โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มรดกเสียงหัวเราะจากรุ่นสู่รุ่นของ พิมพ์พิชา และ บ.ก.วิธิต อุตสาหจิต แห่งบันลือกรุ๊ป

The Momentum

อัพเดต 10 มี.ค. 2564 เวลา 14.08 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 12.22 น. • ธนภาคย์ อิทธิชัยพล

In focus

  • ย้อนไปในปี พ.ศ. 2516 วิธิต อุตสาหจิต ได้ให้กำเนิดนิตยสารการ์ตูนชื่อ ขายหัวเราะ ซึ่งเป็นหนังสือการ์ตูนแก๊ก 3 ช่องจบ ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนจุดกระแสการ์ตูนไทยต่อมาอีกมากมายอย่าง ปังปอนด์, สาวดอกไม้กะนายกล้วยไข่, หนูหิ่นอินเตอร์, รามาวตารและสามก๊ก 
  • จากสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ปัจจุบันได้เติบโตมาเป็นบันลือกรุ๊ป ที่ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตคอนเทนต์ โดยเป็นหัวใหญ่ของสื่อออนไลน์รุ่นใหม่อย่าง The MATTER, Salmon House และ Salmon Podcast ภายใต้การบริหารของ ‘นิว’ - พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ลูกสาวคนโตของ บ.ก.วิธิต ที่ยังคง DNA ของการสื่อสารผ่านอารมณ์ขันได้เป็นอย่างดี

“เป้าหมายของเราคืออยากจะสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ตอบรับความต้องการของผู้คนตั้งแต่วินาทีที่เขาเกิดมาและครอบคลุมทุกช่วงเวลาชีวิต” 

ขายหัวเราะ ในความทรงจำของคุณเป็นอย่างไร

เชื่อว่าหลายๆ เสียงจะตอบว่า ‘หนังสือที่อ่านรอระหว่างตัดผม’ ‘หนังสือที่มีทุกบ้าน’ ‘หนังสือที่อ่านได้ตลอดเวลา’ หนึ่งในหนังสือการ์ตูนของบรรลือสาส์นดูจะกลายเป็นทั้งวิถีชีวิตประจำ เป็นความทรงจำของใครหลายคน

แต่ไหนแต่ไร ใครต่อใครต่างจดจำบรรลือสาส์น ด้วยภาพของ ‘บ.ก.วิติ๊ด’ – วิธิต อุตสาหจิต ในฐานะผู้นำบรรลือสาส์นทั้งในการ์ตูนและชีวิตจริง หากในวันที่สื่อต่างๆ เปลี่ยนไป บรรลือสาส์นย่อมเปลี่ยนตาม รวมทั้งการนำโดยผู้บริหารคนใหม่ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอย่าง ‘นิว’ – พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ลูกสาวคนโตผู้ขยายจักรวาลบรรลือสาส์น ให้กว้างขวางกว่าที่เคย ทั้งในรูปแบบของสำนักข่าวออนไลน์ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่อย่าง The MATTERหรือเครือ Salmon ที่ผลิตเนื้อหาออกมาหลากหลาย ทั้งหนังสือ พอดแคสต์ วิดีโอ ที่สด มัน อร่อยสมชื่อ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนในเครือบรรลือสาส์น ดูจะเป็น ‘DNA อารมณ์ขัน’ และการสอดแทรกเนื้อหาเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันที่ นิว ผู้บริหารคนปัจจุบัน ดูจะได้รับความมรดกความฮามาจากผู้บริหารในตำนานอย่าง บ.ก.วิธิตไปเต็มๆ 

The Momentum พูดคุยกับพ่อ-ลูกผู้บริหารสองยุคสองสมัย ผู้ ‘ขายหัวเราะ’ สร้างความ ‘มหาสนุก’ ให้กับสังคมไทยมานาน ไม่ว่าจะในนามบรรลือสาส์นหรือบันลือกรุ๊ปในยุคปัจจุบัน

ยุคแรกของการทำ ขายหัวเราะ มีโจทย์ของการสื่อสารเป็นอย่างไร

บ.ก.วิธิต: สิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารออกมาตลอด 60 ปี มีอยู่ 4 เรื่องหลักๆ คือ 1. ความคิดสร้างสรรค์ 2. อารมณ์ขัน 3. พลังของการเล่าเรื่อง และสุดท้าย 4. พลังของภาพด้วยโจทย์ทั้ง 4 ข้อของเรา งานของบันลือกรุ๊ปในยุคแรกเริ่มจึงกำเนิดออกมาในรูปแบบของ ‘การ์ตูนแก๊ก 3 ช่อง’ เพราะเป็นหนังสือที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เมื่อก่อนความบันเทิงของคนไทยในรูปแบบของนิตยสารและโทรทัศน์ยังมีไม่มากนัก หนังสือการ์ตูนของเราจึงออกมาในรูปแบบที่เขาจะอ่าน และหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ผมจึงดีใจที่หนังสือในเครือบรรลือสาส์นถูกขนานนามให้เป็น ‘หนังสือสามัญประจำบ้าน’

