โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

[รีวิวซีรีส์] Lovecraft Country: สยองขวัญหลากสไตล์ กว่าจะจับทางได้ก็ปาไปตอนที่ 4

BT Beartai

อัพเดต 08 ก.ย 2563 เวลา 01.30 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2563 เวลา 15.08 น.
[รีวิวซีรีส์] Lovecraft Country: สยองขวัญหลากสไตล์ กว่าจะจับทางได้ก็ปาไปตอนที่ 4

Lovecraft Countryจุดเด่นการผสมผสานหลายสไตล์จากเหล่ายอดฝีมือในสายสร้างสรรค์ ทำให้เป็นซีรีส์ที่มีของดีซ่อนอยู่ตลอด การฮุกหนัก 10 นาทีปลายยังเป็นหมัดเด็ดที่เล่นเอาเหวอได้ทุกตอน ซึ่งคาดเดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าตอนหน้าจะเจอกับอะไรหรือสไตล์ไหนอีกจุดสังเกตโพรดักชันซีจีบางช่วงยังหลุด ๆ การแสดงมีส่วนที่น่ารำคาญบ้างตามบทที่จงใจให้ตัวละครมีปัญหา ความหลากสไตล์ของแต่ละตอนก็ทำให้จับภาพรวมยากอยู่เหมือนกัน แต่หลังตอนที่ 4 ไปน่าจะดีขึ้นเพราะคำใบ้หลัก ๆ มาครบแล้ว8.5

ซีรีส์ระดับเรือธงจากฝั่ง HBO GO ที่จั่วหัวด้วยชื่อโพรดิวเซอร์ระดับโลกถึง 2 คนคือ เจ.เจ. แอบรัมส์ ที่เคยปั้นหนังสัตว์ประหลาดอย่าง Cloverfield ให้รสระทึกและเขย่าขวัญ (กับภาคต่อ) สำเร็จสวยงาม และอีกคนก็คือ จอร์แดน พีล จาก Get Out ราชาหนังสยองขวัญยุคใหม่ที่เอาประเด็นสังคมอย่างเรื่องสีผิว-ความเหลื่อมล้ำมาผสมความสยองแบบวินเทจสไตล์ได้น่าดูชม

ซีรีส์ดัดแปลงจากนิยายของ แม็ต รัฟ ที่ดึงเอาเสน่ห์ของ เอช.พี. เลิฟคราฟต์มาใช้อีกที

แล้วยังไม่พอยังเพิ่มองค์ประกอบความสยดสยองระดับตำนานด้วยสไตล์เรื่องเล่าปรัมปราของ เอช.พี. เลิฟคราฟต์ ราชานิยายสยองแนวลัทธิความเชื่อและสัตว์อสุรกายโบราณเข้ามาผสม นั่นทำให้ Lovecraft Country กลายเป็นซีรีส์แนวสยองขวัญที่น่าจับตามองที่สุดในห้วงเวลานี้

เนื้อเรื่องของซีรีส์ว่าด้วยพระเอกที่ชื่อ แอตทิคัส ‘ทิก’ ฟรีแมน (โจนาธาน เมเจอร์ส) ทหารผ่านศึกที่กลับมาบ้านเกิดเพราะการหายตัวไปของพ่อที่ไม่ถูกกันของเขา เขาพบจดหมายของพ่อให้ไปตามหาที่เมืองอาดาม เมืองปริศนาที่ไม่มีในแผนที่ เขาจึงขอความช่วยเหลือจากลุงแท้ ๆ อย่างลุงจอร์จ ฟรีแมน (คอร์ทนีย์ บี. แวนซ์) ผู้มีอาชีพเขียนหนังสือไกด์การเดินทางสำหรับคนผิวดำ (ใครเคยดูหนังออสการ์ Green Book ก็เล่มเดียวกันนี่ล่ะ)

และได้เพื่อนร่วมทางอีกคนเป็นสาวข้างบ้านที่ขอติดรถไปหาพี่ชายอย่าง เลตทิเทีย ‘เลตี้’ ลูอิส (เจอร์เน สโมลเล็ต ที่เคยรับบท แบล็กคานารี จากหนัง Birds of Prey) การเดินทางสู่ดินแดนแห่งความน่ากลัวของสหายต่างวัยต่างที่มาจึงเริ่มต้นขึ้น

ตอนที่ 1 Sundown อาจเรียกได้ว่าเป็นตอนที่ชอบที่สุดในขณะนี้ แม้ว่าเวลาเกินกว่าครึ่งจะหมดไปกับการปูพื้นเรื่อง และเล่าสภาพสังคมวัฒนธรรมอเมริกันยุค 1950 ที่การเหยียดสีผิวยังคงรุนแรง จนทำให้การเดินทางไปยังเมืองปริศนาที่ไม่มีในแผนที่กลับเป็นเรื่องไม่น่ากังวลเท่า การผ่านเมืองธรรมดา ๆ ที่ต้องไปเสี่ยงดวงว่าจะเป็นที่ต้อนรับหรือไม่ เพราะแค่เข้าร้านอาหารผิด ชีวิตชาวผิวดำก็อาจจะเปลี่ยนได้ทันที เหล่าเจ้าบ้านอาจต้อนรับอาคันตุกะต่างสีผิวด้วยปืนลูกซองอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยทีเดียว

อันที่จริงบรรยากาศความไม่ปกติของเรื่องสามัญ ๆ ต่าง ๆ ในตอนนี้ มาจากผู้ถือกฎหมายในมือเองเสียด้วยซ้ำ ซึ่งซีรีส์ก็ฉลาดในการนำความประหลาดในยุคที่สิทธิ์คนต่างสีผิวไม่เท่ากันมาเล่นให้คนดูรู้สึก กลัว

ภาพจากตอนที่ 3 เมื่อเพื่อนบ้านผิวขาวคุกคามบ้านเช่าคนผิวดำ แต่ตำรวจก็เหมือนมาซ้ำเติมากกกว่าช่วยเหลือ

ยิ่งในช่วง 10 นาทีท้ายของตอนนี้ ซีรีส์ก็ได้ยกระดับจากหนังดราม่าผิวสีธรรมดา ขึ้นเป็นหนังระทึกขวัญสไตล์จอร์แดน พีล ด้วยเหตุการณ์พลิกผันเมื่อเหล่าตัวเอก ดันมาเจอนายอำเภอผิวขาวที่วางท่าน่ากลัวว่าเมืองนี้อยู่ใต้กฎข้อบังคับว่าคนผิวดำห้ามเดินทางไปไหนมาไหนในช่วงหลังพระอาทิตย์ตก (อันเป็นที่มาของชื่อตอน) ในความหมายว่าหากเหล่าตัวเอกยังอยู่ในพื้นที่เมืองที่เขาดูแลจนเลยเวลาดวงอาทิตย์ลับฟ้าเมื่อใด เขากับเหล่าตำรวจก็พร้อมจะล่าและฆ่าให้หมดนั่นเอง และในช่วง 5 นาทีสุดท้ายซีรีส์ก็สะบัดท่าไปเป็นสไตล์สัตว์ประหลาดทางถนัดของ เจ.เจ. แอบรัมส์ เข้าอีก คือมาสนุกมากเอา 10 นาทีหลังนี่เลยล่ะ

และไอ้ความที่เปลี่ยนแนวไปทุกตอนของซีรีส์ ก็ทำเอาจับทางไม่ถูกเหมือนกันว่า นี่มันหนังแนวไหนกันแน่หว่า แล้วเนื้อหาของช่วงตอนแรก ๆ ที่ยังไม่เข้าที่เหมือนตัวต่อที่เรายังมองไม่ออกว่าอยู่ตรงไหนของรูป ก็ชวนให้รู้สึกไม่ยากว่า มันไม่มีทิศทางหรือเอกลักษณ์อะไรสักอย่างเลย ดูคล้าย ๆ ซีรีส์จบในตอนที่ใช้ตัวละครร่วมกันแค่นั้นเสียด้วยสำหรับตอนที่ 1-3

ในตอนแรกเป็นแนวดราม่าผิวสี ตอนที่ 2 Whitey’s on the Moon เป็นแนวหมู่บ้านลึกลับกับลัทธิโบราณที่เกี่ยวข้องกับพวกพ่อมดแม่มด (แบบที่เปลี่ยนมู้ดจากตอนแรกไปคนละเรื่องเลย และเป็นตอนที่ดรอปสุดทั้งแง่คุณภาพและความสนุก) ตอนที่ 3 Holy Ghost กลายเป็นแนวบ้านเฮี้ยนวิญญาณหลอน (ดูแบบจบในตอนก็อิ่มดีได้เหมือนกัน)

ทุกอย่างเริ่มมาเคลียร์ในตอนที่ 4 A History of Violence นี่ล่ะ ที่ถึงแม้จะเป็นสไตล์ผจญภัยหาสมบัติอัศจรรย์แบบ อินเดียน่า โจนส์ คือแปลกไปอีกแนวอีกแล้ว แต่สำหรับตัวเนื้อหาเริ่มเชื่อมโยงได้ภาพเดียวกันแล้ว และน่าจะชัดเจนขึ้นว่าตัวละครกำลังมุ่งไปในทิศทางไหนกันแน่ รวมถึงคำใบ้ที่เปิดมาแล้วทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ตั้งแต่ตอนที่ 1 ก็น่าจะได้รับการวกกลับไปเล่าใหม่อีกครั้งด้วย น่าสนใจทีเดียว

ใครชอบอะไรที่เดาทางไม่ค่อยถูกทั้งสไตล์ทั้งเนื้อหา ก็น่าจะสนุกพอควร ใครไม่ชอบก็น่าจะรู้สึกว่าไอ้ความฟรีสไตล์นี่มันเลอะเทอะจับต้องยากเสียเหลือเกิน

เอาจริงคือรู้สึกมั่ว ๆ งง ๆ กับภาพรวมซีรีส์มาตลอดตอนที่ 1-3 จนจะเขียนรีวิวก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี แต่หลังจากนี้น่าจะดูได้ลื่นขึ้นสนุกขึ้นแล้ว และจึงกล้ามาแนะนำว่า นี่เป็นซีรีส์เรือธงของ HBO GO ที่น่าสนใจมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งจริง ๆ ล่ะ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...