โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

มองเบื้องหลังภาพยนตร์ "Rohingya" โดย Ai Weiwei เผยชีวิต “คนไร้รัฐ” ของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ก.ย 2565 เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย 2565 เวลา 00.43 น.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564 Ai Weiwei ศิลปิน-ผู้กำกับภาพยนตร์ได้ปล่อย ภาพยนตร์สารคดี “Rohingya” ให้รับชมผ่าน vimeo.com (เสียค่าใช้จ่าย) ซึ่งเนื้อหาในภาพยนตร์ได้กล่าวถึงการลี้ภัยของชาวโรฮีนจาที่ถูกบังคับให้ออกจากเมียนมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560นับเป็นการอพยพผลัดถิ่นครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

โรฮีนจาเป็นชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของพม่าและมีพรมแดนติดกับบังคลาเทศ โดยนับตั้งแต่ที่เมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 1948 รัฐบาลเมียนมาพยายามที่จะปฏิเสธความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของชาวโรฮีนจา อีกทั้งยังไม่ยอมรับว่าชาวโรฮีนจาเป็น 1 ในชนกลุ่มน้อย และถือว่าชาวโรฮีนจานั้นเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่มาจากบังคลาเทศ

การปฏิเสธเรื่องฐานะการเป็นพลเมืองของรัฐบาลเมียนมานั้น ส่งผลให้ชาวโรฮีนจามีสถานะเป็น “คนไร้รัฐ” (stateless person) สิทธิขั้นพื้นฐานถูกกีดกัน อาทิ สิทธิการเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ การรักษาพยาบาท การศึกษาและเสรีในการเดินทาง พวกเขาถูกทอดทิ้งต้องให้เผชิญกับความยากแค้นและภัยคุกคามที่ส่งผลต่อร่างกายและชีวิต การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลเมียนมาร์ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ใน พ.ศ. 2555 ชาวโรฮีนจาหลายหมื่นหลายแสนคนต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในค่ายกักกันที่มีสภาพค่อนข้างเลวร้าย โดยมีสาเหตุมากจากความขัดแย้งระหว่างชาวโรฮีนจากับชาวพุทธในรัฐยะไข่ ต่อมาใน พ.ศ. 2560 กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการปราบปรามชาวโรฮีนจา อันเนื่องมาจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธของชาวโรฮีนจาที่กระทำต่อฐานทัพตำรวจในรัฐยะไข่

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กองทัพเมียนมาพุ่งเป้าไปที่ชุมชม ส่งผลให้ชาวโรฮีนจาจำนวนมากถูกสังหารอย่างไร้มนุษยธรรมและมิชอบด้วยกฎหมาย เด็กและผู้หญิงถูกข่มขื่นและถูกทำร้ายร่างกาย อาคาร บ้านเรือน โรงเรียน รวมไปถึงมัสยิดถูกเผาไปมากกว่า 1,200 แห่ง มีชาวโรฮีนจาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 6,700 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อายุไม่ถึง 5 ขวบ ประมาณ 730 คน ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ส่งผลให้ชาวโรฮีนจาบางส่วนจึงต้องอพยพหนีไปที่บังคลาเทศเพื่อความปลอดภัยของตน โดยพวกเขารวมตัวกันอยู่ภายในค่ายผู้อพยพ ที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาที่คูตูปาลอง และบางส่วนก็เลือกที่จะอาศัยอยู่ที่รัฐยะไข่เช่นเดิม ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ปลอดภัยและก็ถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งยังถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐบาลเมียนมาอีกด้วย

ออง จ่อ โม ผู้นำชาวโรฮีนจากล่าวว่า หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโรฮีนจาในเมียนมาคือ ไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง ไม่ว่าจะไปชุมชนอื่น ไปตลาด หรือเล่นอยู่ตามกลางแจ้ง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับพวกเขา“เหมือนอยู่ภายในกรงขังที่ไม่ได้ใฝ่ฝันไว้”

ซึ่งภาพยนตร์สารคดีของ Ai Weiwei เรื่องนี้จึงเหมือนเป็นการตีแผ่ที่ทำให้คนทั่วโลกเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาว่า มีชาวโรฮีนจากว่า 900,000 คนที่ถูกบังคับให้หลบหนีจากถิ่นกำเนิด อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่ถูกปฏิเสธ และต่อต้านจากการปลุกระดมเรื่องของความบริสุทธิ์ทางชาติพันธุ์ เกิดการกีดกันกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ต่างจากตนเอง จึงนำมาสู่ประเด็นความขัดแย้ง การทำให้กลายเป็นคนชายขอบที่ไร้รัฐ และที่โหดร้ายที่สุดคือ การใช้ความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนจาที่กระทำโดยกองกำลังทหาร

