นท่านป้า พี่ชายและคนรักของเขาอย่างลู่เฟย
ทว่าในช่วงเวลาหนึ่งซวนซวนได้ถูกปีศาจตนหนึ่งที่มารดานำเข้ามาในเมืองหลวงควบคุมร่างกายจนไปสังหารท่านป้าของตนเองเข้า! ในตอนที่ถูกควบคุมร่างกายนั้นเขารับรู้ทุกอย่างแต่ไม่อาจบังคับร่างกายได้…ในตอนที่สังหารท่านป้าที่เขารักเช่นนั้น! เขาทั้งกลัวและรู้สึกเสียใจจนเกือบจะเสียสติ! และที่ท่านแม่เลือกให้ปีศาจมาสิงเขาเป็นเพราะอย่างที่บอกท่านแม่มิได้รักและใส่ใจเขาอยู่แล้วว่าเขาจะเป็นจะตายอย่างไร อีกทั้งยิ่งเห็นเขาสนิทกับท่านป้าและท่านป้าก็รักและไว้ใจเขาเป็นอย่างมาก ท่านแม่จึงเลือกใช้เขาเป็นเครื่องมือกระทำเรื่องนี้เพราะเกลียดชังในตัวท่านป้าและตัวเขาที่เป็นลูก…หลังจากสังหารท่านป้าปีศาจก็ออกจากร่างกลับไปสิงท่านแม่ตามเดิม ในตอนที่ปีศาจออกไปจากร่างเขานั้น ร่างกายของเขาก็อ่อนแอและเสื่อมโทรมลง พลังเองก็ลดลงมาอย่างน่าใจหาย เหมือนมันถูกดูดออกไปด้วย เขามารู้ในตอนหลังว่าปีศาจตนนั้นดูดพลังชีวิตของเขาออกไป ซึ่งเป็นเครื่องสังเวยที่ท่านแม่ตกลงกับปีศาจตนนั้นเอาไว้ สำหรับแผนการสังหารท่านป้า
ปีศาจตนนี้เป็นปีศาจชั่วร้ายที่ชอบกระตุ้นและดึงความรู้สึกด้านลบของคนที่มันสิงออกมาใช้ ต่อให้เป็นคนดีเพียงใดแต่ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีรักโลภโกรธหลง ความคิดด้านลบที่ต่อจะให้น้อยนิดหรือเก็บซ่อนไว้อย่างไรก็ไม่อาจรอดพ้นปีศาจตนนี้ไปได้ แล้วท่านแม่ของเขาที่มีจิตใจด้านมืดและความคิดชั่วร้ายที่จะสังหารท่านป้าอยู่ตลอดเวลาจะรอดพ้นการควบคุมนี้ไปได้อย่างไรกันล่ะ ท่านแม่ที่แต่เดิมก็ร้ายกาจและเกลียดชังเขาอยู่แล้วเวลานั้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว ท่านแม่เริ่มเสียสติรูปลักษณ์เปลี่ยนไปจากเดิม เวลานั้นคนรักของเขาก็ได้ยืนมือเข้ามาช่วยเหลือ…
ลู่เฟยสังหารท่านแม่ในตอนที่ท่านแม่กำลังทำการหลอมรวมร่างกายกับปีศาจ ซึ่งเป็นตอนที่มันกำลังอ่อนแอและไม่ได้ระวังตัว การสังหารนี้ลู่เฟยทำไปเพื่อปกป้องเขาที่กำลังถูกท่านแม่ดึงพลังชีวิตออกจากร่างไปเป็นของตนเอง ในตอนนั้นเขาไม่รู้สึกเสียใจกับการจากไปของท่านแม่เลยแม้แต่น้อย เพราะที่ผ่านมานางก็ไม่เคยกระทำสิ่งใดที่ทำให้เขารู้สึกถึงความรักและความเป็นแม่เลยสักนิด ยิ่งในครั้งนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ซึ่งมันทำให้เขาคิดได้…ว่าคนบางคนก็มีแค่หน้าที่ให้กำเนิดแต่ไม่อาจเรียกว่าเป็นแม่ที่แท้จริงได้ อีกทั้งเวลานี้นางก็ไม่ใช่แม่ของเขาแต่นางคือปีศาจอย่างแท้จริง!
ในตอนนั้นซวนซวนไม่คิดว่าหลังจากที่สังหารท่านแม่ไปแล้วปีศาจจะไม่ได้ตายตามไปด้วย มันกลับไปสิ่งสู่ในร่างของลู่เฟยคนรักของเขาแทน! ซึ่งกว่าจะรู้เรื่องนี้ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว….
ลู่เฟยที่ถูกปีศาจสิงสู่กลายเป็นคนที่กระหายในอำนาจวางหลักฐานปลอมใส่ร้ายพี่ชายตนเองที่เป็นองค์รัชทายาท ว่าเป็นคนสังหารท่านป้าและท่านแม่ของเขา ตอนนั้นรัชทายาทและญาติผู้พี่ของเขาเป็นสหายกันพอเจอหลักฐานนี้ก็ถึงคราวแตกหักกันไป ตอนนั้นลู่เฟยให้เหตุผลว่าหากบอกความจริงพี่ชายจะเกลียดเขาไปด้วยอีกคน แม้จะถูกปีศาจควบคุมแต่ซวนซวนก็รู้สึกผิดในเรื่องนี้มากอยู่ดี…เขาจึงไม่กล้าคัดค้านในเรื่องนี้เพราะไม่อยากให้พี่ชายเกลียดตนไปอีกคน เนื่องจากคนที่มีสายเลือดตระกูลเหว่ยเช่นเดียวกันในเวลานี้ เขาก็เหลือเพียงแค่พี่ชายคนเดียวเท่านั้น!
ลู่เฟยค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาหวังให้สหายทั้งสองคนนั้นสังหารกันเองเพราะทั้งคู่มีพลังที่สูงกว่าคนทั่วไป ไม่ว่าใครจะชนะหรือใครจะแพ้ลู่เฟยจะได้ผลประโยชน์ทั้งสิ้น! ส่วนตัวเขาในเวลานั้นแทบไม่ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวหรือเรื่องเหล่านี้เลย เพราะเคยถูกปีศาจสิงและดึงพลังชีวิตในร่างออกไปมากมาย ทั้งยังถูกปีศาจในร่างมารดาทำร้ายทำให้เจ็บป่วยจึงอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก เรียกว่าคนธรรมดาที่ไม่มีพลังธาตุในเวลานั้นอาจจะแข็งแรงกว่าเขาเลยก็ว่าได้
จนกระทั่งวันหนึ่งปีศาจก็ได้ควบคุมให้ลู่เฟยมาหักหลังเขาและทอดทิ้งเขาอย่างเลือดเย็น ใบหน้าคนรักที่เคยมองเขาอย่างอ่อนโยนและรักใคร่ กลับกลายเป็นเย็นชาห่างเหินและเกลียดชัง ในตอนนั้นเขาทั้งเศร้าและเสียใจเป็นอย่างมากที่ถูกคนรักกระทำเช่นนั้นต่อกัน…จากร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้นไปอีก
ในช่วงเวลานั้นที่ความผิดเรื่องสังหารท่านป้าแดงออกมาเป็นเขาที่รับโทษและความผิดแต่เพียงผู้เดียว โดยมีคนรักของเขาเป็นคนผลักความผิดมาให้ทั้งหมด มิได้เอ่ยถึงปีศาจที่สิงเขาในเวลานั้นเลยแม้แต่น้อยราวกับกำลังพยายามปิดบังเกี่ยวกับเรื่องนี้…ส่วนตัวเขาก็ยอมรับมันแต่โดยดีเพราะเป็นเขาเองที่ลงมือจริงๆ แม้จะมีปีศาจสิงอยู่ก็เถอะ แต่เพราะยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้ และเพราะรักมากจึงยอมที่จะเป็นคนผิดเพียงผู้เดียวไม่คิดพูดถึงคนรักที่เป็นคนสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายรัชทายาทและยังคงมีหวังว่าคนรักจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม…
ทว่าทุกอย่างก็สายเกินแก้ คนรักของเขาที่ถูกปีศาจควบคุมทำเรื่องร้ายแรงอย่างการก่อกบฏ!…แต่ทว่ามันก็ไม่สำเร็จและสุดท้ายลู่เฟยก็จบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าด้วยน้ำมือของฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของตนเอง! จากนั้นเรื่องปีศาจก็ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมด!
