โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

วิธีเก็บเงินอย่างไรให้ได้ 1,000,000 บาทแรก

เด็กการเงิน DekFinance

อัพเดต 06 มิ.ย. 2564 เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 10.22 น.

เราคงเคยได้ยินกันมาแล้ว ว่าล้านแรกนั้นยากที่สุด เพราะอะไร? เพราะมุมมองต่อเงินเรานั่นเอง หากสามารถเก็บได้ถึง 1 ล้าน นั่นหมายความว่าได้ก้าวข้ามผ่านมุมมองต่อเงินมาระดับหนึ่งแล้ว มีความคิดที่จะเก็บเงินแบบจริงจัง มันอาจจะยากมากสำหรับใครหลายคน หรือมันอาจจะง่ายสำหรับบางคน ขึ้นอยู่กับรายได้และสภาพแวดล้อมต่างๆ แต่สิ่งที่คนมี 1 ล้านมีเหมือนกันคือ เก็บเงิน!! หากหามาได้เยอะแต่ไม่เก็บเลย มันก็คงมีไม่ถึง หรือมีเกือบถึงแต่ก็หมดไปแบบรวดเร็ว

เราอ่านหนังสือกันมาหลายเล่ม หาวิธีเก็บเงินที่ดีที่สุด ดูเว็บต่างๆ กูรูต่างๆ พูดกันถึงเรื่องการออมเงิน แน่นอนว่ามันมีหลากหลายวิธีมากมายที่จะทำให้เราเก็บเงินหรือบริหารเงินได้แบบยั่งยืน

1. เราสามารถใช้เท่าที่ต้องใช้ก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่คือเก็บไว้ลงทุน

2. เรากันเงินเก็บออกก่อนเลย เหลือเท่าไหร่แล้วค่อยใช้

3. การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย

เราคงเห็นแล้วว่ามันมีหลายวิธีมาก แต่สุดท้ายแล้วการเก็บเงินที่ดีคือการเก็บเงินที่เรามีความสุขไปด้วย เรามักจะได้ยินคำพูดว่า อดปรี้ยวกินหวาน อดทนเก็บเงินตอนนี้จะได้สบายภายหน้า แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่เมื่อได้ยินคำนี้แล้วคงส่ายหัวว่าไม่เอาล่ะสบายตอนนี้ด้วยไม่ได้หรอ คำตอบคือ ได้ !! เราสามารถเก็บเงินไปด้วยและมีความสุขกับมันไปด้วย พูดง่ายๆ คือเราสามารถเก็บเงินส่วนหนึ่งขณะที่ยังมีเงินไปเที่ยวต่างประเทศได้ เพราะชีวิตคนเรานั้นสิ่งที่ต้องการคือความสุขและเวลา หากตอนนี้ยังพอมีเวลาและแข็งแรงก็ควรทำในสิ่งที่อยากทำ เรามาดูวิธีเก็บออมง่ายด้านล่างกันเลย

วิธีการเก็บเงินที่มีความน่าสนใจและคิดว่าสามารถทำได้ง่ายนั่นก็คือ วิธี 50-20-30 (หรือ 50-30-20)

มาจากหนังสือ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” โดยจะต้องแบ่งเงินทุกเดือนดังนี้

1. 50% ใช้กับสิ่งจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าน้ำมันรถ

2. 20% ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น ค่ามือถือเครื่องใหม่ ค่าทริปไปเที่ยวต่างประเทศ ค่าเสื้อผ้า Mid-year sale หรือสิ่งของที่อยากได้

3. 30% เก็บออม เงินที่เก็บไว้ลงทุนและออมไว้สำหรับเป้าหมายทางการเงิน ไม่ว่าจะเกษียณหรือซื้อสินทรัพย์

สูตรนี้ก็มีความยืดหยุ่นนะตามปัจจัยส่วนบุคคลเช่น เป้าหมายทางการเงิน อายุ รายรับ ร่ายจ่าย หนี้สิน แต่คิดว่าการแบ่งเงินแบบนี้น่าจะทำตามได้ไม่ยาก

คำถามต่อมาคือ หากไม่ใช้กฎ 50-30-20 แล้วเราควรเก็บเงินเท่าไหร่ดี?

