ทริปเที่ยวเรือยอชต์โตต่อเนื่อง ยอดขายเรือมือสองพุ่ง
นักท่องเที่ยวไทยและเทศแห่สัมผัสประสบการณ์ล่องเรือยอชต์ในงาน “Ocean Marina Pattaya Boat Show 2019” ดันยอดขายโตต่อเนื่องทั้งแพ็คเกจทริปท่องเที่ยวสุดหรู และยอดขายเรือยอชต์
นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมงานและเรือยอช์ต์ไม่ต่ำกว่า 6,000 คนในปีนี้ ส่วนยอดนักท่องเที่ยวเรือยอช์ตแบบทริปรายวัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความหรูหรา luxury มากยิ่งขึ้น และแต่ละปีน่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สก็อต ฟินสเตน ผู้จัดการท่าเรือ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ กล่าว
กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ล่องเรือแบบทริปรายวัน มียอดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวัน อยู่ที่ 2,500 บาท ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเช่าแบบเหมาลำเพื่อความเป็นส่วนตัวมากขึ้น จะมียอดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 10,000 บาท
ผู้บริหารของ บริษัท เอ็มจีซี มารีน (เอเชีย) ผู้นำเข้าเรือยอชต์แบรนด์ Azimut บอกว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่นำเข้าแบรนด์นี้เข้ามาในประเทศไทย ทางบริษัทได้จำหน่ายเรือยอชต์และให้บริการต่างๆ อย่างครบวงจร จำนวน 12 ลำ แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้า จากจีน-ฮ่องกง จำนวน 7 ลำญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ และไทย จำนวน 3 ลำ ลำที่ขายได้ราคาแพงที่สุด คือ 200 ล้านบาท
ปีนี้ทาง Azimut สามารถขายเรือยอชต์ไปได้แล้วจำนวน 3 ลำ
ส่วนแบรนด์ Simpson Marine เปิดให้บริการเช่าเรือในหลากหลายรูปแบบ 60% จำหน่ายเรือยอชต์ 20% และบริการซ่อมแซมดูแลรักษา 20% โดยกลุ่มลูกค้าหลัก คือ ยุโรป 60% จีน 30% และไทย10% ตามลำดับ
นอกจากนี้บริษัทยังรับฝากขายเรือยอชต์มือสองสภาพดีจากหลายแบรนด์อีกด้วยเรือยอชต์มือสองที่นิยมซื้อขายในท้องตลาดจะต้องมีสภาพดี เสมือนใหม่ ใช้งานไม่เกิน 2-3 ปี และหากเทียบดูยอดขายของเรือยอชต์มือสองในปีนี้ สามารถขายไปแล้วจำนวน 20 ลำ ถือเป็นจำนวนที่น้อยกว่าปีก่อนที่ขายได้ 40 ลำ ซึ่งสัดส่วนรายได้และราคาของปีนี้เทียบกับปีก่อนนั้น จะเห็นได้ว่า กลุ่มลูกค้าหันมาซื้อเรือยอชต์มือสองด้วยการเลือกฟังก์ชั่นและราคาให้สูงขึ้นไปจากเดิมเพื่อทดแทนการซื้อเรือยอชต์ของใหม่ที่มีราคาแพงกว่า
เหล่าผู้ประกอบการต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะชะลอตัวลงจนมีผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วไป แต่สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูงอาจจะไม่มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายเท่าไรนัก เพราะกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ยังคงชื่นชอบความหรูหรา ความแตกต่างจากสินค้าและบริการของแบรนด์ดังๆ แต่ทั้งนี้ ก็อาจจะมีผลบ้างต่อการตัดสินใจที่อาจทำให้กลุ่มลูกค้าระดับ High-End ควักเงินในกระเป๋าซื้อของช้าลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา