โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

13 ธันวาคม 2520 สนามหลวง สนามสารพัดกิจกรรมของคนกทม. ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ธ.ค. 2568 เวลา 00.12 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2568 เวลา 23.47 น.
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณ วังหน้า สนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาพจาก กรุงเทพฯ 2489-2539 กรมศิลปากร 2539)

13 ธันวาคม 2520 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน “สนามหลวง”

“สนามหลวง” สนามขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่ 74 ไร่ 63 วา เป็น “โบราณสถาน” ในราชกิจจานุเบกษา

หากย้อนกลับไปสนามใหญ่แห่งนี้คือสถานที่จัดกิจกรรมหลวง และราษฎร ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทาง ซึ่งบางอย่างก็คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นสนามแห่งนี้

สนามหลวง มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยตั้งอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นบริเวณที่โล่งจัดให้มีขึ้นอย่างสนามหน้าจักรวรรดิของพระนครศรีอยุธยา ใช้เป็นที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูง คนทั่วไปจึงเรียกว่า “ทุ่งพระเมรุ” ถ้าไม่มีงานพระเมรุก็ปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่าราวหนองบึง

ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 ไทยกับญวนมีเรื่องวิวาทกันเกี่ยวกับดินแดนเขมร จึงโปรดฯ ให้มีการทำนาที่ท้องสนามหลวง เพื่อที่จะให้ญวนเห็นว่าไทยเป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีเสบียงอาหารพร้อม ที่จะทำสงครามกับญวนได้เต็มที่ เพราะแม้แต่ข้างพระบรมมหาราชวังก็มีการทำนากัน

เมื่อมีการทำนาที่ท้องสนามหลวงดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้สร้างพลับพลาที่ประทับสำหรับทอดพระเนตรการทำนาที่ท้องสนามหลวงทางด้านทิศตะวันตกใกล้พระบรมมหาราชวัง แต่พลับพลาดังกล่าวเมื่อแรกสร้างจะเป็นไม้ หรือก่ออิฐถือปูนอย่างไรก็ไม่ปรากฏชัด

ในรัชกาลที่ 4 ก็ยังใช้สนามหลวงเป็นที่ทำนาหลวงเหมือนอย่างในรัชกาลที่ 3 ตามเดิม แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรังเกียจที่ราษฎรเรียกสนามหลวงว่า “ทุ่งพระเมรุ” พระองค์จึงโปรดให้มีประกาศเรียกว่า “ท้องสนามหลวง” ตามประกาศ ดังนี้

“ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้นให้เรียกว่า ท้องสนามหลวงถ้าผู้ที่ยังมิได้รู้หมายประกาศนี้ หรือได้รู้แล้ว แต่หลงลืมไป ยังเรียกว่าทุ่งพระเมรุอยู่ตามเคยเรียกมาแต่ก่อน ถ้ากรมพระตำรวจหรือกรมพระนครบาลผู้หนึ่งผู้ใดจับกุมผู้ที่เรียกพลั้งเรียกผิดนั้นมาปรับไหมเอาเงินทอง ก็ให้ผู้ต้องจับนั้นมาร้องฟ้องตามกระทรวง ถ้าชำระได้ความจริงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ไหมผู้จับทวีคูณให้แก่ผู้ต้องจับนั้น”

ในรัชกาลที่ 3 นี้ที่ปรากฏว่าพลับพลาทอดพระเนตรการทำนาที่ท้องสนามหลวงมีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีหอพระสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปในพระราชพิธีพืชมงคล มีหอสำหรับดักลม มีโรงละคร สำหรับเล่นบวงสรวง และบนกำแพงแก้วมีพลับพลาโถงสำหรับทอดพระเนตรในการทำนา ส่วนนอกกำแพงแก้วมียุ้งฉางไว้สำหรับใส่ข้าวหลวงที่ได้จากการปลูกข้าวเรียงเป็นลำดับ