ความสนุกในการทำหนังสือการ์ตูนยุคนั้นคืออะไร

บ.ก.วิธิต: การที่เราได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จุดเด่นของขายหัวเราะ คือ ในหนังสือ 1 ฉบับ จะมีการผสมปนเปของนักเขียนทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น คนเขียนเรื่องขำขัน เรื่องสั้น นิยาย และผู้อ่านที่ส่งงานมาร่วมสนุก ในฐานะ บ.ก. เราได้อ่าน และเสพผลงานของพวกเขาเป็นคนแรกๆ ความสนุกคือการที่เราได้เลือกสรร คัดเลือกผลงาน และเกลาสำนวนของผลงานเหล่านี้ตลอดกว่า 40 ปี ในฐานะ บ.ก. ผมไม่เคยมีคำว่าเบื่อเลย ไม่มีวันไหนที่ผมไม่สนุกกับงาน

แล้วบันลือกรุ๊ปในยุคของคุณตั้งใจที่จะให้เป็นอย่างไรบ้าง

นิว: นับตั้งแต่วันที่คุณปู่ได้ก่อตั้งสำนักพิมพ์มาตลอด 67 ปี จนมาถึงรุ่นของนิว เราได้มีการขยายแบรนด์มาตลอด จากแต่ก่อนเรามีเพียง ขายหัวเราะ และบรรลือสาส์นในปัจจุบันเรามีการขยายตัวทั้ง ‘แนวลึก’ และ ‘แนวกว้าง’

‘แนวกว้าง’ หมายความว่า เราทำคอนเทนต์ให้กับหลากกลุ่มเป้าหมาย และในหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น ภายใต้แบรนด์ที่ต่างออกไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็น Salmon House, The MATTER, Salmon Podcast หรือแม้กระทั่ง Vithita Animation วินาทีนี้เราพูดได้ว่าบันลือกรุ๊ปมีคอนเทนต์สำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย และบนทุกแพลตฟอร์ม

สำหรับ ‘แนวลึก’ เราพยายามสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ประสาทสัมผัสทั้งห้า จุดเริ่มต้นของเราอาจเริ่มจากการอ่าน การใช้สายตามองเพียงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเรามีทั้งภาพเคลื่อนไหวและพอดแคสต์ที่เข้าถึงประสาทสัมผัสของคนได้หลากหลายมากขึ้น ในปัจจุบันภาพรวมของบันลือกรุ๊ปจึงไม่ใช่แค่สื่อใดสื่อหนึ่งเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว แต่เราคือแบรนด์คอนเทนต์ เพราะฉะนั้นเราสามารถอยู่ได้ทุกแพลตฟอร์ม เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในรูปแบบที่ต่างกัน ไม่มีการจำกัดรูปแบบอีกต่อไป

ทุกแบรนด์ในเครือของบันลือกรุ๊ปต่างเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วย ‘อารมณ์ขัน’ ทำไมจึงใช้สิ่งนี้เป็นแกนหลักในการสื่อสาร

นิว: จริงๆ มีหลายปัจจัยประกอบกัน แต่อย่างที่คุณพ่อบอก ทุกหน่วยงานในบันลือกรุ๊ปจะประกอบไปด้วย 5 แกนหลักนั่นคือ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ‘พลังของการเล่าเรื่องด้วยภาพ’ ‘พลังของการเล่าเรื่อง’ และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ ‘อารมณ์ขัน’ อีกอย่างเราวางตำแหน่งให้แบรนด์ต่างๆ ในเครือของบันลือกรุ๊ปเป็นเหมือนกับ ‘เพื่อนของผู้ชมผู้อ่าน’ เพื่อจะได้เติบโตไปกับเขาเสียมากกว่า จึงไม่แปลกที่เราจะสามารถพูดเล่นหยอกล้อกับเขาได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ขันและการมอบความสุขกลายมาเป็นดีเอ็นเอของเรา

สังคมเคยมอง ขายหัวเราะ เป็นการ์ตูน ‘ทะลึ่ง’ และ ‘ไร้แก่นสาร’ ทั้งสองคนมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

บ.ก.วิธิต: เรียกได้ว่าเป็นการ์ตูน ‘ทะเล้น’ จะเหมาะเสียกว่า ทะลึ่งน่าจะใช้กับกรณีนี้ไม่ได้ มันจะมีเส้นบางๆ ขีดอยู่ นักเขียนและทีมงานทุกคนจะรู้ดี 

นิว: เรามองว่าอารมณ์ขันมันเป็นเรื่องของ ‘แพลตฟอร์ม’ ที่ช่วยสื่อให้ผู้ชมของเราเข้าถึง ‘เรื่องอะไรก็ได้’ ไม่ว่าเราจะพูดเรื่องยาก เรื่องที่เขาไม่อยากฟัง หรือเรื่องที่ซับซ้อน การเล่าเรื่องด้วยอารมณ์ขันผ่านคาแรกเตอร์ของเรา มันจึงมีความเป็นมิตรกับผู้ฟังมากขึ้น  ฉะนั้นอารมณ์ขันของเรามันเป็นเครื่องมือมากกว่าความไร้สาระ

