โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน โรงไฟฟ้าชีวมวลคู่ชุมชน

The Bangkok Insight

อัพเดต 21 พ.ค. 2564 เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2564 เวลา 09.49 น. • The Bangkok Insight

จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลูกข้าวมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ด้วยลักษณะความพร้อมเชิงพื้นที่ และการเข้าถึงระบบชลประทาน รวมถึงแหล่งน้ำขนาดเล็ก เอื้อให้เกิดการทำการเกษตรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด

ข้อมูลพื้นฐานทางการเกษตร พ.ศ. 2563 สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด รายงานพื้นที่ถือครองทางการเกษตรว่า จากพื้นที่ของจังหวัดร้อยเอ็ดทั้งหมด 5,187,156 ไร่ เป็นพื้นที่ภาคการเกษตรทั้งหมด 3,541,114 ไร่ คิดเป็น 68.26% ของพื้นที่ทั้งหมด ภาพรวมพื้นที่ถือครองทางการเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ปี 2563 มีที่นา 3,094,794 ไร่ คิดเป็น 87.40% ของพื้นที่ภาคเกษตร มีจำนวนครัวเรือนในภาคการเกษตร อยู่ถึง 244,351 ครัวเรือน จากทั้งหมด 382,913 ครัวเรือน คิดเป็น 63.81% ปีการผลิต พ.ศ. 2562/63 ประเมินผลผลิตข้าวของจังหวัดร้อยเอ็ด มีผลผลิตข้าวเจ้านาปี 1,022,215 ตัน ผลผลิตข้าวเหนียวนาปี 253,582 ตัน รวมผลผลิตข้าวเจ้านาปรัง 1,275,797 ตัน และผลผลิตข้าวเหนียวนาปรัง 128,555 ตัน

โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน

เห็นได้ว่าผลผลิตข้าวในแต่ละปีมีปริมาณมาก ทำให้เกิดการจัดตั้งโรงสีข้าวกระจายครอบคลุมอยู่ทั่วจังหวัดร้อยเอ็ด และเกิดเศษวัสดุจากการสีข้าวก็คือ แกลบ จังหวัดร้อยเอ็ดจึงมีความพร้อมทางด้านวัตถุดิบที่สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล รองรับการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทลูกของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) เล็งเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดร้อยเอ็ด จึงมีแผนพัฒนา โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน ขึ้นในพื้นที่ตามนโยบายของ เอ็กโก กรุ๊ป ในการส่งเสริมโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนแห่งแรกในประเทศไทย โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ได้แก่ แกลบ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน ดำเนินงานภายใต้การจัดตั้ง บริษัท ร้อยเอ็ดกรีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน ระหว่าง เอ็กโก กรุ๊ป ถือหุ้นสัดส่วน 70.30% บริษัท เจพาวเวอร์ โฮลดิ้งส์ ประเทศไทย จำกัด ถือหุ้นสัดส่วน 24.70% และ สมหมาย ไรซ์มิล พาร์ทเนอร์ชิป ถือหุ้นสัดส่วน 5%

การพัฒนาโครงการพลังงานไฟฟ้าจากแกลบ ในยุคนั้น สำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ที่ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ให้การสนับสนุนตั้งแต่ริเริ่มโครงการ และวางกรอบให้เป็น โรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบ (Pilot Plan) เพราะแกลบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงนั้น ถือเป็นพลังงานทดแทนการใช้พลังงานที่ใช้แล้วหมดไป เช่น น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานเหล่านี้ เป็นพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 70%

อีกทั้งการพัฒนาโครงการ ยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเป็นโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Thailand Board of Investment: BOI) รวมทั้ง กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility) ได้สนับสนุนค่าค้ำประกันเงินกู้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน ตั้งอยู่ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นโรงไฟฟ้าประเภทโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (Small Power Plant Firm: SPP) ใช้เงินลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2544 มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 9.95 เมกะวัตต์ ผลิตไว้ใช้ภายในโรงงาน 1.15 เมกะวัตต์ เป้าหมายหลักเพื่อผลิตไฟฟ้าส่งจำหน่ายให้กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) ปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายที่ 8.80 เมกะวัตต์ ตลอดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 21 ปี เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ตั้งแต่ 29 พฤษภาคม 2546 โดยส่งไฟฟ้าตามสายส่งเข้าสู่ระบบที่สถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งนี้โรงไฟฟ้าจะหมดอายุสัญญาในปี 2567

โรงไฟฟ้าแห่งนี้ รับซื้อแกลบตามโรงสีต่าง ๆ ในรัศมี 80 กิโลเมตร โดยต้องใช้วัตถุดิบประมาณ 100,000 ตันต่อปี ขณะที่กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล แกลบ และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จะถูกนำไปเป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้หม้อไอน้ำขนาดใหญ่ (Boiler) เกิดไอน้ำที่แรงดันและอุณหภูมิสูง นำไปเป็นพลังงานหมุนเครื่องกันหันไอน้ำ เพลาที่ต่ออยู่จะหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) เกิดการเหนี่ยวนำ และมีกระแสไฟฟ้าไหลออกสู่ระบบสายส่งไปสู่สถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดร้อยเอ็ด จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าต่อไป

ด้วยศักยภาพการผลิตกระแสไฟฟ้า 8.8 เมกะวัตต์ คิดเป็นปริมาณถึง 1/3 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าในตัวเมืองร้อยเอ็ด โรงไฟฟ้าแห่งนี้จึงเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ช่วยให้จังหวัดมีความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะมีแหล่งผลิตไฟฟ้าอยู่ใกล้ หากไม่มีโรงไฟฟ้าในพื้นที่แล้ว จะต้องส่งไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดใหญ่มาถึงจังหวัด ซึ่งต้องลงทุนค่าสายส่งสูงมาก อีกทั้งยังเกิดการสูญเสียกระแสไฟฟ้า ตามสายส่งจากแหล่งผลิตมาถึงสถานีไฟฟ้า