ตอนนั้นเองที่ซวนซวนก็ได้รับรู้ความจริงแล้วว่า…คนรักของเขานั้นได้ถูกปีศาจสิงสู่และควบคุมมาตลอด ลู่เฟยก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีรักโลภโกรธหลงเช่นกัน และยิ่งคนที่อยู่ในวังหลวงนั้นจะมีจิตใจขาวสะอาดหมดจรดได้อย่างไร? แปดในสิบส่วนล้วนต้องเคยผ่านเรื่องเลวร้ายและต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดทั้งสิ้น…และเขาก็มั่นใจว่าคนอย่างลู่เฟยที่แม้จะไม่ได้มือขาวสะอาด แต่เจ้าตัวก็ไม่ใช่คนที่ชั่วร้ายถึงเพียงนี้อย่างแน่นอน…เอาแค่ลู่เฟยแอบคิดเล่นๆ สักเล็กน้อยในเรื่องของบัลลังก์หรืออำนาจ…ปีศาจตนนั้นก็สามารถดึงความคิดด้านลบเหล่านี้ออกมาใช้ควบคุมลู่เฟยได้แล้ว อีกทั้งลู่เฟยก็เคยบอกกับเขาเองว่าแม้จะเคยคิดถึงเรื่องบัลลังก์ แต่ลู่เฟยก็ไม่ได้ต้องการคิดที่จะครองบัลลังก์จริงๆเลย เพราะรู้ว่าวังหลวงนั้นมันอันตราย และลู่เฟยก็ไม่ต้องการให้เขาเข้ามาอยู่ในวังวนของวังหลวงที่แสนอันตรายนี้ ลู่เฟยจึงตัดสินใจได้นานแล้วว่าต้องการเป็นแค่เพียงอ๋องและออกมาใช้ชีวิตกับเขาที่นอกวังนี้…และกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ซวนซวนก็ได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ถ้าลู่เฟยไม่มาช่วยเขาจากมารดาในตอนนั้น ปีศาจก็คงไม่ไปสิงร่างลู่เฟยจนมีผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้
ทุกอย่างสายเกินไป ทันทีที่ลู่เฟยตายปีศาจในร่างที่อ่อนแอลงมากเพราะร่างที่สิงถูกทำร้ายจนตายไปถึงสองร่างแล้ว มันจึงหวนกลับมาสิงร่างเขาอีกครั้ง แต่ทว่าปีศาจก็ถูกญาติผู้พี่จัดการได้ในที่สุด!
ทว่าความจริงที่แสนโหดร้ายก็ตบหน้าเขาอย่างจัง เมื่อปีศาจที่สิงสู่และทำชีวิตเขาพังได้ขนาดนี้กลับเป็นเพียงแค่เสี้ยวพลังส่วนหนึ่งของปีศาจเท่านั้น! มิใช่ตัวตนที่แท้จริงหรือร่างหลักแต่อย่างใด นั่นหมายความว่ามันเป็นปีศาจที่ร้ายกาจมากเพราะแค่เสี้ยวพลังมันยังสามารถทำได้ขนาดนี้แล้วร่างหลักเล่าจะสามารถทำได้ขนาดไหน!
ส่วนตัวเขาหลังจากที่ญาติผู้พี่จัดการเสี้ยวพลังปีศาจในตอนนั้นได้สำเร็จ…เจ้าตัวก็ให้อภัยเขาเรื่องที่ฆ่าท่านป้าเพราะรู้ว่าเขาเองก็ถูกปีศาจควบคุมเช่นกัน แต่ทว่าจิตใจของเขาในเวลานั้นก็บอบช้ำอยู่พอสมควรกับสิ่งที่ได้เจอและรับรู้มา…อีกทั้งในตอนนั้นร่างกายของเขาก็ย่ำแย่และอ่อนแอลงมากกว่าเดิม เป็นผลมาจากการถูกปีศาจสิงสู่และดึงพลังชีวิตไปถึงสองครั้ง ครั้งแรกยังพอหลงเหลือพลัง แต่ครั้งที่สองนั้นเขาสูญเสียพลังไปทั้งหมด ร่างกายเองก็แทบจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แค่เดินสามก้าวก็เหนื่อยแล้ว
แม้จะอยากไปช่วยญาติผู้พี่กำจัดปีศาจร่างหลักเพื่อล้างแค้นให้ทั้งท่านป้าและคนรักแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงรอฟังข่าวเรื่องที่ญาติผู้พี่ของเขาวางแผนไปกำจัดปีศาจเท่านั้น จนกระทั่งกำจัดได้สำเร็จเขาจึงรู้สึกปล่อยวางและหมดห่วงในที่สุด ใช้ชีวิตได้อีกเพียงไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ตายลง…ทว่าในช่วงลมหายใจสุดท้าย เขากลับได้เห็นร่างโปร่งแสงของคนรักมายืนรอเขาที่ปลายเตียงพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่แสนโหยหาและคุ้นเคยเหมือนเมื่อครั้งอดีต พร้อมกล่าวคำขอโทษเขาในวินาทีสุดท้ายของชีวิตนั้น….
จากนั้นภาพก็ถูกตัดมาในตอนที่ลู่เฟยร่างโปร่งแสงกำลังยืนมองศพของตนเองอยู่ ข้างกายลู่เฟยคือร่างโปร่งแสงของท่านป้า! ทั้งสองยืนพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องงานที่จะต้องทำในฐานะวิญญาณเพื่อแลกกับการที่จะมีคนทำบุญให้และลู่เฟยจะสามารถหลุดออกมาจากจุดที่ตนเองตายได้ แล้วภาพก็ตัดไปตัดมาในทุกช่วงเวลาการเป็นวิญญาณของลู่เฟย…นั่นทำให้เขาได้รู้ว่าลู่เฟยแทบจะไม่เคยไปไหนเลย ลู่เฟยมักจะอยู่ข้างกายเขาที่นอนป่วยอยู่ตลอด มาเล่าเรื่องราวนั่นนี่ให้ฟังแม้เขาจะไม่ได้ยินมันก็ตาม และที่สำคัญการสื่อกับวิญญาณนี้คนที่สามารถทำได้นั้นคือคนรักของญาติผู้พี่เขาเอง ถึงว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่เจ้าตัวเข้ามาคุยกับเขาเกี่ยวกับลู่เฟยทั้งยังฝากบางอย่างที่บอกว่าเป็นของลู่เฟยมาให้เขาด้วย ซึ่งเรื่องนี้ลู่เฟยที่เป็นวิญญาณนั้นรับรู้และเป็นคนขอร้องมาเอง…พอรู้แบบนี้แล้วมันก็ทำให้ซวนซวนได้รับรู้ว่าลู่เฟยนั้นยังรักเขาอยู่เสมอ ลู่เฟยคนเดิมของเขาไม่เคยเปลี่ยนไปหากไม่ถูกปีศาจเข้ายึดร่าง!
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของชายแก่ที่กล่าวถึงการชดเชยของเทพแห่งโชคชะตาก่อนจะสะดุ้งตื่นในเวลาถัดมา….
เปิดตัวที่มาของซวนซวนน้อย
ความทรหดและความอาภัพรักในชาติที่แล้ว ชาตินี้ขอให้น้องมีชีวิตที่ดี และ มีความสุขน้าาาาา
รวมถึงอีพี่เฟยด้วย ชาตินี้ขอให้สมหวังนะจ๊ะ!