อีกอย่างหนึ่งคือแก๊กและอารมณ์ขันของขายหัวเราะทำให้เราสามารถแตะได้ทุกดินแดนเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาอย่างเช่นในอดีตที่เรามีการ์ตูนอย่าง รามาวตารหรือว่า สามก๊กก็เป็นการ์ตูนในรูปแบบของ ‘Edutainment’ ที่เล่าเรื่องที่แผงไปด้วยความรู้ได้ หรือการทำหนังสือการ์ตูนสำหรับการทำ Content Marketing เพื่อสื่อสารไว้กับแบรนด์ต่างๆ ได้อย่างดี

เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน เราได้จัดงานนิทรรศการชื่อ ‘อุต สา ฮา กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน’ ร่วมกับ TCDC และได้รับคำชมเป็นอย่างมาก โดยมีคนเรียก ขายหัวเราะ ของเราว่าเป็น ‘การ์ตูนไร้สาระที่แหลมคม’ นั่นหมายความว่าการ์ตูนของเรามีมิติ สะท้อนความต้องการของมนุษย์ และวงจรชีวิตของมนุษย์ซ่อนอยู่ จึงเป็นเรื่องที่ตอกย้ำว่าเรื่องของอารมณ์ขันของเรานั้นไม่มีพรมแดน หากไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษา เราสามารถหัวเราะในเรื่องเดียวกันได้ในทุกชนชาติ

ขายหัวเราะ ยังเป็นเหมือนจดหมายเหตุหรือหมุดหมายของประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก เพราะเหตุการณ์สำคัญใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น โควิด-19 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือแม้กระทั่งหนังดังๆ จะถูกการ์ตูนของเราเขียนล้อแซวทั้งหมด เมื่อใครกลับมาอ่านก็จะเข้าใจได้ทันที

จุดเปลี่ยนจากสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นกลายเป็นบันลือกรุ๊ปที่มุ่งเน้นออนไลน์เต็มที่

บ.ก.วิธิต: ในเรื่องของออนไลน์และสื่อใหม่ (new media) จะเป็นงานในฝั่งของนิวเสียทั้งหมด ส่วนตัวผมยังคงแฮปปี้กับการทำเล่มอยู่ เพราะยังชอบที่จะซึมซับอารมณ์ในการเปิดหน้ากระดาษทีละหน้าอยู่ แต่รูปแบบการทำเล่มของ ขายหัวเราะ ก็ยังคงเป็นแบบเดิม

นิว: แต่พูดได้ว่า คุณพ่อกับคุณแม่เป็นคนที่วางรากฐานได้ดีด้วย เพราะหัวใจหลักของเราคือตัว ‘คอนเทนต์’ ไม่ใช่ ‘สื่อ’ การทำงานของเราหากอยู่ในแกนทั้ง 4 ที่กล่าวไป เราต่อยอดให้ไปอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อกับคุณแม่ทำไว้ได้ดีมากๆ จริงๆ 

ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล บริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงมาซักระยะหนึ่งแล้ว อย่าง Vithita Animation คนจะชอบเข้าใจว่าเราเพิ่งก่อตั้ง แต่จริงๆ แล้วได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2001 แล้ว ส่วนงานออนไลน์ในยุคหลัง เรามีผู้บริหารและทีมงานรุ่นใหม่ที่มาช่วยงานของเรามากขึ้น เช่นแบรนด์ Salmon House, The MATTER และ Salmon Podcast ทำให้เรามีคอนเทนต์ที่หลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าเดิม ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับทีมงาน

บ.ก.วิธิต: หลังจากที่ประสบความสำเร็จด้านการ์ตูน ช่วงที่เราเห็นว่า ปังปอนด์เข้าถึงเด็กได้ เราก็มองว่ารูปแบบของแอนิเมชันสามารถทำให้น่าสนใจมากขึ้นได้ก็เลยเกิดการฟอร์มทีมงานขึ้นมา ต้องบอกว่าเป็นการ์ตูนไทยแรกๆ ที่ได้เข้าฉายในโรงหนังด้วย

นิว: นอกจากนั้นยังมี สามก๊ก ปังปอนด์และหนังที่ทำร่วมกับสหมงคลอย่าง หนูหิ่นและผลงานอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นของเราโดยตรง แต่เราทำคาแรกเตอร์ให้กับลูกค้าในงานโฆษณาต่างๆ ที่เป็นแอนิเมชัน 3 มิติ เรามีการ์ตูนที่ทำร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้ความรู้กับเด็กเกี่ยวกับการประหยัดไฟ และในตอนนี้เรามีอีกบทบาทหนึ่งคือการออกแบบ ‘มาสคอต’ คาแรกเตอร์ของแบรนด์ต่างๆ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการปั้นคาแรกเตอร์ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไปจนถึงการดีไซน์ตัวละครต่อยอดว่าจะนำไปใช้อย่างไร มีมาสคอตของหลายแบรนด์ที่คนส่วนมากยังไม่รู้ว่าทีมเราช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมา เช่น ‘แม่มณี’ ของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือว่า ‘ก็อตจิ’ ของ ปตท. เราทำสติกเกอร์ไลน์ที่ได้รับรางวัลทุกปี ปัจจุบันเราได้รับความไว้วางใจให้ทำสติกเกอร์ไลน์ให้กับหลายๆ แบรนด์ และเซเลบดาราอีกหลายคน เรียกได้ว่าอะไรที่เกี่ยวกับการ์ตูนและ character businessเราสามารถทำได้ทั้งหมด