อีกทั้งยังสร้างประโยชน์ในระดับประเทศสูงมาก การใช้พลังงานทางเลือกจากแกลบ จะเป็นทางออกที่ดี ของการลดการสูญเสียเงินตรานำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาผลิตกระแสไฟฟ้า หากเทียบกับการใช้น้ำมันเตา ซึ่งมีการคิดคำนวณในช่วงจัดตั้งโรงไฟฟ้าพบว่า ตามศักยภาพการผลิตของโรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน ต้องใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 13.8 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 96.6 ล้านบาท ณ ระดับราคาน้ำมันเตาเมื่อปี พ.ศ. 2544 ที่ระดับราคา 7 บาทต่อลิตร

หากครบอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 21 ปี ประเทศไทยจะลดการนำเข้าน้ำมันเตาได้ประมาณ 290 ล้านลิตร หรือ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2,030 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันเตาปรับสูงขึ้นกว่าอดีตมาก ดังนั้น การลงทุนผลิตไฟฟ้าจากแกลบเมื่อ 18 ปีก่อน ถือเป็นการตัดสินใจวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานที่คุ้มค่า

นอกจากนี้การใช้พลังงานทางเลือกจากแกลบ ยังเกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในจังหวัดร้อยเอ็ด เพราะแกลบถือเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่มีมูลค่าในทางเศรษฐกิจ ทั้งยังก่อมลพิษฝุ่นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงสีข้าว

การเข้ามาลงทุนรับซื้อแกลบ ทำให้แกลบกลายเป็นสิ่งมีค่าทันที โดยระยะเริ่มต้นก่อสร้างโรงไฟฟ้าเมื่อปี 2544 แกลบมีราคารับซื้ออยู่ที่ตันละ 80-100 บาท ทำให้เกษตรกรรมในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เพาะปลูกข้าวขายเท่านั้น ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน

โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน

สูตรสำเร็จของโรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนแล้ว ยังได้นำ เทคโนโลยีชั้นสูงด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม มาใช้ โดยเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ระบบกำจัดฝุ่นแบบใช้ประจุไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator: ESP) เป็นแห่งแรกของประเทศ ซึ่งสามารถลดปริมาณฝุ่นจากการเผาไหม้แกลบ ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อย

โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน จึงเป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างโรงไฟฟ้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการรับรองจาก มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (Energy for Environment Foundation: E for E) ให้เป็นต้นแบบของโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่มีการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี และเป็นที่ยอมรับของชุมชน

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน ยังได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคอาเซียนประเภท On-Grid และรางวัลชนะเลิศโครงการดีเด่นด้านพลังงานใหม่และหมุนเวียนของประเทศไทย ประเภท On-Grid ซึ่งจัดโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ในปี 2547

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ยังมอบรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศ "ระดับเพชร" เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน

การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีนที่ผ่านมา เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่ากระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าร้อยเอ็ดกรีน มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง กล่าวคือ การผลิตไฟฟ้าโดยใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมของจังหวัดร้อยเอ็ดด้วยระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง เนื่องจากมีแหล่งผลิตไฟฟ้าอยู่ใกล้กับผู้ใช้ รวมทั้งช่วยลดความสูญเสียรวมของระบบสายส่งของประเทศ

นอกจากนี้ ยังเกิดการสร้างงาน การกระจายรายได้ให้กับชุมชน ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยพึ่งพาวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น และในบางช่วงเวลายังเกิดการแย่งซื้อวัตถุดิบคือ แกลบ จนส่งผลให้ราคาแกลบขยับสูงขึ้น ส่งผลให้ทางโรงไฟฟ้า ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ยืดหยุ่นสามารถใช้เชื้อเพลิงผสมได้ ทั้ง แกลบ เหง้ามัน และเศษไม้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากแกลบในยุคนั้นเกิดขึ้นได้จริง นโยบายส่งเสริมการลงทุนของ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) ก็เป็นอีกส่วนสำคัญ โดยมีนโยบายให้การสนับสนุนการลงทุนในด้านพลังงานทดแทนสูง และจัดลำดับความสำคัญการส่งเสริมการลงทุนเป็นลำดับต้น ๆ ให้สิทธิประโยชน์การลงทุนสูง จูงใจให้เกิดการลงทุน โดยสนับสนุนยกเว้นภาษีเงินได้ 100% เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี และจ่ายในอัตรา 50% อีก 5 ปี ส่วนเครื่องจักรผลิตที่นำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ผลิตไฟฟ้า จะได้รับยกเว้นไม่เสียภาษีนำเข้า เนื่องจากเห็นว่าการใช้แกลบมาผลิตกระแสไฟฟ้า ถือเป็นพลังงานทดแทนที่สำคัญ ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง สร้างผลดีต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านพลังงานทางเลือกของรัฐบาล ที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ในภาวะวิกฤตน้ำมันราคาแพง

ด้วยเหตุนี้การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน จึงขยายการลงทุนเข้ามาในภาคอีสานจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนที่จูงใจแล้ว ยังมีความพร้อมด้านวัตถุดิบรองรับ จากศักยภาพของภาคอีสานที่เป็นฐานเกษตรแปรรูปขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งโรงสีข้าว โรงงานมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล เศษวัสดุที่เหลือจากการแปรรูปสินค้าเกษตร ล้วนนำใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ ส่งผลให้ภาคอีสานจะกลายเป็นศูนย์กลางลงทุน ด้านพลังงานทดแทนจากพืชในอนาคต

อ่านข่าวเพิ่มเติม:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...