ฝากนิยายเรื่องใหม่ใหม่ด้วยนะคะคนอ่านที่น่ารักทุกคนนนน
ฝากเม้นและกำลังใจตอนแรกและตอนต่อๆ ไปกันด้วยนะคะ
รักและคิดถึงคนอ่านเหมือนเดิมเสมอๆ นะคะ จุฟๆ
บทที่2 ยุคดวงดาว
บทที่2
ในเวลานี้หลังจากที่ได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น หัวใจเขาก็เต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกครั้ง ความรู้สึกเศร้าเสียใจและตกใจจากเหตุการณ์ที่ได้รับรู้มันทำให้เขาทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เพราะมันเหมือนเรื่องราวพวกนี้เพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้จริงๆ!…และเพราะหัวใจที่เต้นเร็วและแรงจนเกินไป เอไอประจำตัวของเขาถึงได้ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาเป็นการเรียกสติ
[เนื่องจากหัวใจซวนซวนเต้นแรงผิดปกติมากเกินไป ซวนซวนต้องการให้ผมเรียกหุ่นยนต์หมอมาที่บ้านไหมครับ]
“ไม่…ไม่ต้อง เราแค่ฝันร้ายน่ะลักกี้”
ซวนซวนรีบปฏิเสธเอไอส่วนตัวของตัวเองทันที เพราะขาไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ
[รับทราบ ก่อนหน้านี้ซวนซวนก็มีอาการผิดปกติในการขาดอากาศหายใจ แต่พอลักกี้ตรวจดูก็ได้รู้ว่าเป็นพลังแฝงที่ได้รับมาใหม่ของซวนซวนเอง แต่เรื่องการเต้นของหัวใจที่ผิดปกตินี้เป็นความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย หากหัวใจซวนซวนเต้นผิดปกติเกินขีดจำกัดอีกครั้งจนอยู่ในสภาวะที่อันตราย ลักกี้จะเรียกหมอทันทีนะครับ อยากให้ซวนซวนตรวจร่างกายโดยละเอียดสักหน่อย]
“อืม ขอบใจมากนะลักกี้”
เขายิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวขอบคุณเอไอของตัวเอง นอกจากพ่อแม่แล้วก็มีลักกี้นี่แหละที่ห่วงใยเขาแบบนี้
[เป็นหน้าที่ของลักกี้อยู่แล้วครับ ที่ต้องดูแลซวนซวน]
ลักกี้คือเอไอประจำตัวของเขา ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์เอไอที่คนในยุคดวงดาวแห่งนี้เรียกกันว่า ฮาฟโฟน และฮาฟโฟนนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกคน มันเป็นสิ่งที่เราจะได้รับมาติดตั้งในร่างกายตั้งแต่แรกเกิดและยังเชื่อมต่อกับลิสแบรนด์อีกชิ้นที่ข้อมือ เวลาใช้งานจะมีหน้าจอโปร่งแสงเด้งขึ้นมาอยู่ตรงหน้าซึ่งเราสามารถตั้งค่าให้เรามองเห็นคนเดียวได้ สิ่งนี้เป็นเหมือนบัตรประจำตัวประชาชน ใช้บันทึกประวัติต่างๆ และยืนยันตัวตนของคนๆ นั้น ทั้งยังใช้ติดต่อสื่อสาร หรือแม้แต่การทำธุรกรรมต่างๆ ในบัญชีธนาคาร การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็จะใช้ผ่านฮาฟโฟนด้วยกันทั้งหมด
ซึ่งถ้าใครหลีกเลี่ยงไม่ติดตั้งในส่วนนี้จะถือว่ามีความผิดร้ายแรงขั้นสูงสุด อีกทั้งในการติดตั้งครั้งแรกก็ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไร และยังสามารถมาอัปเกรดได้ฟรีจนถึงอายุยี่สิบด้วย ซึ่งการอัปเกรดก็ใช้เพียงแค่ริสแบนด์ที่ข้อมือเราเท่านั้น แต่หลังจากอายุยี่สิบปีขึ้นไปใครที่อยากจะอัปเกรดเพิ่มก็จะเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ หรือหากจะไม่อัปเกรดก็ย่อมได้เช่นกันถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ตัดสินใจเองได้แล้ว
ในภพชาตินี้เขาได้มาเกิดในยุคดวงดาวที่เทคโนโลยีทุกอย่างล้วนก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด มันล้ำหน้าไปหมดเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก การเดินทาง ทุกอย่างล้วนสะดวกสบายและรวดเร็วทันใจแม้เราจะอยู่ห่างไกลกันถึงดาวคนละดวงก็ตาม หากให้นับจากในยุคของดาวโลกของมนุษย์โบราณยุคสองหรือในศตวรรษที่22ก็เหมือนจะห่างกันราวๆ 5000 ปี! เห็นจะได้ อ้างอิงตามข้อมูลประวัติความเป็นมาของสหพันธ์ล่ะนะ
ในที่แห่งนี้เราเรียกกันโดยรวมว่า สหพันธ์ดวงดาวราเทีย ที่ซึ่งมีดวงดาวนับร้อยดวงรวมตัวกันอยู่เป็นสหพันธ์ ถูกดูแลโดยทหารและกองทัพที่มีจอมพลสูงสุดสามคนเป็นผู้นำ แบ่งเป็นหน่วยใหญ่ๆ สามหน่วยหลัก ซึ่งจอมพลทั้งสามคนนี้ก็จะดูแลกันอยู่คนละหน่วย
หน่วยที่หนึ่ง คือ หน่วยรบ ทำหน้าที่กำจัดและโจมตีพวกต่างดาวที่เป็นภัยคุกคามต่อสหพันธ์ราเทีย เช่นพวกเซิร์ก หรือพวกโจรสลัดอวกาศเองก็รวมอยู่ในนี้ด้วยเช่นกัน
หน่วยที่สอง คือ หน่วยกอบกู้และฟื้นฟู ทำหน้าที่ตามชื่อคือฟื้นฟูดวงดาวที่เสียหายจากสงคราม รวมถึงกอบกู้และค้นหาบุกเบิกดาวดวงใหม่รอบสหพันธ์ราเทียที่ยังไม่ถูกค้นพบ
หน่วยที่สาม คือ หน่วยรักษาความสงบและความปลอดภัยของมนุษย์และดวงดาวของสหพันธ์ราเทีย ให้เทียบก็คงเหมือนพวกทหารตรวจการในยุคโบราณที่เขาเห็นในความฝันหรือตำรวจในยุคศตวรรษที่22นั่นแหละ
ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสามหน่วยก็ทำงานคาบเกี่ยวกันทั้งหมดนั่นแหละ เพียงแต่แบ่งแยกออกมาให้ประชากรดวงดาวเข้าใจง่ายขึ้นก็เท่านั้น ว่าหากมีปัญหาส่วนไหน หน่วยไหนจะเป็นแกนนำในการจัดการกับปัญหาส่วนนั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ อีกที เพราะปัญหาเรื่องเซิร์กหรือพวกต่างดาวนั้นนับเป็นปัญหาที่ใหญ่สูงสุดในสหพันธ์ดวงดาว ทุกคนจึงให้ความสำคัญและใส่ใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นทหารที่ต้องออกไปสู้รบและปกป้องดวงดาวจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อประชากรของราเทียแห่งนี้
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีแค่ทหารที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนความเป็นไปของสหพันธ์ ยังมีภาครัฐต่างๆ แยกย่อยออกมาเพื่อคอยช่วยเหลือและดูแลประชาชนในส่วนต่างๆ อย่างทั่วถึงอีกส่วนหนึ่งด้วย
[ซวนซวนครับ ตอนนี้สายมากแล้วลักกี้คิดว่าซวนซวนควรหาอะไรทานได้แล้วนะครับ]
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เสียงลักกี้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“หือ…สิบเอ็ดโมงแล้วเหรอเนี่ย?”
เขามองเวลาที่ตอนนี้สายแล้วอย่างที่ลักกี้บอกก็ตกใจไม่น้อยเพราะปกติเขาเป็นคนที่ตื่นเช้ามาก สายสุดก็แปดโมงเท่านั้น นี่เขาตื่นสายและนั่งแช่อยู่บนเตียงจนสายขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย!
[ครับ จากมื้อเช้าจะกลายเป็นมื้อเที่ยงแล้ว เพราะซวนซวนตื่นสายและนั่งอืดอยู่บนเตียงเป็นชั่วโมงแล้ว หากยังไม่หาอะไรกินเกรงว่าจากมื้อเช้าจะกลายเป็นมื้อเที่ยงจริงๆ ครับ]
แน่นอนว่าเจ้าเอไอของเขาอย่างลักกี้ที่รู้ดีถึงกิจวัตรของเขาว่าเป็นคนตื่นเช้า เลยอดที่จะแซะเรื่องนี้ไม่ได้
“….”