ทั้งการสังหารที่ไร้มนุษยธรรมที่ไม่สนว่าจะเด็กหรือว่าคนแก่ การข่มขืนผู้หญิงและการเผาบ้านเรือนรวมไปถึงสถานที่ทางศาสนาที่เป็นยึดเหนี่ยวทางจิตใจอย่างมัสยิด การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลเมียนมาอ้างว่าทำไปเพื่อกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮีนจาเท่านั้น หากแต่ในความเป็นจริงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มากกว่าการทำไปเพื่อรักษาความมั่นคง

นอกจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Rohingya” ก็ยังมีภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Human Flow เป็นสารคดีที่นำเสนอชีวิตผู้ลี้ภัย 23 ประเทศ 40 ค่ายอพยพทั่วโลก อันเนื่องมากจากที่พวกเขาถูกบีบให้ออกจากถิ่นกำเนิดเดิมจากภาวะสงคราม ความขัดแย้ง เพื่อแสวงหาความปลอดภัย แหล่งที่อยู่อาศัย รวมไปถึงชีวิตใหม่ ซึ่งสารคดีนี้ไม่ได้นำเสนอเพียงแค่“วิกฤตของผู้ลี้ภัย” แต่ยังนำเสนอให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนควรได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน

Ai Weiwei กล่าวว่า เขาต้องการนำเสนอภาพที่ทำให้พวกเราทุกคนได้เห็นมุมมองความเป็นมนุษย์ที่มีรอยยิ้มและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์อีกหลายล้านคนทั่วโลก แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาแตกต่างจากเรามีเพียงแค่พวกเขาไม่สามารถเรียกสถานที่ที่ลืมตาขึ้นมาดูโลกได้ว่า‘บ้าน’ อย่างเต็มปากเต็มคำเท่านั้นเอง

ผมไม่ต้องการให้คนมองว่าปัญหาของผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นปัญหาเฉพาะประเทศ แต่ต้องการให้หนังเชื่อมโยงถึงคนทั้งโลกได้ตระหนักว่า ‘ทุกคนบนโลกเป็นมนุษย์เหมือนกัน’ เมื่อใดที่สิทธิความเป็นมนุษย์ของใครสักคนถูกทำลายลง ย่อมส่งผลต่อมนุษย์ทุกคนต่อไปในทางใดทางหนึ่ง หากผู้ลี้ภัยทั้ง 65 ล้านคนกลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้ชาติ นี่จะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของศตวรรษที่ 21 อย่างแน่นอน Ai Weiwei คำกล่าวสรุปในตอนท้าย

Ai Weiwei เป็นศิลปินชาวจีนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเขามีแนวคิดที่ว่า ‘หากปราศจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกแล้ว ศิลปินจะสร้างงานศิลปะให้งอกงามและยั่งยืนได้อย่างไร’ ดังนั้น ผลงานของเขาได้ทำให้เกิดคำถามต่อวาทกรรมความเชื่อกระแสสังคมหลักและกระแสสัมคมโลก โดยการเคลื่อนไหวของเขาไม่เพียงแต่ทำเพื่อคนในชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่การกระทำของเขายังส่งผลต่อผู้คนทั่วโลกอีกด้วย

ผลงานของเขามักจะพูดถึงเรื่องประเด็นของสังคม สิทธิมนุษยชนที่มุ่งเน้นไปที่ผู้ลี้ภัย จึงทำให้เห็นว่าคุณค่าของศิลปะไม่ได้ขึ้นอยู่ที่รูปแบบหรือความสวยงามอย่างเดียว หากแต่ต้องสะท้อนถึงปัญหาของสังคมและชักจูงให้ผู้คนเกิดสำนึกที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

ผลจากการเคลื่อนไหวของเขาทำให้เขาถูกหมายหัวจากรัฐบาลจีน และต้องลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ Ai Weiwei เคยกล่าวว่า เขากลัวสิ่งที่รัฐบาลจะทำกับเขา แต่ยิ่งกลัวเขาก็ยิ่งต้องกล้า เพราะถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเลย สิ่งอันตรายเหล่านั้นก็จะแข็งแกร่งกว่าเราในที่สุด