อย่างไรก็ตาม สนามหลวงในอดีตไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าปัจจุบัน

ก่อนรัชกาลที่ 5 พื้นที่ของสนามหลวง คือ ทางด้านเหนือมีเพียงแค่ถนนพระจันทร์ (ถนนผ่ากลางท้องสนามหลวงในเวลานี้) ส่วนเหนือขึ้นไปเป็นพระราชวังบวร ครั้นถึงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้รื้อกำแพงป้อมปราการของวังหน้าทางด้านทิศตะวันออกที่ไม่สำคัญลง คงไว้แต่ที่สำคัญๆ ท้องสนามหลวงจึงได้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเท่าตัว และโปรดฯ ให้ปลูกต้นมะขามไว้รอบท้องสนามหลวงเพื่อให้เกิดความร่มรื่นเหมือนอย่างถนนในต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตรมา

นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยัง โปรดฯ ให้รื้อพลับพลาสำหรับทำพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ในท้องสนามหลวงด้วย ทั้งนี้เพราะหมดความจำเป็นที่จะทำนาเหมือนอย่างในรัชกาลก่อนๆ เสียแล้ว

เมื่อคราวฉลองพระนครครบรอบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 ในรัชกาลที่ 5 ก็ได้ใช้ท้องสนามหลวงเป็นที่ตั้งกระบวนแห่พยุหยาตราอย่างใหญ่ มีทั้งกระบวนช้าง กระบวนม้า และกระบวนเท้า ส่วนรอบท้องสนามหลวงก็ปลูกโรงไทยทาน สำหรับเลี้ยงพระ เลี้ยงไพร่ตลอดงาน รวมทั้งใช้จัด “นาเชอนนัล เอกซฮิบิเชน” คือการแสดงสินค้าที่ผลิตได้ในเมืองไทยให้ราษฎรได้ชมเป็นเวลาถึง 3 เดือนอีกด้วย

หลังที่การเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสยุโรปครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2440 ก็ได้มีพวกข้าราชการ ฯลฯ มาเฝ้าถวายความจงรักภักดี เป็นการต้อนรับเสด็จฯ ณ บริเวณท้องสนามหลวงเป็นหลายครั้ง คือพวกนักเรียนในกรุงเทพฯ เฝ้าเมื่อวันที่ 11 มกราคม ข้าราชการจีนและพ่อค้าจีนเฝ้าเมื่อวันที่ 19 มกราคม ข้าราชการในพระองค์ เฝ้าเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พวกสตรีสโมสรเฝ้าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ และสมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จำพวกนอกพระบรมมหาราชวังเฝ้าเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นต้น

อนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2446 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 50 พรรษา พระองค์ก็ได้ทรงจัดให้มีพระราชกุศลนักขัตฤกษ์เนื่องในการเฉลิมพระชนมพรรษา ณ บริเวณท้องสนามหลวงด้วยส่วนหนึ่ง โดยพระองค์และมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ พลับพลา ให้ประชาชนทั้งผู้ใหญ่และเด็กเข้าเฝ้าถวายพระพร เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน

สนามหลวงได้เป็นสนามเล่นว่าวยอดนิยมมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 แล้วด้วย จนต้องออกประกาศเตือนให้คนเล่นว่าวระวังสายป่าน ซึ่งประกาศเมื่อวันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 2 ค่ำ ปีเถาะสัปตศก จุลศักราช 1217 ใจความว่า

“พระยาเพ็ชปาณีรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ให้นายอำเภอป่าวร้องประกาศข้าราชการ แลราษฎรที่เปนนักเลงเล่นว่าว เอาว่าวขึ้นก็ให้เล่นแต่ตามท้องสนามแถบที่ว่างเปล่า ไม่ห้ามปรามดอกให้เล่นเถิด แต่อย่าให้สายป่านว่าวไปถูกเกี่ยวข้องพระมหาปราสาท พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ช่อฟ้า ใประกา พระมหาสมณเทียร พระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง พระบรมมหาราชวัง แลช่อฟ้าใบระกา วัดวาอารามให้หักพังได้ ถ้าผู้ใดชักวาวไม่ระวังให้สายป่านพาดไปถูกต้องของหลวงแลวัดวาอารามให้หักพังยับเยินสืบไป จะเอาตัวเจ้าของว่าวเป็นโทษตามรับสั่ง”