ลักกี้น่ะเป็นเอไอประจำตัวที่เขาคิดว่าน่ารักอยู่ไม่น้อย พูดเพราะเสียงนุ่ม เวลาจริงจังก็ดูพึ่งพาได้เหมือนพี่ชายคนหนึ่งเลยแหละ แต่บางครั้งก็จะให้อารมณ์เหมือนโดนแอบหยิกหลังอย่างไรอย่างนั้น เช่นตอนนี้
[ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลยครับ ลุกไปอาบน้ำและหาอะไรกินเถอะ ท้องซวนซวนว่างนานเกินไปแล้ว]
“คร้าบๆๆๆ นี่ซวนซวนมีเอไอส่วนตัวหรือแม่อีกคนกันแน่เนี่ย”
สงสัยต้องเปลี่ยนนิยามจากพี่ชายเป็นแม่แทนแล้วมั้ง? แต่ก็เข้าใจแหละเขารู้ดีว่าลักกี้น่ะเป็นห่วงเขามากขึ้นตั้งแต่ที่เขาเสียพ่อกับแม่ไป เอไอของเขาตัวนี้เลยทำตัวประหนึ่งเป็นแม่ของเขาแทนซะอย่างนี้ เอาเถอะมันก็น่ารักไปอีกแบบ…มั้ง
เขาลุกขึ้นไปจัดการตัวเองในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยก็ลงมาหาเจลลี่สารอาหารทานที่ชั้นล่างของบ้านทันที บ้านของเขาเป็นบ้านสองชั้นที่มีสามห้องนอนสี่ห้องน้ำ ขนาดพอดีสำหรับครอบครัวหนึ่ง ทว่าตอนนี้เขาใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้คนเดียว บ้านมันเลยดูกว้างอย่างไรก็บอกไม่ถูก เฮ้อ
กลับมาเรื่องที่ค้างไว้ก่อนหน้านี้ ที่ดวงดาวของสหพันธ์ราเทีย ในดวงดาวทั้งหมด 129 ดวง แต่ละดวงก็จะมีระดับที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ดาวระดับสูงสุดเรียกว่าดาวระดับ S ไล่ลงไปจนถึงดาวระดับต่ำ เรียกว่าดาวระดับ F และแต่ละดวงดาวก็จะมีตัวเลขรหัสระบุต่อท้ายเพื่อใช้เรียกดาวแต่ละดวงอีกทีหนึ่ง
S001 – S009 ดาวระดับสูงสุด
A010 – A019
B020 – B039
C040 – C069 ดาวระดับกลาง
D070 – D089
E090 – E109
F110 – F129 ระดับต่ำ ที่เพิ่งบุกเบิกได้ไม่นาน
ในจำนวนของดวงดาวมากมายเหล่านี้ ดาว S001 คือดาวหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางและเป็นจุดศูนย์รวมมากมายของอุตสาหกรรมในด้านต่างๆ อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมบุคคลสำคัญๆ และคนที่มีฐานะร่ำรวยทั้งหลายแหล่อีกด้วย
ส่วนดาวดวงอื่นๆ ก็ลดหลั่นกันไปตามฐานะและระดับของดวงดาว อ่อ ถึงแม้ในยุคดวงดาวนี้จะมีข้อดีในด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่ล้ำหน้าและล้ำสมัย แต่ที่นี่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะผ่านมาหลายพันปีอารยธรรมต่างๆ ในยุคโลกโบราณเองก็เริ่มหายสาบสูญไปตามกาลเวลาหลังจากที่อพยพมาอยู่ในสหพันธ์ราเทียแห่งนี้ โลกยุคโบราณนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองระดับ คือโลกโบราณยุคหนึ่งซึ่งก็คือยุคที่เขาฝันถึงและเป็นยุคที่ผู้คนไม่ค่อยพูดถึงเพราะมันโบราณมากๆ คนที่มีความรู้เกี่ยวกับยุคนี้ก็แทบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้ กับโลกโบราณยุคสองซึ่งก็คือในยุคศตวรรษที่22 สำหรับยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คนในยุคดวงดาวให้ความสนใจมากกว่าเพราะยังพอมีข้อมูลและคนที่พอมีความรู้เรื่องนี้มาสืบทอดความรู้อยู่บ้างในตอนที่ย้ายมายังราเทียใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำอาหาร เล่นดนตรี ศิลปะ ความรู้ด้านพืชผักสมุนไพร ยังมีการได้รับถ่ายทอดบอกต่อมาบ้างในช่วงแรกๆ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ล้วนเปลี่ยนไปหมด บางอย่างสูญหายบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สิ่งเก่าหายไปและมีสิ่งใหม่มาทดแทนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างเช่นอาหารที่คนส่วนมากในยุคนี้นิยมกินกันเป็นหลักจะเป็นเจลลี่หรือแคปซูลอาหารที่ให้คุณค่าทางอาหารครบถ้วนและอิ่มเหมือนกินข้าวหนึ่งมื้อเช่นที่เขากินอยู่ในตอนนี้ และเพราะการกินที่ง่ายและสะดวกแบบนี้ ทำให้อาหารปรุงสุกที่ต้องเสียเวลาในการทำหลายขั้นตอนนั้นเริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา สาเหตุมันมาจากการทำสงครามสู้รบกับพวกเซิร์กและพวกต่างดาวที่มารุกรานนั่นแหละที่กินระยะเวลามานาน การกินอาหารแคปซูลจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าในสมรภูมิเหล่านั้น ประชากรของสหพันธ์ราเทียเองก็อยู่กันอย่างหวาดระแวงตลอดระยะเวลาสงคราม ดาวหลายดวงถูกโจมตีได้รับความเสียหายและการสูญเสีย
จนเวลาผ่านมานานหลายพันปีคนเก่าแก่ที่มีความรู้เรื่องพวกนี้ล้วนล้มหายตายจากไปหมด อาจจะมีบ้างที่คนยุคก่อนๆ ให้หนังสือหรือความรู้สืบทอดมาแต่มันก็น้อยนักทั้งยังขาดๆ หายๆ ไปตามกาลเวลาอีก กว่าสงครามจะสงบลงและเริ่มอยู่ตัวเช่นปัจจุบันนี้ก็กินเวลาไปถึง3000ปีแล้ว! มันไม่ได้มีการต่อสู้รบรากันทุกวันก็จริงแต่มันก็มีมาเป็นระยะๆ อย่างเช่นสามสิบสี่สิบปีครั้งอะไรประมาณนั้น เพิ่งจะมาอยู่ตัวและเงียบสงบจริงๆ ก็2000กว่าปีนี้เท่านั้น ที่พวกเซิกร์เริ่มมารุกรานในจำนวนที่น้อยลง และทิ้งระยะหลายร้อยปีครั้งเท่านั้น
มันทำให้ราเทียเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลประชากรได้มากขึ้น และเมื่อ500กว่าปีที่แล้วนี่เอง! ที่เพิ่งเริ่มมีการช่วยกันฟื้นฟูวัฒนธรรมโบราณของดาวโลกเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าจะฟื้นฟูได้ง่ายๆ อย่างอาหารปรุงสุกแม้จะเริ่มพัฒนาและฟื้นฟูขึ้นมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับในอดีตของยุคดาวโลก…ตัวเขาที่เหมือนจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์ของชาติภพของโลกโบราณยุคหนึ่งมาหมาดๆ เมื่อมองถึงเรื่องอาหารปรุงสุกยังรู้สึกเลยว่ามันต่างกันขนาดไหน! ยุคที่เขาฝันเห็นนั้นเป็นยุคโบราณยุคหนึ่ง อาหารปรุงสุกในยุคนั้นในความทรงจำมันยังอร่อยกว่ายุคนี้อยู่พอสมควร เพราะงั้นเขาถึงคิดว่ามันเทียบไม่ได้
คือมันก็ไม่ใช่ว่าอาหารที่คนในยุคดวงดาวนั้นทำออกมาจะไม่อร่อยหรือกินไม่ได้อะไรหรอกนะ ก็พยายามมากันตั้ง500กว่าปีแล้วมันก็ต้องดีขึ้นกว่าตอนเริ่มต้นใหม่ๆ ไม่น้อยนั่นแหละ…เอาเป็นว่าก็กินได้อร่อยในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้อร่อยเลิศรสเหมือนในโรงเตี๊ยมหรือเหลาอาหารในยุคโบราณที่เขาฝันถึงก็แล้วกัน
จบเรื่องอาหารก็เป็นเรื่องดนตรี ที่ยุคนี้ก็มีการพัฒนาและเรียนรู้เรื่องของเครื่องดนตรีเช่นกัน หลังจากที่มีการฟื้นฟูหลายสิ่งอย่างในสมัยโบราณ เครื่องดนตรีหลายชนิดถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบในหนังสือโลกโบราณที่เคยพบเห็น แต่ส่วนมากก็เป็นเครื่องดนตรีของโลกโบราณยุคสองเกือบทั้งนั้น ส่วนเครื่องดนตรีโบราณยุคหนึ่งอย่างพวก กู่เจิง ผีผา ระนาดเอก ซามิเซน คอมุนโก ซึ่งเป็นเครื่องดนตรียุคหนึ่งที่เขาเคยได้อ่านและเห็นผ่านตาในข้อมูลเครื่องดนตรีโบราณยุคหนึ่งของหลายๆ ประเทศนั้น เขาไม่เคยเห็นใครเล่นเป็นเลย
แม้จะมีการส่งเสริมและพัฒนาแต่ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมนัก อย่างในข้อมูลเองก็มีระบุอยู่เหมือนกันว่าในโลกโบราณยุคสองเองก็หาคนที่เล่นเครื่องดนตรีโบราณยุคหนึ่งยากเช่นกัน ยิ่งพอมาอยู่ในยุคดวงดาวนี้แล้วก็แทบจะหาไม่ได้เลย มันเลยไม่มีคนที่เล่นเป็นหรือมาต่อยอดเครื่องดนตรีโบราณยุคหนึ่งพวกนี้ อีกทั้งยังมีการพัฒนาเครื่องดนตรีอื่นๆ ในยุคดวงดาวเพื่อเป็นสื่อบันเทิงอีก เครื่องดนตรีโบราณยุคหนึ่งจึงแทบจะถูกลืมเลือนไป…ถ้าเขาไม่เห็นว่ามันยังมีร้านเครื่องดนตรีที่สามารถสั่งทำพวกมันขายอยู่ในลิสรายชื่อล่ะก็เขาคงคิดว่ามันถูกลืมไปจริงๆ แล้วล่ะ!