แบรนด์ในเครืออย่าง The MATTER หรือ Salmon เริ่มต้นมาได้อย่างไร 

นิว: The MATTER เริ่มต้นจากตอนนั้นวงการข่าวยังไม่มีช่องทางให้ติดตามในช่องทางออนไลน์เหมือนในปัจจุบัน จำเป็นต้องตามข่าวจากรายการทีวีเท่านั้น เราจึงเห็นช่องว่างของโอกาส ทีมผู้บริหารของเราคือ ‘แบงค์’ – ณัฐชนน มหาอิทธิดล และ ‘แชมป์’ – ทีปกร วุฒิพิทยามงคล คิดว่าเราควรมีสำนักข่าวที่เล่าข่าวมีสาระแต่เต็มไปด้วยความสนุกให้คนสนใจและมีความสร้างสรรค์ ที่ไม่สามารถหาได้จากสื่อกระแสหลักทั่วไป เป็นทางเลือกให้กับคนยุคใหม่และแพลตฟอร์มที่คนสามารถถกเถียงความคิดของเขาได้

เมื่อตั้ง The MATTER ขึ้นมา ก็ได้ผลตอบรับที่ดีขึ้นมาก เพราะทีม The MATTERมองว่า ข่าวหนึ่งข่าวมีความเกี่ยวข้องกับคนแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน อย่างข่าวโจรปล้นร้านทอง การรับรู้ของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เราจึงเป็นสำนักข่าวที่มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก 

อย่างข่าวๆ หนึ่งเราสามารถพาไปดูมุมอื่นได้มากมาย เป็นการนำเสนอมุมมองที่ไม่ใช่มุมมองด้านเดียว เพราะในช่วงหลังๆ ข่าวมีความคล้าย commodity (สินค้า) ไปแล้วเราไม่ได้ต้องการรู้ด้วยซ้ำว่าจุดเริ่มต้นมันมาจากไหน แต่เราให้ความสนใจหรือแง่คิดแบบไหนกับข่าวมากกว่า การนำเสนอข่าวของ The MATTER จึงเป็นเชิงหยิกๆ หยอกๆ ซึ่งเป็นการนำเสนอในรูปแบบใหม่ของข่าวมากกว่า ซึ่งต้องให้เครดิตทีมงานที่เข้าใจสำนักข่าวที่คนรุ่นใหม่อยากได้จริงๆ 

ในส่วนของ Salmon นั้นเรามีอยู่ 4 หน่วยหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ Salmon Books ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรา ที่ก่อตั้งโดยพี่แบงค์เช่นกัน เป็นสำนักพิมพ์ที่มีดีไซน์ เนื้อหา และวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยเหตุนั้นแซลมอนจึงมีฐานแฟนเยอะมาก 

หลังจากนั้นเราจึงขยายออกมาเป็น Salmon House ซึ่งมาด้วยความพร้อมและโชคที่นักเขียนของเราอย่างพี่เบนซ์ ธนชาติ ต้องการทำคลิปโปรโมตหนังสือของเขาออกที่กับ Salmon Books ชื่อว่า NEW YORK 1st TIMEทำร่วมกับคุณลุงเนลสันที่กลายเป็นไวรัล และพี่วิชัย Creative Director ของเราที่ช่วยขายหัวเราะทำคลิปโปรโมตสติกเกอร์ไลน์ ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีคำว่าคลิปไวรัลเลย แต่มีคนเข้ามาหาเรา และต้องการให้เราทำคลิปที่มีน้ำเสียงและเนื้อหาแบบนั้นให้ 

พี่เบนซ์ พี่วิชัย และทางเราจึงได้ร่วมก่อตั้ง Salmon House ขึ้นมา เป็นโปรดักชันเฮาส์ที่เราภูมิใจ ที่สามารถทำงานหลากหลายและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงแรกคนจะเข้าใจว่าเราถนัดทำแต่ในคลิปที่เป็นอารมณ์ขันด้วยลายเซ็นของผู้กำกับเราที่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่จริงๆ แล้ว ตอนนี้เราสามารถเล่าได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังดราม่าหรือเศร้ายังไงก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่าโจทย์ของเราจะเป็นแบบไหน 

เรายังมี Salmon Podcast ที่เป็นน้องใหม่ อย่างที่บอกว่าเราต้องการที่จะขยายคอนเทนต์ของเราให้ครบทุกแพลตฟอร์ม และหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งตลาดพอดแคสต์ก็ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายก็ยังเป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน 

จุดเด่นของเราคือการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ด้วยน้ำเสียงสนุกสนานแบบเพื่อนคุยให้ฟัง คนจะรู้สึกว่าสนุกและเป็นกันเอง รายการที่เป็นเรือธงของเราน่าจะเป็น Untitled Caseที่คนชอบกันมากๆ เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ และต่อยอดไปเป็นอีเวนต์ในโรงหนัง หนังสือขายดี และบอร์ดเกมด้วย ด้วยสามหน่วยนี้ที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เราจึงคิดว่าเราจะต่อยอดไปเป็นอะไรได้บ้าง ไม่ได้มีลำดับว่าอะไรก่อนอะไรหลัง หรือมีอะไรมาเป็นข้อจำกัดอีกต่อไป 