นอกจากกีฬาว่าวแล้ว ในอดีตสนามหลวงยังเคยเป็นสนามแข่งม้าและสนามกอล์ฟมาแล้วเช่นกัน

การแข่งขันม้า ข้าราชการต่างๆ ชาวสโมสรน้ำเค็ม (คือสโมสรเจ้านาย ข้าราชการ และผู้ที่เคยไปศึกษาหรือเคยเดินทางไปต่างประเทศมาแล้ว) ต้องการจัดงานฉลองน้อมเกล้าฯ ถวายแสดงความจงรักภักดีต่างๆ ณ วโรกาสเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสยุโรป ที่ประชุมลงความเห็นว่า ให้จัดการแข่งม้าถวายทอดพระเนตร โดยใช้สนามหลวงเป็นสนามแข่งม้าชั่วคราว

ส่วนการเล่นกอล์ฟนั้นก็เริ่มต้นที่ท้องสนามหลวงเหมือนกัน เพราะสมัยนั้นมีสนามขนาดใหญ่อยู่ใกล้กันเพียง 3 สนามเท่านั้นคือ สนามหลวง สนามสถิตย์ยุติธรรม และสนามไชย เจ้าพระยามหินทร์เล่าว่าพวกข้าราชการที่เป็นชาวต่างประเทศที่ชอบเล่นกอล์ฟ ได้อาศัยสนามทั้ง 3 นี้รวมกันทำเป็นสนามกอล์ฟเล่นได้ 9 หลุมพอดี

ส่วนในเรื่องการพระเมรุนั้น สนามหลวงได้ใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ มาทุกรัชกาล (ยกเว้นรัชกาลที่ 7 เพราะพระองค์เสด็จสวรรคตที่ประเทศอังกฤษ)

สมัยรัชกาลที่ 9 มีการใช้พื้นที่สนามหลวงเป็น “ตลาดนัด” ตลาดนัดสนามหลวงเกิดขึ้นในปี 2491 สินค้าที่ขายระยะแรกเป็นพืชสวน พืชไร่ ของเกษตรกร เมื่อค้าขายนานเข้าก็สินค้าที่หลากหลายขึ้น โดยขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ จนเมื่อปี 2521 รัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องการใช้สนามหลวงเป็นสถานที่งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงมอบที่ดินย่านพหลโยธินบริเวณสวนจตุจักรด้านใต้แก่กรุงเทพมหานครเพื่อใช้ในกิจการสาธารณะประโยชน์ กรุงเทพมหานครจึงปรับพื้นที่เพื่อให้ผู้ค้าจากสนามหลวงมาอยู่ที่ “ตลาดนัดสวนจตุจักร” ในปี 2525

สุดท้ายสนามหลวงเคยมีชีวิตและวิญญาณทางการเมืองสมัยใหม่ เริ่มจากเป็นสถานที่ไฮด์ปาร์กแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เป็นแหล่งชุมนุมหาเสียงทางการเมือง เป็นที่ชุมนุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ยุค 14 ตุลาคม 2516 ท้ายที่สุดยังเป็นศูนย์การ ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อ 6 ตุลาคม 2519

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน?, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2548

ผศ.ทรงสิริ วิชิรานนท์. “พัฒนาการตลาดนัด”,วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร ปีที่ 7 เล่มที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2556

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 ธันวาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 13 ธันวาคม 2520 สนามหลวง สนามสารพัดกิจกรรมของคนกทม. ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...