นอกจากเรื่องดนตรีก็ยังมีเรื่องของศิลปะต่างๆ อีกมากมายที่ทยอยถูกฟื้นฟูขึ้นมาเรื่อยๆ แต่หนึ่งในนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหาคนมาช่วยฟื้นฟูหรือให้คำแนะนำใดๆ เพื่อที่จะต่อยอดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก…นั่นก็คือการแกะสลัก! ตามจริงตัวเขาในชาตินี้นั้นแกะสลักอะไรนี่ไม่เป็นหรอก แต่เป็นเพียงแค่คนที่ชอบศิลปะและอะไรที่มันเกี่ยวกับโบราณๆ ก็เท่านั้น…และในความฝันชาติที่แล้วซวนซวนแกะสลักเป็นน่ะสิ! เขาแกะได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ไม้ หยก หินหรือแร่ต่างๆ เขาก็แกะได้! และสิ่งของแกะสลักในยุคสมัยนี้ก็นับเป็นของชั้นสูงที่ล้ำค่าและหายากยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น และคนที่แกะสลักเป็นจริงๆ ในยุคนี้ก็แทบจะไม่มีเหลือแล้ว…หรือไม่มีเลยในตอนนี้ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่เคยมีใครออกมาแสดงตัวเลยว่าตนเองนั้นแกะสลักเป็น
ส่วนพวกชิ้นงานแกะสลักของจริงที่จะมีให้เห็นนั้นก็มีแต่ของแกะสลักเก่าแก่โบราณที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่นของพวกตระกูลที่เก่าแก่ในดาวระดับSทั้งหลายนั่นแหละถึงจะมีไว้ในครอบครอง หรือบางตระกูลที่มีของพวกนี้ก็อาจจะมีเอามาประมูลขายบ้าง เรียกว่าประมูลชิ้นเดียวก็ตั้งตัวได้เลยแหละ! เพราะงั้นคนที่มีชิ้นงานแกะสลักพวกนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จะเป็นของตกทอดก็ดีหรือมีเอาไว้ตกแต่งคฤหาสน์เพื่อแสดงถึงอำนาจและบารมีที่มีของหายากในครอบครอง…คนคนนั้นจะต้องเป็นคนที่รวยจริงๆ เท่านั้นถึงจะมีของพวกนี้ได้!
แต่ทั้งนี้ที่ว่ามาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับคำว่าโบราณ ล้วนเป็นสิ่งที่หายากทั้งสิ้น และพวกคนรวยๆ หรือพวกที่มีอำนาจเองก็ชอบที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ในการแสดงฐานะและอำนาจของตัวเองอีกด้วย
คิดมาถึงตรงนี้ก็เหมือนเขาจะได้ช่องทางการหาเงินเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วล่ะ เพราะเขาในตอนนี้จากความรู้สึกไม่ใช่แค่แกะสลักเป็นเท่านั้น แต่ศาสตร์และศิลป์อีกหลายอย่างที่เขาได้รับการสั่งสอนมาจากท่านป้าสะใภ้ในชาติที่แล้วก็ยังมีอีกตั้งหลายอย่าง และทุกอย่างก็ล้วนเป็นสิ่งที่หายากและไม่ใช่ว่าใครในยุคนี้จะทำกันได้ด้วย!
อ่า…หวังว่าเขาจะทำมันได้ ไม่สิเขาต้องทำมันได้อยู่แล้ว เพราะความรู้สึกของเขาเหมือนร่างกายนี้กับร่างกายในชาติที่แล้วมันเป็นร่างกายเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น ที่รู้สึกเพิ่มเติมขึ้นมาก็เห็นจะเป็นพลังจิตที่สูงขึ้นกับพลังธาตุที่แต่เดิมเขาไม่มี แต่ตอนนี้กลับมีมันเพิ่มขึ้นมาจากการได้ลองทดสอบไปในตอนแรก หากเปรียบในชาตินี้พลังธาตุนั่นก็คงสามารถเรียกมันว่าพลังแฝงในยุคดวงดาวนี้…ซึ่งพลังแฝงนี้น้อยคนนักที่จะมีมัน จากการสำรวจพบว่ามีเพียงห้าเปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมดของสหพันธ์ราเทียเท่านั้น! ที่มีพลังแฝงนอกเหนือจากพลังจิต…และในตอนนี้เขาก็มีมันแล้ว!
บอกได้คำเดียวว่าโดยรวมแล้วเขาในตอนนี้เวลามันเจ๋งสุดๆไปเลยไม่ใช่หรือไง!
บทที่3 ความสามารถและพลัง
บทที่3
อ่า…จะว่าไปแล้วเขาก็ยังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลยนี่นะ ตัวเขาในยุคดวงดาวนี้มีชื่อว่า ซวนซวน เหมือนเช่นในชาติที่แล้ว ตอนนี้มีอายุ 30 ปี เพิ่งผ่านการบรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่มาเมื่อคืนนี้เลยหมาดๆ ในยุคดวงดาวนี้ล่าสุดหลังจบสงครามใหญ่เมื่อ2000พันปีที่แล้วได้มีค่าเฉลี่ยอายุของผู้คนสูงสุดอยู่ที่ 1000 ปี เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเป็นตัวแปรทำให้ร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงไปและอายุยืนมากยิ่งขึ้น และอายุ 30 ขึ้นไปจะนับว่าบรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว แต่ในเรื่องการทำงานสามารถทำงานได้ตั้งแต่อายุ 28 ปีขึ้นไป เพราะถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
ส่วนเรื่องครอบครัวของเขานั้นเป็นเพียงครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาๆ พ่อแม่เขาเสียไปตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้วเพราะอุบัติเหตุยานบินตก พ่อแม่ของเขาในชาตินี้เป็นคนที่น่ารักมาก พวกท่านรักและใส่ใจเขาเป็นอย่างดีผิดกับแม่ในชาติก่อนของเขาราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว เพราะงั้นเขาจะไม่ขอนับคนแบบนั้นเป็นแม่ก็แล้วกัน ให้นับป้าสะใภ้ในชาติที่แล้วเป็นแม่เสียยังจะดีกว่า…และเพราะพ่อแม่ในชาตินี้เขาเสียไปแล้ว เขาจึงอยู่ตัวคนเดียวในบ้านหลังนี้ที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ในดาว C056 พร้อมกับเงินประกันอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งของดาว C040 และพักอยู่ที่ห้องเช่าในดาวดวงนั้น แม้จะเงินดีแต่ทว่าเขากลับมีปัญหากับหัวหน้างานที่เข้ามาใหม่ เพื่อตัดความรำคาญและเพื่อความสบายใจเขาจึงตัดสินใจลาออกและกลับมาอยู่ที่ดาว C056 ในบ้านของพ่อแม่ตามเดิมเมื่อสามวันที่แล้วนี่เอง
เขาคิดว่าจะพักสักอาทิตย์แล้วค่อยหางานใหม่ทำที่ดาวบ้านเกิดนี่ล่ะแต่ก็ยังไม่ได้หา ล่าสุดก็สนใจอาชีพสตรีมเมอร์เขาได้ศึกษาข้อมูลมาพอประมาณแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะสตรีมอะไรดี…กระทั่งมาวันนี้ที่เขาได้ฝันถึงเรื่องในชาติที่แล้ว ในหัวเขาก็มีหัวข้อที่น่าสนใจและอยากจะเอามาสตรีมขึ้นมาทันที!