และยูนิตสุดท้ายที่เป็นศูนย์กลาง คือ Salmon Lab ซึ่งเป็น creative content agency ที่ช่วยดูแลด้านการตลาดให้กับลูกค้าแบรนด์ต่างๆ และเนื่องจากบันลือกรุ๊ปทำคอนเทนต์ได้สำหรับทุกช่องทางและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว Salmon Lab จึงเป็น One-stop solution ด้าน content marketing สำหรับลูกค้าแบรนด์ คือมาหาเราแล้วครบ จบในที่เดียว

ด้วยความหลากหลายของตัวธุรกิจ เคยมีความขัดแย้งเกี่ยวกับทิศทางการทำงานภายในครอบครัวบ้างหรือเปล่า 

บ.ก.วิธิต: หลังจากที่นิวรับงานไป ผมให้เขาตัดสินใจทั้งหมด เพราะเรื่องของ Generation Gap บางครั้ง เราอาจจะมองด้วยมุมมองของคนรุ่นเก่า แต่คนรุ่นหลังอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไป ผมจึงยกให้นิวตัดสินใจทั้งหมด 100% 

นิว: แต่จริงๆ แล้ว นิวคุยกับคุณพ่อและคุณแม่เยอะมากในแต่ละวัน เพราะเรามองว่าสิ่งที่นิวขาดไปคือเรื่องของ ‘ประสบการณ์’ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเท่ากับคนอื่นในการลองผิดลองถูก แต่ว่าเรามี ‘ทางลัด’ มีโค้ชที่ดี ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามากขนาดนั้น 

ผู้บริหารท่านอื่นเราก็คุยกันอย่างสม่ำเสมอ ว่าเราสามารถทำอะไรร่วมกันได้บ้าง อย่างเช่น ขายหัวเราะจะไปร่วมกับ Salmon Podcast ได้ไหม หรือเสริมพลังอะไรกันได้บ้าง มีการ Cross Unit อยู่เสมอ คีย์ของการทำงานของเราคือการสื่อสาร หากเรามีการทำงานกันอย่างใกล้ชิด นิวมองว่าเราจะมีความขัดแย้งน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากธุรกิจคอนเทนต์บันลือกรุ๊ปมีความคิดที่จะขยายไปทำธุรกิจอื่นบ้างไหม 

นิว: ถ้าในโลกของคอนเทนต์ตอนนี้ เรายังขยายธุรกิจได้อีกมาก แนวทางทั้ง 4 ของเรา เชื่อมได้กับทุกวงการในโลกนี้เลย เราสามารถเล่าเรื่องการแพทย์อย่างเช่นเรื่องโควิดให้มันสนุกสนานและเข้าใจง่าย หรือคอนเทนต์เกี่ยวกับด้านการศึกษาที่จะคอยสร้างทักษะ Future Skill ให้เด็กอินไปกับการเรียนได้

เรายังสามารถใช้คาแรกเตอร์ที่เรามีเป็นสะพานที่สามารถที่จะเชื่อมต่อกับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำมาร์เก็ตติ้ง สาระความรู้ต่างๆอีกทั้งการเติบโตในเชิงดิ่งของเราก็ยังสามารถที่จะขยายโปรเจกต์ของเราให้ต่อยอดไปได้อีก เพราะตัวละคร ขายหัวเราะ ของเรามีอีกหลายตัวที่จะต่อยอดไปทำงานอย่างอื่นได้อีกมากอย่างหนูหิ่นและ ปังปอนด์ 

บันลือกรุ๊ปไม่ได้จำกัดว่าอยู่แค่มีเดียแล้ว เรายังมีการจัดงานอีเวนต์อีกด้วย ก่อนหน้านี้เราได้จัดอีเวนต์งานวิ่งของขายหัวเราะ ที่มีชื่อว่า ‘ฮาราธอน’ ซึ่งก็เป็นคอนเทนต์รูปแบบหนึ่งที่คนมีประสบการณ์ร่วมจริงเพราะฉะนั้น พอเราขยายว่าเราทำได้หลายอย่าง จักรวาลคอนเทนต์จึงทำได้อีกเยอะมาก เราจึงอยากจะต่อยอดตัวคอนเทนต์ให้แข็งแรงกว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม

การเคลือบคอนเทนต์ด้วยอารมณ์ขัน อาจทำให้ข้อความที่อยากจะสื่อสารถูกบิดเบือนไปหรือเปล่า

นิว: คิดว่าศิลปะอย่างหนึ่งของคนทำคอนเทนต์คือเรื่องของความพอดี ซึ่งเป็นความท้าทายของเราว่าจะหยิบส่วนผสมของความสนุก และสาระ มารวมกันอย่างไรให้มันไปด้วยกันได้ 

แต่ปัจจุบัน เรื่องความรู้และความสนุกไม่ได้ถูกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดอีกต่อไปแล้ว ในอดีตเราจะคุ้นชินกับการหาความรู้ที่มันต้องมีความจริงจังมากๆ ซึ่งเราได้เอาศาสตร์และศิลป์มาผสมกันเป็น ‘การเล่าเรื่องยังไงให้ Key Message ยังอยู่แต่ยังคงมีความสนุก แต่คนยังเข้าใจในเรื่องนั้นอยู่’ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่เป็นความท้าทายของเราเหมือนกัน ซึ่งเราต้องการที่จะพัฒนาในเรื่องนี้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

