โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘หวานน้อย’ หวานแค่ไหน ในเมื่อความหวานของเราไม่เท่ากัน

becommon.co

อัพเดต 17 ก.ย 2562 เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2562 เวลา 07.40 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

“เดี๋ยวนี้ลูกค้าไม่ค่อยทานหวาน ประหยัดต้นทุนค่าน้ำตาลไปได้เยอะ” เจ้าของร้านขนมหวานในเมืองเชียงใหม่เล่าเจือเสียงหัวเราะ 

จากการคลุกคลีในแวดวงขนมอบและเบเกอร์รีมาสักระยะ เราพอทราบมาบ้างว่าผู้บริโภคสมัยนี้ไม่นิยมรสหวานจัด ไม่ใช่เพียงแค่สังเกต ไม่ใช่เพียงแค่ในเชียงใหม่ และไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทย เพราะเมื่อปี 2018 มีการสำรวจว่าชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 77 หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ด้วยการ ‘หลีกเลี่ยงน้ำตาล’ พวกเขามักพ่วงคำว่า ‘หวานน้อย’แทบทุกครั้งในการสั่งอาหารและเครื่องดื่ม (สถิติจาก The International Food Information Council)

เมื่อเทรนด์ ‘หวานน้อย’ เกิดขึ้น ยิ่งเผยให้เห็นช่องโหว่กวนใจระหว่างคนปรุงกับคนทาน ไม่ว่าจะสั่งอาหารจานโปรด หรือเครื่องดื่มแก้วใหญ่เบิ้ม ก็เหมือนพาตัวเองไปอยู่ในรายการเกมวัดดวง เพราะการสั่งหวานน้อยแล้วได้หวานมากชวนให้ลุ้นอยู่เสมอว่าชาเขียวแก้วในมือจะหวานน้อยอย่างที่คิดหรือเปล่า

 

แล้วเราจะวัดค่า ‘ความหวาน’ ได้อย่างไร 

ซูโครสหรือน้ำตาลทราย เป็นมาตรฐานความหวานทั้งปวงบนโลกใบนี้ นักวิทยาศาสตร์ให้ค่าความหวาน (sweet value) ของซูโครสเท่ากับ 100 และหาค่าความหวานของน้ำตาลกับสารให้ความหวานชนิดอื่นได้ด้วยการนำมาเทียบกับซูโครส แต่จะนิยามว่าเป็นการวัดค่าก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะถือเป็นการเปรียบเทียบเสียมากกว่า

ถ้าน้ำตาลทรายแดงในกระปุกแก้วบนชั้นวางของในห้องครัวมีค่า 97 แล้วเมเปิลไซรัปที่ราดบนแพนเค้กมีค่า 60 หมายความว่าเมเปิลไซรัปหวานน้อยกว่าน้ำตาลทรายแดง แถมน้ำตาลบางชนิดมีค่าน้อยกว่าซูโครส อย่างบรรดาน้ำตาลสำหรับปรุงอาหารในครัวเรือน แต่มีบางชนิดที่หวานมากกว่าถึง 2 เท่าเหมือนกันนะ

แอสพาร์เทมที่อยู่ในน้ำอัดลม (แบบ no sugar) ไง!

 

‘หวานน้อย’ ต้องน้อยแค่ไหน 

‘รสหวาน’ เกิดขึ้นเมื่อน้ำตาลสัมผัสกับปุ่มรับรสหลายร้อยเซลล์บนลิ้นของเรา ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีบางอย่าง จากนั้นส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนกลางที่ตอบสนองต่อความหวาน ทำให้เรารู้สึกได้ว่ารสที่เพิ่งได้รับคือ ‘รสหวาน’

โดยปกติปุ่มรับรสของมนุษย์มีความเที่ยงตรง ทำให้เรารับรู้รสหวานได้คล้ายคลึงกัน แม้จะเผลอดื่มน้ำร้อนจนลิ้นพองและรับรสไม่ได้ แต่ผ่านไปสักหนึ่งอาทิตย์ร่างกายก็สร้างเซลล์ใหม่ และเราจะกลับมากินชาไข่มุกได้รสหวานเจี๊ยบเหมือนเดิม

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าจุดที่มนุษย์สัมผัสความหวานได้ คือระดับ ‘สารละลายซูโครส 1-2%’ หมายความว่า ถ้าน้ำตาลเจือจางไปมากกว่านี้ เราจะไม่รู้สึกถึงรสหวานแล้ว ดังนั้น ‘หวานน้อย’ ที่พวกเราเฝ้าตามหามาตลอด จะมีรสชาติคล้ายคลึงกับน้ำตาล 1% ที่ละลายในน้ำเปล่านั่นเอง

 

ความหวานของเราไม่เท่ากัน

Sweet Tooth เป็นชื่อเรียกคนที่ชื่นชอบรสหวาน มีงานวิจัยว่ากลุ่มคนเหล่านี้หลั่งฮอร์โมน FGF21 ออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนั้นเป็นเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่พร้อมไขข้อสงสัยว่า ทำไมความหวานของเราไม่เท่ากัน

 

‘ความหวาน’ คงเปรียบได้กับภาพวาดที่สวยงามตามสัดส่วนและองค์ประกอบ
‘ความรู้สึกหวาน’ คงเปรียบได้กับความรู้สึกของแต่ละคนที่ได้มองภาพนั้น
ไม่ใช่ทุกคนที่จะบอกว่าสวย ไม่ใช่ทุกคนที่จะบอกว่าหวาน แม้ว่ามนุษย์จะได้รับรสหวานปริมาณเท่ากัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนพอใจในระดับความหวานนั้น ถึงจะลิ้มรสชาติน้ำตาลในปริมาณเท่ากัน แต่หวานมาก หวานน้อยกลับขึ้นอยู่กับความชอบและฮอร์โมนในร่างกาย 

แล้ว ‘หวานน้อย’ ของคุณล่ะ หวานแค่ไหน ?

อ้างอิง : 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...