โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธนาคารปูม้า "คืนปูม้าสู่ทะเลไทย"

อีจัน

อัพเดต 20 ก.ย 2562 เวลา 03.49 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2562 เวลา 14.20 น. • อีจัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจุบันปริมาณส&#363…

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจุบันปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มลดลง อันเป็นผลมาจากการทำประมง พร้อมยังนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเครื่องประมงให้ สามารถจับสัตว์น้ำในปริมาณที่มาก อีกทั้งยังเผชิญกับภาวะการผันแปรของภูมิอากาศ
ปูม้า คือหนึ่งสัตว์น้ำที่ประสบปัญหานี้ บางตัวยังไม่ทันโต ขนาดกระดองไม่ถึงฝ่ามือก็ถูกจับไปขายเสียแล้ว

จากสถานการณ์นี้จึงทำให้เกิดการตื่นตัวในการฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำมากขึ้น โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการทำธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ไปสู่ชุมชน อื่นๆ อย่างรวดเร็วในชุมชนชายฝั่ง จำนวน 500 ชุมชน ในระยะเวลา 2 ปี โดยมอบหมายหน่วยงานบูรณาการหลักและหน่วยงานต่างๆ ร่วมดำเนินการ ดังนี้

  1. ให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานบูรณาการการขยายผลการพัฒนาธนาคารปูม้า โดยนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่ พร้อมทั้ง ให้มีการทำวิจัยเพิ่มเติม
  2. กรมประมง ออกแบบ/กำหนดวิธีการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปูม้าโดยชุมชนมีส่วนร่วม มีมาตรการส่งเสริมการฝากแม่ปูม้าไข่นอกกระดองกับธนาคาร ปูม้าและการส่งเสริมให้ปูม้าไทยสู่ตลาดโลกโดยผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานสากล
  3. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เห็นชอบพื้นที่ที่จะใช้มาตรการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
  4. ธนาคารออมสิน สนับสนุนเงินทุน (สินเชื่อ) ให้ชุมชนเพื่อเป็นทุนในการจัดระบบธนาคารปูม้า การสนับสนุนโรงเรือนและเซลล์แสงอาทิตย์ และเงินทุนหมุนเวียนการดำเนิน การ
  5. บริษัทไปรษณีย์ไทย บริการนำปูม้าจากชุมชนที่มีธนาคารปูม้าไปเป็นสินค้าแนะนำที่สามารถซื้อขายได้
  6. บริษัทประชารัฐรักสามัคคีในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ช่วยสนับสนุนด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์
  7. กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศทั้งในช่องทางปกติและช่องทางออนไลน์

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์และคาดหวังว่าจะเกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ คือ
- ประโยชน์ต่อทรัพยากรทางทะเล

เกิดการเพิ่มปริมาณจำนวนปูม้า หลังลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยจับได้ปีละ 40,000 ตัน เหลือเพียง 20,000 ตัน ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ซึ่งเห็นได้จากสถิติผล ผลิตปูม้าในน่านน้ำไทย ซึ่งสำรวจโดยกรมประมง ที่พบว่า ในปี พ.ศ. 2541 มีการจับปูม้าได้ 46,678 ตัน และลดลงเหลือ 23,890 ตัน ในปี พ.ศ. 2557

- ประโยชน์ต่อชาวประมง

เกิดการทำอาชีพประมงปูม้าอย่างยั่งยืน ลดปัญหาการว่างงาน หรือการย้ายถิ่นฐาน/อาชีพ เกิดการเพิ่มรายได้ และคุณภาพชีวิต เกิดความเข้มแข็งของชุมชน

ทั้งนี้ ปูม้า 1 ตัว จะผลิตไข่ได้ประมาณ 1 ล้านฟอง และฟักไข่ให้ลูกปูกว่า 500,000 ตัว (50%) จากนั้นเมื่อนำกลับไปปล่อยคืนสู่ทะเล จาก 1,000 ตัว จะมีอัตราการรอดของ ลูกปูม้าเพียง 1 ตัว หรืออีกนัยหนึ่งคือ ลูกปูม้าที่ได้จากแม่ปูม้า 1 ตัว จะมีอัตรารอดเท่ากับ 500 ตัว ดังนั้น ถ้าเพิ่มประชากรปูม้า จาก 500 ตัว เป็น 1,000 ตัว หากชาวประมง จับปูม้าได้ประมาณ 100 กิโลกรัมๆ ละ 400 บาท จะมีรายได้ 40,000 บาท ซึ่งหมายความว่า แม่ปู 1 ตัว มีค่าเท่ากับทองคำหนัก 2 บาท และถ้าทำได้ 100 ตัวต่อเดือน จะมีเงิน เกือบ 4 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้

- ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ/อุตสาหกรรมการส่งออก

มีจำนวนปูม้าที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เกิดรายได้จากการส่งออก และลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าปูม้า

ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา วช. ร่วมกับ กรมประมง และหน่วยงานความร่วมมือ ได้ร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานในภาพรวมของประเทศ ถอดบทเรียนและเผยแพร่คู่มือการ จัดทำธนาคารปูม้าในรูปแบบต่างๆ ให้นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมกับบริบทและสภาวะชุมชนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งได้รวบรวมงานวิจัยและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมา สังเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรอดของลูกปูม้าหลังการปล่อยสู่ธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เพิ่มอัตราการรอดและบริหารจัดการทรัพยากรปูม้าได้ดียิ่งขึ้น
โดยจัดให้มีกิจกรรมการเปิดตัวโครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อคืนปูม้าสู่ทะเลไทย และรณรงค์การปลูกหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปูม้า เมื่อในวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 ณ จังหวัดตรัง จากนั้นได้จัดการประชุมที่ส่งผลให้เกิดความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ตามมติคณะ รัฐมนตรี อย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างหน่วยงานระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันวิจัย และชาวประมงบริเวณพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนล่าง ภาคใต้ ตอนบน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ถึงวงจรชีวิต แนวทางการเพิ่มผลผลิต และเทคนิคในการจัดทำธนาคารที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นของชาวประมงในการกำหนดแนวทางการเพิ่มผลผลิตและฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า จำนวน 4 ครั้ง ในจังหวัดตรัง จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และประจวบ คีรีขันธ์ ส่วนกระบวนการขยายผลองค์ความรู้ในพื้นที่สำหรับการดำเนินการขยายผลองค์ความรู้เพื่อพัฒนา/สร้างธนาคารปูม้าในระดับพื้นที่นั้น หน่วยงานวิจัยและสถาบันการ ศึกษาในระดับพื้นที่ จะดำเนินการจัดการองค์ความรู้ ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วม โดยเริ่มตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การรับฟังความต้องการ การสร้างการรับรู้ การสร้างการรวมกลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่ม ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลการวิจัยและเทคโนโลยี ตลอดจนการสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานแตก ต่างกันตามบริบทของพื้นที่ จากเป้าหมาย 500 ชุมชน ได้มีการขยายผลธนาคารปูม้าไปแล้ว จำนวน 380 แห่ง ครอบคลุมในพื้นที่ชุมชนชายฝั่ง 20 จังหวัด ของประเทศไทย และอยู่ระหว่างเตรียมการขยายผลเพิ่มอีกจำนวน 94 แห่ง
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มทยอยจัดตั้งธนาคารเมื่อเดือนกันยายน 2561 เป็นต้นมา ธนาคารปูม้าเริ่มมีผลผลิตที่สามารถปล่อยกลับสู่ทะเลเป็นส่วนใหญ่ได้ในเดือนธันวาคม ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลจับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ถึงเมษายน 2562 ของกรมประมง พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ปริมาณปูม้าที่จับได้ในธรรมชาติมีปริมาณสูงขึ้น คาดว่าปูม้าที่เริ่มปล่อยจะมีขนาดที่สามารถจับได้ด้วยเครื่องมือชนิดต่าง ๆ ในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป เนื่องจากปูม้าจะมีอายุประมาณตั้งแต่ 120 วัน และมีขนาดความกว้างกระดองต่ำสุดประมาณ 7.5 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดปูม้าที่สามารถจับมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว
โดยผลการจับปูม้าในเดือนเมษายนซึ่งคาดว่าเป็นเดือนที่ปูม้าที่มาจากการปล่อยจากธนาคารปูม้าถูกจับได้และนำมาใช้ประโยชน์แล้ว มีปริมาณการจับ 2,183 ตัน ซึ่งมากกว่าเดือนเมษายน 2561 ถึง 276 ตัน หรือเท่ากับ 276,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 55,200,000 บาท หากราคาขาย 200 บาท/กิโลกรัม นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีของจำนวนผลผลิตปูม้าที่เพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มจำนวนผลผลิตปูม้าในปีที่ผ่านๆ มาที่มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ปริมาณปูม้าที่ไม่ได้บันทึกเข้าระบบคือปริมาณแม่ปูที่นำมารวบรวมเข้าธนาคารปูม้า ซึ่งจากรายงานที่ได้รับแจ้งจากทุกธนาคารปูม้าชุมชนในเดือนมิถุนายน 2562 พบว่ามีจำนวน 113,000 ตัว โดยเมื่อคิดที่ขนาดเฉลี่ยที่ 4 ตัว/กิโลกรัม จะมีน้ำหนักประมาณ 28,250 กิโลกรัม หากราคาขายอยู่ที่ 300 บาท/กิโลกรัม จะมีมูลค่า 8,475,000 บาท เมื่อรวมกับปริมาณปูม้าที่จับได้เพิ่มขึ้น จึงมีมูลค่าปูม้าที่เพิ่มขึ้นจากการคำนวณเบื้องต้นจะมีมูลค่า 63,675,000 บาท ซึ่งจะได้ติดตามและ ประเมินผลปูม้าจากเครื่องมือต่าง ๆ ต่อไป
จากข้อมูลเชิงประจักษ์ในทุกพื้นที่ดำเนินงาน พบว่า ชาวประมงพื้นบ้านให้ความร่วมมือและพร้อมใจต่อการดำเนินกิจกรรมนี้เป็นอย่างดี โดยมีการเรียนรู้และตระหนักถึงความจำเป็นและประโยชน์ของการอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าเพื่อรักษาระดับการทำประมงปูม้าของชาวประมงชายฝั่งให้เพียงพอแก่การประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนได้เข้ามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็ง