บ.ก.วิธิตมองวงการการ์ตูนไทยไว้อย่างไร พร้อมที่จะก้าวไปยังเวทีโลกหรือยัง

บ.ก.วิธิต: ในเรื่องฝีมือการวาด ผมมองว่ามีความพร้อมแล้ว แต่รูปแบบการทำงานของเรามันไม่เหมือนกัน อย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีอุตสาหกรรมเขามีขนาดใหญ่เขาจะทำงานเป็นทีม คนคิดเรื่อง ทำสคริปต์ และคนวาด จะแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสามารถขายได้ทั่วเอเชียและทั่วโลก แต่สำหรับของเรายังคงมีข้อจำกัดในด้านของต้นทุน แต่พูดถึงฝีมือ สู้ได้แน่นอน

นิว: คุณพ่ออาจจะไม่ทราบ แต่งานในส่วนของนิวอีกอย่างหนึ่งคือการขายลิขสิทธิ์ ทั้งคาแรกเตอร์ของ ขายหัวเราะและหนังสือในเครือสำนักพิมพ์ต่างๆ ของเราซึ่งมีการขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตลาดจีนให้ความเชื่อถือเราในเรื่องของ Comic Essay มาก หรืออะไรก็ตามที่ใช้ภาพหรือการ์ตูนเล่าเรื่อง เพราะอุปสรรคทางด้านภาษาน้อยกว่าหนังสือด้านอื่น

อย่าง สามก๊กเราได้มีการขายลิขสิทธิ์ไปที่เกาหลี และยังมีหนังสืออื่นๆ ที่ขายไปได้ในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม และก็ล่าสุดผลงานการ์ตูนของพี่อาร์ตจีโน่ ที่ออกกับสำนักพิมพ์แซลมอนบุ๊คส์ ก็สามารถขายไปได้ในประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสอย่างเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส โดยทางสำนักพิมพ์ต่างประเทศซื้อไปติดต่อกันถึง 4 เล่ม ล่าสุดการ์ตูน Know COVID รู้ทันโควิด ที่ขายหัวเราะทำร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ด้วย

แล้วทางบันลือกรุ๊ปมีการผลักดันการ์ตูนไทยให้ไปไกลมากกว่านี้อย่างไร

นิว: จริงๆ แล้วมันคือหมุดหมายของเราเลยในการผลักดัน Soft Power ที่เราเชื่อว่าสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนา Creative Economy ของไทยให้เติบโต โดยใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ขัน และการวาดการออกแบบ ที่เป็นจุดเด่นของคนไทย เพราะเรามีดีเอ็นเอของความบันเทิง และความคิดสร้างสรรค์สูงมาก 

ตัวบันลือกรุ๊ปก็ได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งของกลุ่ม TICO ที่เป็นคอมมิวนิตีของนักออกแบบ นักวาดภาพประกอบ และเหล่าครีเอเตอร์ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่านักวาดภาพประกอบของไทยไม่แพ้ชาติอื่นเลย เหลือแค่การผลักดันให้ก้าวสู่ก้าวต่อไปให้ทัดเทียมกับชาติอื่นได้เท่านั้นเอง ระบบนิเวศของเรายังไม่แข็งแรงพอ แต่ด้วยบันลือกรุ๊ปเป็นเจ้าหลักของการ์ตูนไทยก็อยากที่จะผลักดันให้ไกลที่สุด เราหวังว่า นอกจากเด็กไทยแล้ว สักวันหนึ่งเราก็อยากให้เด็กต่างชาติหันมามองการ์ตูนของเราด้วยความสนุกเหมือนกัน 

จริงๆ แล้ว ขายหัวเราะ ก็พยายามมาหลายปีที่จะให้ทีมนักเขียนของเราทำงานเป็นรูปแบบ Studio ซึ่งก็ไม่ได้ง่ายสำหรับความคุ้นชินเดิม แต่เป็นสิ่งที่เราต้องทำและเหมาะกับการทำงานในระยะยาว สำหรับขายหัวเราะ เราได้เพิ่มทีมHumour Creative เพื่อช่วยนักเขียนในการทำงาน ในด้านความคิดเพื่อดู Data และดู Trend ให้นักเขียนทำงานได้สะดวกมากขึ้น

แต่หากเทียบกับชาติอื่นๆ เขาได้รับการสนับสนุนจากฝั่งของภาครัฐมากๆ ตอน ปังปอนด์ เปิดตัวแรกๆ ทางประเทศจีนให้ความสนใจและเชิญเราไป เขาสร้างหุ่นปังปอนด์ขนาดตึกสามชั้นเป็นการแสดงไมตรีจิต และต้องบอกได้ว่ามัน ‘ไม่คราฟต์’ เอาเสียเลย แต่เขาเรียนรู้จากเราด้วยความรวดเร็วผ่านไปไม่กี่ปี ด้วยการสนับสนุนของภาครัฐที่ให้รายการการ์ตูนต้องเป็นการ์ตูนที่ผลิตจากผู้ผลิตภายในประเทศเท่านั้น ให้สัดส่วนชาวต่างชาติเพียงแค่ 15% เท่านั้น 

