โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำรวจท่องเที่ยวเจ๋งตามจับสาวเปิดบ.ทำวีซ่า-มัคคุเทศก์ ฉ้อโกง-แสร้งรักออนไลน์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 เม.ย. 2564 เวลา 07.44 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 07.21 น.

เมื่อวันที่ 2 เมษายน พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว(ผบช.ทท.) และนางสาวศิริวรรณ พรเลิศวิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว แถลงข่าว พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.รณกร ฤทธิรงค์ ผบก.ทท.2  พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ ผบก.ทท.3 และ พ.ต.อ.รัฐพงศ์ แก้วยอด ผกก.ควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ จับกุมนางสาววรินทร (สงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงเชียงใหม่ความผิดฐาน “ฉ้อโกงทรัพย์” ได้ที่อาคารคอนโดแห่งหนึ่ง เขตลาดกระบัง กทม.นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก ภ.จว.เชียงใหม่ ก่อนจับกุม บช.ทท.สืบสวนทราบว่า น.ส.วรินทร มีแฟนเป็นชาวญี่ปุ่น เปิด “บริษัท โลโคโมชั่นทัวร์ จำกัด” ประกอบธุรกิจนำเที่ยวแต่ผลการดำเนินธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จจึงหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับการต่อวีซ่าหรือขอวีซ่า ประเภทเกษียณอายุซึ่งมีหลักเกณฑ์ผู้ขออนุญาตขอวีซ่าต้องมีเงินในบัญชีจำนวน 800,000 บาท โดยใช้ชื่อบริษัทเดิม เนื่องจากผู้ต้องหามีแฟนเป็นชาวญี่ปุ่น จึงสนทนาภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีมีบุคลิกน่าเชื่อถือจึงชักชวนชาวญี่ปุ่นและสิงคโปร์ มาร่วมลงทุนโดยเสนอผลตอบแทน 10% ต่อเดือน จนมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสนใจร่วมลงทุนกว่า 20 ราย ช่วงแรก ๆ ให้ผลตอบแทนตามที่ได้เสนอจริง แต่ช่วงหลัง ๆ ผู้เสียหายไม่ได้รับผลตอบแทน พยายามทวงถาม น.ส.วรินทร แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอดจึงทราบว่าถูกหลอกลวงและทำให้ เกิดความเสียหาย มูลค่าความเสียหายรวมกันไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสวบสวน สภ.ช้างเผือก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายที่ยังไม่มาแจ้งความร้องทุกข์อีกจำนวนมาก พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายจับคดีดังกล่าว

พล.ต.ท.นิทัศน์ กล่าวว่าอีกคดี พล.ต.ต.มานัด นำตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 จับกุมนางสาวสุภาเพ็ญ(สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ความผิดฐาน “ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคลคลหนึ่ง” ก่อนจับกุมสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ เช่น เจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว , เจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาจารย์ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และหลอกลวงโดยใช้วิธีการโฆษณาประกาศข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก และช่องทางอื่นตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยอ้างว่าสามารถออกใบอนุญาตมัคคุเทศก์(บัตรไกด์)ได้ เมื่อมีผู้สนใจผู้ต้องหาก็จะทำการติดต่อพูดคุยรายละเอียดผ่านทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าผู้ต้องหาสามารถติดต่อประสานงาน เพื่อให้สามารถออกใบอนุญาตมัคคุเทศก์(บัตรไกด์)ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดจนมีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปที่บัญชีธนาคารของผู้ต้องหา จำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า 300,000 บาท และหลังจากผู้เสียหายโอนเงินไปแล้ว ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่สามารถออกใบอนุญาตมัคคุเทศก์ ได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ตรวจสอบประวัติพบว่านางสาวสุภาเพ็ญ เคยต้องโทษคดีลักทรัพย์ในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง สน.ลาดพร้าว และ สน.ทองหล่อ มาก่อน

พล.ต.ท.นิทัศน์ กล่าวอีกว่า ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1., กก.1 บก.ทท.2., กก.2 บก.ทท.3. จับกุมนางสาววนิดา (สงวนนามสกุล)และนางสาวธัญชนก(สงวนนามสกุล)ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และ “ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” ได้ที่จังหวัดภูเก็ต โดยก่อนจับผู้ต้องหาทั้งสองได้ใช้เฟซบุ๊กปลอมชื่อ มีภาพโปรไฟล์เชาวต่างชาติผิวขาวหน้าตาดี ประกอบอาชีพนักบิน แอดมาเป็นเพื่อนกับผู้เสียหาย และคุยกันเรื่อยมาระหว่างคุยกันกลุ่มผู้ต้องหามีการส่งภาพถ่ายเป็นภาพเงินสดจำนวนมาก ทองคำ เครื่องประดับราคาสูง ให้ผู้เสียหายดู เพื่อให้เชื่อว่ามีทรัพย์สินจำนวนมาก กระทั่งเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาผู้ต้องหาโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายเพื่อหลอกลวงว่ามีพัสดุมูลค่าสูงจัดส่งมาให้แก่ผู้เสียหาย โดยมีค่าจัดส่งเบื้องต้นจำนวน 21,000 บาท บาท นอกจากนี้กลุ่มผู้ต้องหาใช้แอพพลิเคชั่นไลน์โแอดเข้ามาสนทนากับผู้เสียหายในเรื่องการชำระค่าส่งพัสดุดังกล่าวอีกทางหนึ่งเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินชำระค่าพัสดุเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง และในส่วนที่เหลือให้ไปชำระในขณะที่ไปรับพัสดุได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กระทั่งผู้เสียหายหลงเชื่อ และโอนเงินไปจำนวน 2 ครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม 51,000 บาท ต่อมาเมื่อผู้เสียหายไปรับสินค้าด้วยตัวเองที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่พบมีพัสดุถึงผู้เสียหาย จึงทราบว่าถูกหลอกลวง และเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่ารับส่วนแบ่งค่าจ้างจากชาวไนจีเรียคนหนึ่งซึ่งจะสืบสวนขยายผลต่อไป

ผบช.ทท. กล่าวว่าการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 คดีนี้ โดยในคดีแรกมีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติจำนวนหลายรายถูกหลอกให้ร่วมลงทุนทำธุรกิจกับผู้ต้องหาซึ่งเป็นหญิงไทย มีมูลค่าความเสียหายค่อนข้างสูงและเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในการสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ส่วนคดีที่ 2 และ 3 แม้มูลค่าความเสียหายจะไม่มากนักและเป็นการหลอกลวงที่มีแผนประทุษกรรมที่คล้ายกับคดีฉ้อโกงอื่นๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว จึงเป็นการแจ้งเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนให้พึงระมัดระวัง กลุ่มมิจฉาชีพที่ปัจจุบัน แฝงตัวมาหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวขอฝากถึงนักท่องเที่ยวและพี่น้องประชาชน ที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน ได้ที่สายด่วนหมายเลข 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...