จากการสอบถามชาวประมง ในพื้นที่ธนาคารปูม้าที่ วช. เข้าไปขยายผล พบว่า ภายหลังดำเนินกิจกรรมธนาคารปูม้าชาวประมงจับปูม้าได้เพิ่มมากขึ้น และเมื่อเดินสำรวจบริเวณใกล้เคียงพบลูกปูม้าวัยอ่อน บริเวณชายหาดและป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังตัวอย่างความสำเร็จในแต่ละชุมชน ดังนี้

  1. เครือข่ายธนาคารปูม้า 7 กลุ่ม อ.ปะทิว จ.ชุมพร โดย มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์
    เกิดการรวมกลุ่มของผู้ทำธนาคารปูม้าชุมชน ใน อ.ปะทิว จ.ชุมพร เป็นเครือข่ายธนาคารปูม้า 7 กลุ่มร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มี ศักยภาพและพร้อมที่จะทำงานเพื่อชุมชนอย่างเข้มแข็ง เป็นต้นแบบของการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนและบูรณาการการพัฒนาในด้านต่างๆ โดยมีธนาคารปูม้าเป็นฐานส่งต่อการ พัฒนา
    เกิดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในชุมชนเชิงอนุรักษ์ ทั้งกิจกรรมร่องเรือเที่ยวเกาะ ดำน้ำดูประการัง และร่องเรือปล่อยปู เป็นจุดศึกษาดูงานที่มีผู้สนใจมาเยี่ยมชมจำนวนมาก โดยวิทยากรผู้ดูแลธนาคารปูม้าชุมชน เป็นกลุ่มที่ชาวบ้านสนใจศึกษาการอนุบาลลูกปูม้าจนสามารถเลี้ยงได้ถึงระยะ crab
  2. เครือข่ายธนาคารปูม้าปากน้ำชุมพร จ.ชุมพร โดย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร
    เกิดการกระตุ้นกระแสการอนุรักษ์และการร่วมกลุ่มของชาวประมงในชุมชนที่ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากร จากปัญหาทรัพยากรที่ลดน้อยถอยลง
    มีกลุ่มเยาวชน หนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่ใจในด้านการอนุรักษ์มาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารปูม้าชุมชน
    เกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาทำกิจกรรมล่องเรือปล่อยปูทุกวัน ชาวประมงที่ร่วมกลุ่มได้ประโยชน์จากปริมาณปูที่มีเพิ่มมากขึ้น และขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว ธนาคารปูม้ามีรายได้จากกิจกรรมร่องเรือปล่อยปู และเงินบริจาค เป็นค่าใช้ จ่ายในธนาคาร
  3. ธนาคารปูม้าเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เป็นศูนย์การเรียนรู้ ควบคู่กับการวิจัย ซึ่งก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เรื่องการพัฒนาคุณภาพแม่พันธุ์ให้สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้จำนวนมากกว่า 3 ครั้ง เป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากแม่ปู