ด้วยการส่งเสริมแบบนี้ทำให้อุตสาหกรรมของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะของแบบนี้มันยิ่งทำยิ่งเก่ง วันนี้เราหันไปมองเขา เขาเก่งกว่าเราอย่างมาก เราก็คาดหวังว่าถ้าวันหนึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ สักวันหนึ่งเราจะมีตัวการ์ตูนที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ทั้งไทยและต่างชาติได้บ้าง เช่น ทำให้เด็กๆ รักฟุตบอลได้เหมือน กัปตันซึบาสะ 

อยากทราบทรรศนะของคุณต่อวงการการ์ตูนแก๊กของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้มาก่อนกาล

นิว: การ์ตูนแก๊กในปัจจุบันมืความหลากหลายขึ้นมากจากในอดีต ทั้งตัวรูปแบบและทางมุข อารมณ์ขันในปัจจุบันก็หลากหลายขึ้นและเฉพาะกลุ่มขึ้นด้วย เทคโนโลยีแพลตฟอร์มต่างๆ เองก็มีผล เพราะแต่ละแพลตฟอร์มจะมีความเหมาะกับแก๊กต่างประเภทกัน เช่น แก๊กในหนังสือการ์ตูนจะเน้นความหลากหลาย อ่านเพลินต่อเนื่อง แต่ในโซเชียลมีเดีย จะเน้นแก๊กกระชับที่การมีส่วนร่วมของผู้อ่านเป็นพิเศษ เช่น คอมเมนต์หรือแชร์ เพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับแก๊กกระแส แก๊กที่คนอินในขณะนั้น และเป็นแก๊กที่เข้าใจได้ง่าย จับความสนใจผู้คนได้ทันทีในแว็บแรกของวินาทีที่คนอ่านไถนิ้วไปถึง 

อย่าง ขายหัวเราะ เอง ตัวแก๊กในหนังสือการ์ตูนก็หลากหลายและพัฒนาขึ้นจากตอนเริ่มต้นมากๆ มีการปรับตัวตามความชอบคนอ่าน การทดลองเล่นสนุกของทีมนักเขียน และการขยายแพลตฟอร์มของเรา ด้วยความที่ปัจจุบันเรามีช่องทางหลากหลาย ทำให้การเล่าแก๊กของเราหลากหลายตามไปด้วย

อย่างใน TikTok ของขายหัวเราะ ก็มีการนำเสนอแก๊กที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับใครเลย แม้จะเป็นแก๊กสามช่องที่เคยเล่นมาแล้วในหนังสือการ์ตูน เพราะมีเรื่องของจังหวะ การตัดต่อ การขยับแอนิเมชัน และดนตรีเข้ามาด้วย ทำให้ตอนนี้ TikTok ขายหัวเราะได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นที่จับตามองมาก แม้จะเป็นแก๊กเดียวกันแต่ถ้าถูกเล่าผ่านช่องทางที่ต่างกัน ก็ทำให้รูปแบบการนำเสนอและอารมณ์ที่ได้ต่างกันด้วย การเลือกนำเสนอ พลิกแพลง และผสมผสานแต่ละช่องทางอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นงานที่สนุกและท้าทายสำหรับเรา

อีกจุดที่ต่างคือ ในอดีตมันยากมากที่แก๊กจะกลายเป็นมีม (Meme) ได้ เนื่องจากเป็นการสื่อสารจากนักวาดทางเดียว ซึ่งต้องทำให้โดนใจตลาดและผลิตซ้ำจนกลายเป็นภาพจำให้ได้ ซึ่ง ขายหัวเราะ เองมีมีมที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นจุดเด่นของแบรนด์มากมาย เนื่องจากเราโชคดีที่แฟนๆ ให้การตอบรับแก๊กของเราอย่างดี จดจำแก๊กที่นักเขียนชอบแซว อินและสนุก เปิดโอกาสให้นักเขียนมีกำลังใจเอามาล้อแซวบ่อยๆ และนักเขียนขายหัวเราะก็สนุกในการแซวแก๊กล้อกันไปมาร่วมกับนักเขียนท่านอื่นด้วย

หลายๆ แก๊กเหล่านั้นกลายเป็นภาพจำของ ขายหัวเราะ โดยเฉพาะ ซึ่งแก๊กและตัวละครที่เป็นมีมของ ขายหัวเราะ หรือที่แฟนๆ รู้จักกันในชื่อ ‘แก๊กคลาสสิก’ เช่น แก๊กติดเกาะ หลงทางกลางทะเลทราย โจรมุมตึก หรือตัวคาแรกเตอร์เช่น มนุษย์เมีย เทพารักษ์ หรือตัว บ.ก. และนักเขียนเอง ก็ถูกล้อแซวใน ขายหัวเราะ จากอดีตจนถึงปัจจุบันทั้งนั้น