พูดถึงสตรีมเมอร์ในยุคดวงดาวนี้ก็นับเป็นอาชีพยอดนิยมสูงสุดในดวงดาวเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอาชีพที่สามารถทำอยู่ที่บ้านก็ได้ ขอแค่มีความสามารถหรือคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ใครทำแล้วดังก็สามารถทำเงินได้สบายๆ จากอาชีพนี้ด้วยยอดโดเนทจากคนดู หรืออาจจะขายสินค้า ไม่ก็พวกผู้สนับสนุนสินค้าต่างๆ ที่ให้ช่วยโฆษณาสินค้าระหว่างไลฟ์สตรีม อันนี้ก็ถือว่าเป็นรายได้เหมือนกัน แต่ถ้าคอนเทนต์ไม่น่าสนใจไม่น่าติดตามก็อาจจะไม่สามารถทำเงินจากอาชีพนี้ได้เท่าที่หวัง แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนดูเลยเพราะประชากรในยุคดวงดาวนี้มีเป็นล้านล้านคนมันก็ต้องมีบ้างสักห้าคนสิบคนที่สนใจคอนเทนต์เหล่านั้น
อีกทั้งแอป สตรีมเมดิสตาร์ ก็เป็นที่นิยมใช้กันทั่วทั้งสหพันธ์ราเทีย มันเป็นเครือข่ายที่ใช้สำหรับไลฟ์สตรีมที่มีหลายหมวดหมู่ให้เราได้เลือกสตรีม ทั้งผู้ชมยังสามารถเปิดรับสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง จากคนในไลฟ์ที่กำลังสตรีมอยู่ได้ด้วย! เช่นท่องเที่ยวชมธรรมชาติคนดูก็จะได้รับสัมผัสธรรมชาติรอบตัวไม่ต่างจากอยู่ในสถานที่นั้นๆ หรือไลฟ์ทำอาหาร คนดูก็จะสามารถได้กลิ่นอาหาร รับรู้รสชาติและอุณหภูมิร้อนเย็น เสียงจากการทำกิจกรรมในไลฟ์ สัมผัสรูปร่างที่เห็น…เพียงแค่เปิดระบบรับสัมผัสเหล่านี้เราก็จะเหมือนได้ทานอาหารที่อยู่ในไลฟ์ของคนๆ นั้นทันที
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าดีมากจริงๆ นอกจากแอปไลฟ์สตรีมแล้วก็ยังมีแอปแยกย่อย อย่าง เมดิเมดิ ออกมาอีกแอปที่ไว้ใช้สำหรับโพสต์เรื่องราวหรือพูดคุยกันในเครือข่ายออนไลน์ ซึ่งสองแอปนี้จัดอยู่ในเครือข่ายเดียวกันและมีเจ้าของคนเดียวกันคือ บริษัท M.D.S อีกทั้งสองแอปนี้ยังได้รับความสนใจและเปิดใช้งานกันทั่วทั้งสหพันธ์เลยก็ว่าได้ ที่อธิบายมาถึงตรงนี้เขาคิดว่าตัวเองก็คงตัดสินใจได้แล้วล่ะว่าอยากจะสตรีมเป็นอาชีพดูสักครั้ง ส่วนตอนนี้กลับมาที่ประวัติส่วนตัวของเขาก่อนแล้วกัน
“ลักกี้ ช่วยเปิดข้อมูลส่วนตัวของเราขึ้นมาให้หน่อยสิ
[รับทราบครับ]
ชื่อ-สกุล : ซวนซวน แอรอส
เพศ : พิเศษ
อายุ : 30 ปี
ระดับพลังจิต : SSS
พลังแฝง : ลม , อากาศ
อาชีพ : ว่างงาน
ที่พักอาศัย : ดาว C056
“ลักกี้ระดับพลังจิตกับพลังแฝงนั่นลักกี้อัปเดตให้เราเหรอ? แล้วระดับพลังจิตนั่นอะไร SSS งั้นเหรอ? ลักกี้ใส่Sเกินมาตัวหนึ่งหรือเปล่า”
ระดับพลังสูงสุดที่เขาเคยเห็นและได้ยิน อยู่ในระดับ SS แล้วที่เสียงปริศนาของชายคนนั้นบอกว่าจะยกระดับพลังจิตให้เขาเป็นระดับสูงสุด เขาจึงไม่แปลกใจอะไรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระดับพลังจิตจากระดับ C ไปเป็นระดับ SS ออกจะตื่นเต้นด้วยซ้ำที่พลังจิตสูงขึ้นขนาดนี้ แต่ไอ้ SSS เนี่ย…ลักกี้ใส่ผิดมาหรือเปล่าแบบใส่ S เกินมาตัวหนึ่งไหม?
[ครับ ลักกี้อัปเดตข้อมูลนี้เอง และลักกี้ก็ไม่ได้ใส่Sเกินครับ หลังจากที่ซวนซวนตื่นนอนแล้วทดสอบการใช้พลังไปก่อนหน้านี้ ลักกี้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านนี้เลยตรวจสอบร่างกายซวนซวนเบื้องต้นอย่างละเอียดเพื่ออัปเดตร่างกายหลังจากบรรลุนิติภาวะใหม่อีกครั้งครับ ปรากฏว่าร่างกายซวนซวนแข็งแรงมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงด้านพลังที่สูงขึ้นครับ ส่วนระดับ SSS นั่นเป็นเพราะระดับพลังจิตของซวนซวนในเวลานี้มากเกินระดับ SS ไปถึงหนึ่งเท่า ลักกี้ใส่ระดับพลัง SSS นั้นถูกต้องแล้วครับ]
“มากกว่า SS อีกหนึ่งเท่า! เป็นไปได้เหรอ เราไม่เคยได้ยินคนที่มีพลังจิตระดับ SSS มาก่อนเลยนะ!”
เขาถามกลับไปด้วยความตกใจ
[ลักกี้ก็ไม่ทราบเรื่องนี้เนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนตัวของบุคคล แต่ในฐานระบบมีระดับพลัง SSS ให้ใส่ในข้อมูลได้ อีกทั้งระดับพลังของซวนซวนในเวลานี้ก็เข้าเกณฑ์ SSS ที่มีอยู่ในฐานระบบพอดี นี่จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ได้ผิดพลาดอย่างแน่นอนครับ]
คือต้องบอกก่อนว่าเรื่องระดับพลังจิตในยุคดวงดาวนี้นับว่ามีความสำคัญอยู่พอสมควร และพวกที่มีระดับพลังจิตสูงๆ ส่วนมากก็จะไปทำงานให้กองทัพซะส่วนใหญ่เพราะเรื่องของพลังจิตนั้นมีผลเป็นอย่างมากในการต้องเผชิญหน้ากับพวกเซิร์ก เนื่องจากพวกมันมักจะปล่อยคลื่นพลังงานบางอย่างออกมาจากตัว ถ้าคนที่มีพลังจิตอ่อนถูกคลื่นพลังงานนี้เล่นงานอย่างรุนแรงก็อาจจะทำให้บาดเจ็บสาหัสได้หรือร้ายแรงกว่านั้นก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยเช่นกัน แต่สำหรับคนที่มีพลังจิตระดับสูงจะสามารถต้านทานคลื่นพวกนี้ได้ ยิ่งพวกระดับ SS หรือ S นั้น คลื่นพลังงานของพวกเซิร์กก็แทบจะไม่มีผลกับคนที่มีพลังจิตระดับนี้เลย
ส่วนระดับพลังจิตนั้นจะแบ่งออกเป็น
SS , S , A , B , C , D , E , F , G
พลังจิตระดับ G นี่คือระดับต่ำสุดที่ไม่ต่างจากคนธรรมดาที่ใช้พลังจิตไม่ได้เลย แต่ก็ยังถือว่ามีพลังจิตอ่อนๆ อยู่ และยังแข็งแรงกว่าคนที่ไร้พลังจิตเลย
F, E พลังจิตระดับต่ำแต่ก็ยังสามารถใช้พลังจิตได้ ต่างจากG
D, C พลังจิตระดับกลาง เป็นระดับพลังจิตที่มีประชากรอยู่ในระดับนี้มากสุดในสหพันธ์ดวงดาว เป็นระดับที่ใช้พลังได้พอประมาณ ไม่มากไม่น้อยไป กลางสมชื่อ พอที่จะต้านทานคลื่นพลังงานเซิร์กได้แต่ก็ไม่มากนัก
B พลังจิตที่มีระดับสูงขึ้นมาจาก D,Cเล็กน้อย ต้านทานคลื่นพลังของพวกเซิร์กได้ดีในระดับหนึ่ง
A พลังจิตระดับสูง สามารถต้านทานคลื่นพลังงานของเซิร์กได้ดีมาก
S พลังจิตระดับสูง คลื่นพลังของงานเซิร์กไม่มีผลกับคนที่มีระดับSขึ้นไป
ซึ่งส่วนมาก A และ S จะทำงานในกองทัพซะส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่ทำอาชีพอื่นหรืองานอื่นนะ มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าเป็นคนธรรมดาหรือคนที่มาจากครอบครัวทั่วไปถ้ามีพลังจิตระดับนี้ส่วนมากก็ไปทำงานกองทัพกันเพราะรายได้ดี…อ่า ที่เขาแจกแจงมาทั้งหมดนี้เขาบอกแบบคร่าวๆ และคะเนจากที่เห็นเอาเท่านั้น ก็ประชากรในดวงดาวมีเป็นล้านๆ คน คงไม่ขนไปทำงานในกองทัพกันหมดหรอก!