    เป็นศูนย์เรียนรู้ ที่มีศักยภาพเป็นจุดถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ที่สนใจอย่างต่อเนื่อง และเป็นจุดปล่อยคืนลูกปูม้าสู่ทะเลไทยในพื้นที่เกาะสีชังและใกล้เคียงเพื่อความอุดม สมบูรณ์ไปแล้วจำนวนมาก
    ก่อให้เกิดนโยบายระดับท้องถิ่น เรื่องการขยายแนวเขตอนุรักษ์ ป้องกันการรุกล้ำเข้าทำประมง
    เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (บริษัท ปตท. แทงก์ เทอร์นมินัล จำกัด) ในการนำต้นแบบศูนย์เรียนรู้ฯ ไปขยายผล
  4. ธนาคารปูม้าบ้านสะพานหิน จังหวัดตราด โดย ม.ราชภัฎรำไพพรรณี
    เป็นธนาคารปูม้าที่เกิดจากการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชน โดยปัจจุบันนอกจากสมาชิกจะนำแม่ปูม้ามาฝากเพื่อเพาะขยายพันธุ์และอนุบาลลูกปูม้าที่ธนาคารแล้ว ยังเกิดรูป แบบของการทำธนาคารปูม้าระดับครัวเรือนในบ้านของสมาชิกชุมชน มากกว่า 30 ครัวเรือน
    5.เครือข่ายธนาคารปูม้า จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  5. มีชุมชนที่ร่วมเป็นเครือข่ายจัดทำธนาคารปูม้า จำนวน57 ชุมชน และเป็นศูนย์เรียนรู้ จำนวน 3 ชุมชน
  6. เครือข่ายมีความเข้มแข็งและร่วมกันดำเนินการให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการธนาคารปูม้าให้มีการดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
  7. มีแพรับซื้อปูเข้าร่วมเป็นเครือข่ายจัดทำธนาคารปูม้าจำนวนมาก ทำให้เห็นผลจำนวนแม่ปูไข่นอกกระดองที่เข้าสู่ธนาคารมีจำนวนมาก
  8. คนในชุมชนมีความเข้าใจและมีจิตสำนึกในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งไม่เฉพาะแต่ปูม้า อาทิ ปลาหมึก เป็นต้น
  9. เป็นจุดศึกษาดูงานโดยมีวิทยากรชุมชนคอยให้ความรู้
  10. เกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาทำกิจกรรมปล่อยปู ชมระบบนิเวศน์

6.เครือข่ายธนาคารปูม้า จ.ตรัง และกระบี่ โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
ความโดดเด่น

  1. มีชุมชนที่ร่วมเป็นเครือข่ายจัดทำธนาคารปูม้า จำนวน 30 ชุมชน และเป็นศูนย์เรียนรู้ จำนวน 2 ชุมชน
  2. พื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการจัดตั้งธนาคารปูม้า ส่วนใหญ่มีแหล่งหญ้าทะเลสำหรับให้ลูกปูได้หลบซ่อนตัว
  3. มีการจัดกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากธนาคารเอง และจากนักท่องเที่ยว เยาวชนที่ไปร่วมทำกิจกรรม
  4. ชาวบ้านในพื้นที่มีอาชีพ โดยที่ไม่ต้องไปอยู่ที่อื่น เช่น อาชีพแกะเนื้อปู (กิโลกรัมละ 30 บาท) ทำลอบปู ซ่อมอวน มัดปู เป็นต้น
  5. เป็นจุดศึกษาดูงานโดยมีวิทยากรชุมชนคอยให้ความรู้
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...