ในยุคปัจจุบัน มีมนั้นเกิดง่ายขึ้นมาก เนื่องจากทุกคนทั้งนักวาดและคนอ่าน สามารถช่วยกันผลิตซ้ำมีมได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมากด้วยการช่วยโพสต์หรือแชร์ ซึ่งเป็นพลังของหลายคนช่วยๆ กันทำให้เกิดมุขๆ หนึ่งขึ้น ไม่ได้มาจากนักวาดฝั่งเดียวอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันมีมแบบนี้ก็กลายเป็นทรัพย์สินสาธารณะเช่นกัน หมายความว่าใครๆ ก็สามารถเล่นได้ ไม่ได้เป็นจุดเด่นของนักวาดคนใดเป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้มีมนั้นอายุยาวขึ้นหรือสั้นขึ้น จะเฉพาะกลุ่มมากหรือเป็นที่แพร่หลายมากก็เป็นไปได้เหมือนกัน

การ์ตูนแก๊กในอดีตและปัจจุบัน มีรูปแบบและจุดแข็งแตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ขายหัวเราะเชื่อว่าแก๊กต่างๆ ของ ขายหัวเราะ ก็จะมีวิวัฒนาการต่อไปได้อีกหลากหลายมาก ตราบใดที่รสนิยมของคนอ่านและเทคโนโลยีไม่หยุดนิ่ง แก๊กของเราก็จะไม่หยุดนิ่งเช่นกัน เราเชื่อในพลังของความคิดสร้างสรรค์ว่าไม่มีขีดจำกัด การปรับตัวและความหลากหลายก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราให้คุณค่า ถ้าเราอยากให้วงการการ์ตูนของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แนวทางการใช้ตัวการ์ตูนในเชิงการศึกษาให้ความรู้เริ่มได้อย่างไร

นิว: เราเริ่มแนวทางนี้มานานแล้ว แต่คนอื่นอาจจะยังไม่เห็นชัด อย่าง สามก๊กหรือ รามาวาตารหลังๆ จะมีการเล่าเรื่องที่แทรกสาระเข้าไปมากขึ้น เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องของ ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ เรามองว่าต่อไปทุกคนบนโลกต้องการที่จะเรียนรู้ไปตลอดชีวิตเท่านั้น 

เพราะฉะนั้นการ์ตูนของเราจะมีการสื่อสารทั้งเรื่องของความรู้ และการสร้าง Growth Mindset เข้าไปด้วย แต่จะมีความสนุกเข้ามาบาลานซ์ อย่างเช่น มหาสนุก Happy Learnersเป็นการ์ตูนที่เราจะเสริมสร้าง Future Skill ให้กับเด็กๆ หรือผู้อ่านโดยเฉพาะ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กประถม เพราะเราเชื่อว่าถ้าทุกคนได้รับสื่อที่รู้สึกว่าเขาแฮปปี้ และยินดีที่จะเรียนรู้ เขาก็จะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข

การทำงานของบันลือกรุ๊ปยุคนี้ต้องการที่จะสลัดภาพจำเดิมของบรรลือสาส์นไปอย่างไร

นิว: ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องสลัดภาพลักษณ์ของ ขายหัวเราะ เดิมออกไป เพราะมันคือจุดเริ่มต้นที่คุณพ่อก่อตั้งมา ที่สำคัญคือเป็นแบรนด์ที่แฟนๆ รัก ที่เติบโตมาด้วยกัน คิดว่ายังคงเป็นสิ่งที่เรายังรักษาต่อไป แต่สิ่งที่อยากทำมากขึ้นคือการที่เราจะต่อยอดให้เติบโตมากขึ้น โดยการทำให้แบรนด์ทุกแบรนด์ของเรามีความใกล้ชิดกับคนอ่าน เป็นความบันเทิงที่ร่วมสมัย เข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย และจะเป็นบริษัทคอนเทนต์ที่สร้างความบันเทิงให้กับคนไทยตั้งแต่วินาทีที่เขาเกิดมา จนถึงช่วงเวลาที่เขาเติบโตขึ้น จนครบช่วงเวลาชีวิตของเขา

สิ่งที่คุณพ่อดีใจที่สุดไม่ใช่การที่มีคนมาบอกว่า ขายหัวเราะเก่งอย่างนู้นอย่างนี้ แต่เป็นการที่คนอื่นเข้ามาบอกกับเขาว่า ‘ขอบคุณที่ ขายหัวเราะ  ทำให้เขากลายเป็นคนรักการอ่าน’ ทำให้เรามีกำลังใจในสร้างความสุขต่อไปเรื่อยๆ 

แล้วทาง บ.ก.วิธิตมีความคาดหวังอย่างไรต่อผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างลูกสาวของคุณบ้าง

บ.ก.วิธิต: สำหรับผมคงไม่ได้มีการตั้งความคาดหวัง เพราะเชื่อว่าตัวนิว เองก็สามารถทำได้ดีอยู่แล้ว เพราะเขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร รู้ว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ

อาจจะต้องให้เขาลดความคาดหวังของตัวเองลงไปเสียด้วยซ้ำ เพราะทุกวันนี้เขาทำมาตรฐานไว้ได้ดีเกินไปมาก และภูมิใจที่ได้เห็นบันลือกรุ๊ปยุคใหม่ภายใต้การบริหารงานของลูกสาวตัวเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...