การเก็บเงินขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน รวมถึงภาระและสภาพแวดล้อมอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้วทุกคนควรเก็บเงินอย่างน้อย 20% ของรายรับ หรืออาจจะสามารถเก็บได้สูงถึง 50% ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน ไม่มีสูตรสำเร็จว่าเราควรเก็บเงินกี่ % แบบเป๊ะ ๆ สิ่งที่สามารถทำได้คือเก็บเงินพอประมาณในสัดส่วนที่เรายังมีความสุขและสามารถทำได้แบบยั่งยืนไม่กดดันตัวเองมากเกินไป

แล้วมีอะไรต้องทำอีกบ้าง?

หากใช้วิธี 50-30-20 แล้วมันก็ยังมีสิ่งที่เรายังทำได้อีกเช่น

1) กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

2) เริ่มวางแผน

3) ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

4) เพิ่มรายได้ ไม่พึ่งพิงรายได้แห่งเดียว

5) มีวินัยในการทำตามแผนและทบทวนแผนตลอด

การลดรายจ่ายบางคนอาจจะมองว่ายาก แต่เราสามารถทำได้ง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว วันนี้จะยกตัวอย่าง TV shows ของเมืองนอกที่มีความน่าสนใจมาก อย่าง Shop Well For Less / Eat Well for Less ซึ่งเป็นรายการทีวี โดยเขาจะไปหาครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือในการเก็บเงิน พิธีกรเข้าไปและดูพฤติกรรมการใช้จ่ายของแต่ละคน จากนั้นรายการจะสลับของใช้ที่ใช้ประจำ กับของที่รายการเลือกมาโดยเอาแบรนด์ออก เพื่อทดลองว่าคนนั้นจะจำได้ไหม และตัดสินใจเปลี่ยนของที่ใช้เดิมไหม หากไม่ดูที่แบรนด์ หลายคนพอลองใช้ของที่รายการเลือกมาซึ่งเป็นแบบประหยัด บางอย่างก็ทำให้บางคนรู้สึกว่าคุณภาพไม่ต่างกันมาก หากเลือกประหยัดเงินได้ก็อาจจะเปลี่ยน มันคงไม่ใช่ทุกอย่างที่อยากเปลี่ยน จนตอนสุดท้ายรายการจะมาเฉลย คนส่วนใหญ่จะอึ้งไปเลยว่าของที่ใช้นั้นไม่ใช่แบรนด์ปกติของตัวเอง หรือบางคนรู้สึกได้แต่ยอมที่จะเปลี่ยนเพราะคุณภาพของถูกก็ไม่ได้แย่ “ของที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง ของแพงไม่จำเป็นว่าดีจนคุ้มค่าเสมอไป”

ขอยกคำพูดอันนึงที่รู้สึกว่าโดนมากๆ “Whatever your income, always live below your means” ของ Thomas J. Stanley คนเขียนหนังสือ Millionaire Next Door

รู้วิธีการออมเงินง่ายๆตามด้านบนแล้ว คำถามต่อมาคือต้องเก็บเงินกี่บาทต่อปีถึงมีล้านแรก ?

รู้หรือไม่? ผลตอบแทนในตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉลี่ยเติบโตปีละ 8%

หากคุณเก็บเงินดังนี้ก็จะมี 1,000,000 ได้แน่นอน

1) เก็บเงินปีละ 24,000 บาท (เดือนละ 2,000 บาท/ปี) จะใช้เวลาเก็บเงินทั้งสิ้นราว 19 ปี

2) เก็บเงินปีละ 36,000 บาท (เดือนละ 3,000 บาท/ปี) จะใช้เวลาเก็บเงินทั้งสิ้นราว 15 ปี

3) เก็บเงินปีละ 60,000 บาท (เดือนละ 5,000 บาท/ปี) จะใช้เวลาเก็บเงินทั้งสิ้นราว 11 ปี

4) เก็บเงินปีละ 96,000 บาท (เดือนละ 8,000 บาท/ปี) จะใช้เวลาเก็บเงินทั้งสิ้นราว 8 ปี

5) เก็บเงินปีละ 120,000 บาท (เดือนละ 10,000 บาท/ปี) จะใช้เวลาเก็บเงินทั้งสิ้นราว 7 ปี

**ผลตอบแทนไม่ได้คิดเงินลงทุนตั้งต้น และไม่ได้คิดแบบรายเดือน โดยระยะเวลาอาจจะนานกว่านี้หากเจอวิกฤติเศรษฐกิจ**

 

ติดตามบทความทางการเงินดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/dekfinance101

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...