ดังนั้น ผลงานของศิลปะ Ai Weiwei ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ประติมากรรม การต่อเลโก้ภาพผู้ต้องหาทางการเมือง หรือว่าภาพยนตร์สารคดีผู้ลี้ภัย สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนกับกระบอกเสียงและเครื่องมือที่ช่วยให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงความเท่าเทียมที่ทุกคนควรได้รับในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง ความน่าสนใจของประเด็นนี้คือ เหตุใดการออกมาเรียกร้องความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพ หรือการพูดถึงกระทำที่ไม่เป็นธรรม ถึงต้องแลกมากับชีวิตและบ้านเกิด?

ดังที่ Ai Weiwei เคยกล่าวไว้ว่า“ผมถูกปฏิเสธจากแผ่นดินแม่ตั้งแต่เกิด พ่อของผมเป็นกวีแต่กลับถูกเนรเทศ ถ้าแผ่นดินแม่ของคุณเป็นอันตรายต่อชีวิตแทนที่จะปกป้องหรือให้ความปลอดภัย เราจะเรียกสถานที่นั้นว่าบ้านได้อย่างไร”

ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของตนเอง มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และมีสิทธิในที่อยู่อาศัย โดยสิทธิเหล่านี้เป็นสิ่งรัฐที่ต้องให้ความเคารพและคุ้มครองเพราะเราเป็นพลเมืองของรัฐ แต่หากเมื่อใดที่รู้สึกถึงอันตรายจากการแสดงออก นั่นหมายความว่า รัฐกำลังคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยู่ ซึ่งเราทุกคนไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่าผลงานศิลปะของ Ai Weiwei นั้นเปรียบเสมือนเป็นแรงผลักดันและเชื้อไฟให้เราทุกคนยืดหยัดต่อสู้ เพื่อที่เราทุกคนจะได้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า และมีความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

หมายเหตุ : สามารถรับชมภาพยนตร์สารคดี “Rohingya” ได้ ที่นี่ (เสียค่าเข้าชม 5 USD สำหรับชมภายใน 48 ชั่วโมง, หรือค่าเข้าชม 15 USD ดูได้ตลอดเวลา)

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

อ้างอิง :

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์. “ชีวิต ความคิดและบทสนทนากับ Ai Weiwei ศิลปินจีนผู้ท้าทายอำนาจรัฐจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด”.A day. สืบค้นวันที่ 7 มิถุนายน 2564, https://adaymagazine.com/ai-weiwei/AGENCE FRANCE-PRESSE. 2020. “Ai Weiwei to address the Rohingya refugee crisis in ew documentary ”.

The Jakarta Post. สืบค้นวันที่ 7 มิถุนายน 2564, https://www.thejakartapost.com/life/2020/05/14/ai-weiwei-to-address-the-rohingya-refugee-crisis-in-new-documentary.html

ผศ. ดุลยภาพ ปรีชารัชช. “โรฮิงญา รัฐ ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์และความขัดแย้ง”. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์มติชน.

ผศ.ดร.ธีระ นุชเปี่ยม. 2018.“ปัญหา โรฮิงญา กับบทบาทของอาเซียน”. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นวันที่ 8 มิถุนายน 2564, https://www.chula.ac.th/cuinside/13185/

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล. 2560. “ชาวโรฮิงญาคือใครและทไต้องหลบหนีจากเมียนมา?”. Amnesty International Thailand. สืบค้นวันที่ 8 มิถุนายน 2564, https://www.amnesty.or.th/latest/blog/16/

มติชนสุดสัปดาห์. 2561. “บทวิเคราะห์: 1 ปี คสามรุนแรงในรัฐยะไข่ชีวิตในกรฝของชาวโรฮิงญา”. มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นวันที่ 8 มิถุนายน 2564, https://www.matichonweekly.com/column/article_130373

โจนาธาน เฮด. “วิกฤตโรฮิงญา: เมียนมาสร้างค่าย-ที่ทำการรัฐทับหมู่บ้านมุสลิมที่ถูกรื้อถูกในรัฐยะไข่”. BBC News. สืบค้นวันที 8 มิถุนายน 2564, https://www.bbc.com/thai/international-49649506

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มิถุนายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...