สำหรับ SS พลังจิตระดับสูงสุดที่หาได้ยากยิ่ง คลื่นพลังงานของเซิร์กไม่มีผลเลยแม้แต่นิด ซึ่งตอนนี้เท่าที่เขาทราบและเห็นการมีอยู่ในสหพันธ์ดวงดาวก็มีอยู่ห้าคน คือ สามจอมพล และคนใหญ่คนโตอีกสองคน ส่วนที่เหลือเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังมีอีกไหม ส่วนห้าคนนั้นที่รู้ได้ก็เพราะเป็นคนดังอยู่แล้วเรื่องพลังบางคนก็ประกาศออกมาเองเพื่อที่จะแสดงถึงความแข็งแกร่ง
ส่วนเขาที่เพิ่งมารับรู้ว่าตัวเองมีพลังระดับ SSS บอกตามตรงว่าตกใจจนอยากจะเป็นลม เพราะพลังนี่มันเกินกว่าเหตุไปมาก! ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีที่มีพลังจิตสูง…แต่นี่มันก็สูงไปไง ไหนจะพลังแฝงนั่นอีก…นี่คิดว่าเขาเป็นจอมพลที่จะไปกอบกู้ดวงดาวต่อสู้กับพวกเซิร์กหรือไง? เอาเถอะ…ถึงยังไงมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเขาจะได้สามารถปกป้องและดูแลตัวเองได้…ก็ถ้ามีพลังสูงขนาดนี้แล้วยังดูแลตัวเองไม่ได้ก็อย่ามีเลยเถอะเสียของ!
ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงของระดับพลังที่สูงขึ้นแบบกะทันหันหลังจากบรรลุนิติภาวะนี้เขาไม่ได้กังวลมากนักว่ามันจะผิดปกติจากคนอื่น เพราะก็เคยมีเคสแบบเขาอยู่เหมือนกันที่ระดับพลังสูงขึ้นหลังจากบรรลุนิติภาวะ เรียกกันว่าการตื่นของพลังรอบสอง แต่เขาก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่เขาพลังตื่นกันรอบสองพวกนั้นระดับสูงขึ้นจากเดิมเท่าไหร่เพราะมันก็เป็นเรื่องส่วนตัว เว้นแต่บางคนจะออกมาเปิดเผยเอง ส่วนเรื่องพลังแฝงนั้นก็ไม่ต่างกันสามารถตื่นขึ้นมาได้ไม่ต่างจากพลังจิตแต่มันก็เป็นเคสที่น้อยและยากมากกว่าเรื่องพลังจิต…ยิ่งคนที่มีพลังแฝงสองสายแบบที่เขามีเรื่องนี้ยิ่งไม่เคยได้ยิน…อ่า หวังว่าคงจะไม่มีปัญหาอะไรตามมาที่หลังหรอกนะ เพราะข้อมูลพวกนี้ก็ล้วนเป็นความลับส่วนตัวของบุคคลอยู่แล้วด้วย อ่อ แต่พลังจิตพวกนี้นอกจากการตื่นของพลังรอบหนึ่งและรอบสองแล้วก็ไม่สามารถเพิ่มพลังได้ด้วยตัวเองอีก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ไม่สามารถเพิ่มได้ ซึ่งต่างจากในยุคที่เขาฝันเห็นที่สามารถเพิ่มระดับได้ทั้งยังสามารถใช้หยกเพิ่มระดับของตัวเองได้ด้วย!
นอกจากเรื่องพลังจิตแล้ว…พลังแฝงสองสายนั่นในตอนเช้าที่ทดลองใช้พลังไปเขาก็ยังมึนๆงงๆอยู่เล็กน้อย พอได้มาเห็นชัดๆแบบนี้เขาก็อดที่จะตกใจไม่ได้อยู่ดี ถ้าให้เปรียบกับในชาติก่อนยุคนั้นที่เขาเห็นพลังระดับ SSS ที่เพิ่มขึ้นมาของเขามันก็เทียบเท่าได้กับระดับพิเศษของภพนั้นเลยน่ะ จากพลังลมธรรมดาพอยิ่งระดับสูงขึ้นก็ยิ่งสามารถเรียกลมเรียกพายุมาถล่มเมืองทั้งเมืองได้เลย…และยิ่งพอเป็นระดับพิเศษจากที่สามารถควบคุมได้แค่ลมมันก็ยกระดับเป็นควบคุมอากาศได้แทน นี่พลังเขามันจะเวอร์วังเกินไปหรือเปล่า?
“ขอบใจมากนะลักกี้”
เขาบอกขอบคุณลักกี้ที่ช่วยบอกข้อมูลและอัปเดตข้อมูลร่างกายให้เขา
[เป็นหน้าที่ลักกี้อยู่แล้วครับ]
หลังจากที่นั่งกินเจลลี่ไปจนหมดแล้ว เขาก็กลับมาคิดถึงเรื่องราวในชาติก่อนอีกครั้ง เรื่องของชายคนรักเขาในชาตินั้น…ในตอนที่ตื่นจากฝันใหม่ๆ เขายอมรับว่ารู้สึกเศร้าและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและคนรักในชาตินั้นไม่น้อย…แต่ในตอนนี้เขาสามารถสงบใจได้แล้ว อีกทั้งนั่นก็เป็นเรื่องของชาติก่อนเขาไม่ควรเอามาทุกข์ใจในชาตินี้ให้ตัวเองเจ็บปวดอีก เขาคิดว่าลู่เฟยชายคนรักเขาในชาติที่แล้วก็คงจะไปเกิดใหม่และมีชีวิตที่ดีแล้วล่ะมั้ง…เหมือนเขาตอนนี้ไง ที่ก็มาเกิดใหม่และได้เริ่มต้นใช้ชีวิตครั้งใหม่เหมือนกัน…แต่ถ้าหากว่ามีปาฏิหาริย์ทำให้เขาได้เจอผู้ชายคนนี้อีกครั้งในชาตินี้ เขาก็คงไม่ลังเลที่จะเข้าไปทำความรู้จักอย่างแน่นอน
เอาเถอะ…ยังไงตอนนี้ปัจจุบันก็สำคัญที่สุด! คิดเรื่องความสามารถและพลังที่ได้รับมาก่อนดีกว่า เพราะเขาวางแผนว่าจะลองทดสอบสิ่งที่ได้รับมาให้แน่ชัดก่อนว่าเขาสามารถใช้งานจริงได้มากน้อยขนาดไหน นั่นก็เพื่อความแน่ใจก่อนที่เขาจะนำความสามารถพวกนั้นไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง!
.
หลังจากนั้นหลายวันผ่านไป ซวนซวนก็ได้ทดลองความรู้ความสามารถของเขาที่ได้รับมา แน่นอนว่าเขาสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับตัวตนของเขาในชาติที่แล้วอย่างคล่องแคล่วและคุ้นชินแบบที่คิดไว้ไม่ผิด ไม่ว่าจะเป็นวาดภาพ ทำอาหาร ดนตรีและการแกะสลัก
[ลักกี้ไม่เคยรู้เลยว่าซวนซวนมีความสามารถมากมายขนาดนี้]
ลักกี้ที่เติบโตมาพร้อมๆ กับซวนซวนเอ่ยออกมาด้วยความชื่นชมและแปลกใจเมื่อเห็นสิ่งที่เจ้านายตนทำได้ในตอนนี้
“อืม…เหมือนว่าตั้งแต่บรรลุนิติภาวะไปคืนนั้น เราจะได้รับความสามารถพวกนี้มาจากในความฝันด้วยน่ะ”
ซวนซวนเองก็ไม่เคยคิดที่จะปิดบังอะไรลักกี้อยู่แล้ว เรื่องความฝันในคืนนั้นเขาเองก็เล่าให้ลักกี้ฟังทั้งหมดแล้วด้วยเช่นกัน
[แปลกมากเลยครับ ลักกี้ไม่เคยเห็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อซวนซวน ลักกี้ปลื้มใจมากที่ซวนซวนมีความสามารถแบบนี้]
ลักกี้ตอบด้วยความยินดี จะเพราะอะไรก็ช่าง ในเมื่อหาคำตอบหรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้ามันเป็นประโยชน์และเป็นผลดีต่อเจ้านายลักกี้ก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้ามันส่งผลร้ายหรือเป็นเรื่องที่ไม่ดี แน่นอนว่าลักกี้ไม่คิดจะปล่อยผ่านแบบนี้แน่นอน
“เนอะ โชคดีจริงๆ ที่ได้ความสามารถพวกนี้มา เราจะเอาความสามารถพวกนี้มาหาเงินเข้ากระเป๋ากันล่ะ!”
เขาตอบอย่างอารมณ์ดีเมื่อคิดถึงสิ่งที่กำลังจะทำในวันนี้ ขอให้มันผ่านไปได้ด้วยดีทีเถอะ!
[ซวนซวนตัดสินใจจะลองเป็นสตรีมเมอร์จริงๆ สินะครับ]
ลักกี้ถามเพราะซวนซวนตัดสินใจซื้อกล้องสำหรับสตรีมและยังสมัครIDรอไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการหาข้อมูลในเรื่องสตรีมเมอร์มาพอสมควรแล้วด้วย
“ใช่ลักกี้คิดว่าจะโอเคไหม”
ซวนซวนถามหาความมั่นใจกับเอไอตัวเองอีกครั้ง
[ดียิ่งกว่าดีครับ ไม่ว่าซวนซวนจะใช้ความสามารถด้านไหนในการสตรีม ลักกี้คิดว่ามันจะต้องไปได้ดีอย่างแน่นอนครับ!]
และลักกี้ก็ไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง…นอกจากเรื่องบ่นเขาแล้วเรื่องอวยเขาลักกี้ก็ถนัดไม่แพ้กันเลย!
“อืม ซวนซวนคิดไว้แล้วล่ะว่าจะใช้ความสามารถไหนในการสตรีม”
ความสามารถที่เขาสนใจจะนำมาสตรีมนั่นก็คือการเล่นดนตรี…เขาตัดสินใจสั่งทำเครื่องดนตรีโบราณสองชนิดที่เคยเล่นในชาติที่แล้วมาเรียบร้อยแล้ว…เนื่องจากมันไม่มีขายเป็นชิ้นมีแต่รูปให้ดูและสั่งทำเท่านั้น ก็อย่างที่บอกว่าคนเล่นเครื่องดนตรีโบราณยุคหนึ่งไม่เป็นกันเลย ทำให้ไม่มีเครื่องดนตรีสองชนิดที่เขาต้องการผลิตออกมาขาย เขาเลยต้องสั่งทำขึ้นมา ซึ่งมันก็คือ กู่เจิง และ ผีผา ตอนได้รับของมาเขาก็ลองเล่นทั้งสองชนิดดูทันที ซึ่งมันก็ต้องมีการปรับสายตามความทรงจำอยู่พอสมควรถึงจะใช้การได้ตามที่ต้องการ และเครื่องดนตรีสองชิ้นนี้ยังเป็นของที่ราคาแพงที่สุดในชีวิตนี้ตั้งแต่ที่เขาเคยซื้อของมาเลยก็ว่าได้
คงเพราะเป็นของโบราณยุคหนึ่งจึงมีราคาสูงแถมยังเป็นการสั่งทำและระบุเรื่องการใช้ไม้ในการประกอบขึ้นมาอีกด้วย อย่างกู่เจิงนั้นราคาอยู่ที่ หนึ่งล้านสามแสนG ส่วนผีผาหนึ่งล้านสองหมื่นG เล่นเอาเขาตัวเบาไปเลยทีเดียว และเครื่องดนตรีทั้งสองชิ้นนี้ก็เป็นเพียงแบบเรียบๆ ที่ไม่ได้มีลวดลายอะไรเลยด้วย ซึ่งเขาคิดไว้แล้วว่าจะนำมาแกะสลักหรือวาดรูปตกแต่งเครื่องดนตรีทั้งสองชิ้นนี้เองอีกทีในภายหลัง…หลังจากลงทุนไปแล้วเขาก็หวังว่ามันจะไปได้สวยล่ะนะ
ส่วนความสามารถอีกอย่างที่เขาสนใจก็คือ การแกะสลัก เพราะเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด เขาจึงสั่งทำอุปกรณ์การแกะสลักมากมายมาด้วยตัวเองเพราะไม่มีขายทั่วไป ทั้งยังสั่งตู้คงสภาพขนาดใหญ่มาด้วย ซึ่งราคาของสองอย่างนี้ก็ไม่เบาเลยอยู่ที่ แปดแสนG แต่เขาเชื่อว่างานแกะสลักจะต้องทำเงินให้เขาได้มากมายอย่างแน่นอนเขาจึงตัดสินใจที่จะลงทุนสั่งซื้อมันมา ที่จริงงานแกะสลักพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ตู้คงสภาพก็ได้ แต่ถ้าใช้มันก็จะยิ่งยืดอายุให้คงความสวยงามไปได้อีกหลายพันปีโดยไม่สึกหรอเลยน่ะสิ เพราะงั้นปัจจุบันจึงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อคงความสวยงามของสิ่งที่เราอยากเก็บถนอมเอาไว้ โดยเฉพาะกับพวกของโบราณ
ก่อนหน้านี้ซวนซวนได้ทดลองแกะสลักงานจากไม้ที่มีขนาดเล็กๆ ไล่ไปจนถึงขนาดกลางซึ่งตัดเอามาจากสวนในบ้านเขานี่ล่ะ เนื่องจากมีพื้นที่ข้างบ้านกว้างอีกราวๆ ห้าสิบตารางวา พ่อแม่เขาเลยปลูกต้นไม้พวกไม้ผลไว้ให้ร่มเงาและกินภายในบ้าน หลายต้นหรือบางต้นก็ขึ้นมาเองแต่พ่อแม่เขาไม่ได้ตัดออกจนตอนนี้มันเริ่มรกขึ้นหน่อยๆ เขาเลยต้องตัดออกบ้าง พอตัดมาแล้วก็เลยเอาส่วนนั้นมาใช้ประโยชน์ต่อ และไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออะไรต้นไม้ที่ขึ้นเองพวกนี้ที่เขาตัดมาพวกมันเป็นไม้เนื้อดีที่เหมาะแก่การแกะสลักเป็นอย่างมาก
ส่วนที่เขายังไม่คิดนำการแกะสลักมาใช้ในการไลฟ์สตรีมก็เป็นเพราะเขาต้องการนำชิ้นงานแกะสลักไปใช้หาเงินในการประมูลก่อนน่ะสิ ถ้าไลฟ์สตรีมแกะสลักก็เหมือนเป็นการแสดงวิธีแกะสลักออกไปสู่สาธารณะ ถึงแม้มันจะไม่ใช่อะไรที่ทำตามได้ง่ายๆ ก็เถอะ ถึงงั้นก็ขอให้เขาได้ใช้มันหาเงินอย่างหนำใจก่อนหรือไม่ก็ถ้าสตรีมเล่นดนตรีไม่เป็นที่นิยมเมื่อถึงเวลานั้นเขาค่อยเปลี่ยนมาวาดรูปหรือแกะสลักให้ดูก็ยังได้
ส่วนเรื่องพลัง เขาเองก็ยังไม่ได้ทดสอบในเรื่องนี้อย่างจริงจังว่ามันจะไปสุดที่ตรงไหน…บอกตรงๆ ว่ากลัวนั่นแหละ เขากลัวพลังของตัวเองที่มีมากเกินไปในเวลานี้ เพราะก่อนหน้านี้เขาลองใช้พลังบางส่วนในบ้านและบริเวณพื้นที่ข้างบ้านดู ถ้าเล็กๆ น้อยๆ มันก็ไม่เป็นอะไรหรอก แถมยังเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้หลายอย่างเลย ทั้งยังใช้พลังยกของหนักๆ ได้สบายๆ อีกด้วย! และที่สำคัญเขายังสามารถเหาะได้ด้วยนะ! ในชาติก่อนเขายังเหาะอย่างอิสระไม่ได้มากเพราะพลังไม่ถึง แต่ตอนนี้ที่ระดับสูงแบบพุ่งทะลุดวงดาวไปแล้ว เขาเลยสามารถทำได้อย่างสบายๆ
หลังจากที่ทดลองพลังหลายอย่างจนเริ่มเปลี่ยนเป็นการทดลองพลังโจมตีแบบเบาๆ ดู ซึ่งนั่นก็ยังรุนแรงมากพอที่จะทำให้สวนบริเวณบ้านเละไปเป็นแถบๆ! เพราะงั้นเขาเลยได้ต้นไม้พวกนั้นมาใช้ทดลองในการแกะสลักยังไงล่ะ!
น้องซวนซวนมาแล้วจ้า
น้องจะเปิดสตรีมแล้วคร้าบบบบบ
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยนะคะทุกคน
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นและกำลังใจมากๆเลยนะคะ
รักและคิดถุงคนอ่านเสมอน้าาาา จุฟๆ