การใช้ปุ๋ยหมักที่มีจุลินทรีย์ EM เป็นตัวย่อยสลายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เทคโนโลยี EM เป็นเครื่องมือของการเกษตรกรรมธรรมชาติคิวเซเป็นการเกษตรที่ยึดและดำเนินการตามกฎธรรมชาติ เพื่อให้เกิดวงจรธรรมชาติที่สมบูรณ์ขึ้น หากไม่ได้อาศัยเทคโนโลยี EM แล้วการคืนกลับสู่ความเป็นธรรมชาตินั้นจะประสบผลสำเร็จช้า ทั้งนี้เพราะตัวกำหนดสำคัญของวงจร คือ จุลินทรีย์
อินทรียวัตถุทั้งมวลจะเป็นอาหารของพืชได้ ต้องอาศัยจุลินทรีย์ซึ่งเป็นผู้ย่อยสลายและเมื่อพืช และสัตว์ตายลง จุลินทรีย์ก็จะช่วยย่อยสลายให้กลายเป็นดิน สัตว์ก็อาศัยกินพืช หรือสัตว์เป็นอาหาร การก่อเกิด การดำรงอยู่ก็อาศัยการย่อยสลาย และดำรงอยู่ของมวลจุลินทรีย์ทั้งมวล
จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นการจะให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประกอบอาชีพเกษตรจึงต้องดำเนินการโดยให้มีรูปแบบใกล้ธรรมชาติที่สุด โยยึดกฎ 3 ประการ คือ
- การคลุมดิน
- การไม่ไถพรวน
- การงดเคมี
++ การคลุมดิน ++
การคลุมดิน คือ การทำให้ผิวดินมีสภาพเป็นธรรมชาติเหมือนป่าดงดิบที่จะมีใบไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น โดยการคลุมพื้นที่ดินที่ปลูกพืชด้วยหญ้า ฟาง ใบไม้ หรือ วัสดุอื่นๆ ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ได้
**การคลุมดินบางครั้งนอกจากจะนำวัสดุมาคลุมโดยตรงแล้ว ยังสามารรถคลุมดินได้โดยวิธีการปลูกพืชคลุมดินหรือถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้นก็จะปลูกพืชประเภทที่ให้คุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืช เช่น พืชตระกูลถั่ว ตระกูลหญ้า เหล่านี้เป็นต้น
การจะให้เกิดอาหารของจุลินทรีย์อย่างสมบูรณ์ นอกจากคลุมดินแล้วยังมีวิธีผสมวัชพืชไปในดิน หรือ จะขุดฝังไว้ในดิน หรือ ย่อยสลายให้ผสมกับดิน โดยมีส่วนผสมของปุ๋ยหมักประเภทโบกาฉิเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มมวลจุลินทรีย์ให้มีมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้การคลุมดินยังมีประโยชน์อื่นๆ อีก คือ
รักษาความชุ่มชื้นในดิน
ช่วยป้องกันการงอกของหญ้า
อาหารของจุลินทรีย์มีมากขึ้น
รักษาอุณหภูมิของผิวดิน
++ การไม่ไถพรวน ++ การไม่ไถพรวนอาจทำให้เกษตรกรรู้สึกหนักใจ แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้ 2 ประการ คือ
1. เพื่อการปราบปรามหญ้า
2. เพื่อการยกแปลงใหม่
การปราบหญ้า ทำได้โดยการใช้โบกาฉิหว่านไปให้ทั่วบริเวณที่หญ้างอก และ ฉีดพ่นด้วย EM ขยาย ใช้โบกาฉิหว่านไปให้ทั่วบริเวณที่หญ้างอก ฉีดพ่นด้วย EM สูตรขยายใช้โบกาฉิมากพอสมควร ประมาณ 100-200 กก.ต่อไร่ และฉีดพ่นด้วย EM สูตรขยายผสมน้ำ 500-1000 เท่า ฉีดพ่นให้ดินเปียก พื้นดินจะเกิดการหมัก ทำให้เกิดความร้อน โคนของหญ้าจะเกิดความร้อนและจะทำให้เฉาตายในที่สุด
** หลักจากการหว่านโบกาฉิและ EM แล้วให้ทำการไถพรวนก็เป็นการทำลายหญ้าได้ผลดีวิธีหนึ่งนหากยังไม่แน่ใจในการปราบ หลังไถพรวนแล้วทิ้งไว้ 15-20 วัน หญ้าที่เหลือจะงอกขึ้นมาให้ไถพรวนอีกครั้ง และฉีดพ่นด้วย EM สูตรขยายการปราบหญ้าจะได้ผลมากยิ่งขึ้น และหากทำเช่นนี้ซ้ำอีกเมื่อมีหญ้า หรือก่อนการปลูกพืชครั้งต่อๆไป หญ้าก็จะค่อยๆ หมดไปเอง
การยกแปลงใหม่ พื้นที่ที่จะปลูกพืชอาจแข็งหรือมีวัชพืชมากก็ดำเนินการตามที่กล่าวมาแล้ว และเมื่อจะยกแปลงก็สามารถทำได้สะดวก เมื่อดินไม่แข็งและการปราบหญ้าได้ดำเนินการมาแล้ว จึงสามารถยกแปลงได้โดยใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรกล เมื่อยกแปลงแล้วก็สามารถปลุกพืชผักต่อเนื่องไปได้โดยไท้ต้องขุดแปลงใหม่อีก ยกเว้นเพื่อการปราบปรามหญ้า หรือพื้นดินแข็งหากไม่มีปัญหาทั้ง 2 ประการ ก็ไม่จำเป็นต้องขุดแปลงใหม่อีก แม้แต่การทำนาหากไม่มีหญ้าก็ไม่จำเป็นต้องไถ หากจะทำนาดำ เมื่อนำน้ำเข้าก็สามารถดำนาได้เลย
++ การงดเคมี ++
ปุ๋ยเคมีแม้จะให้ประโยชน์โดยตรงแก่พืช แต่ก็ทำให้พืชอ่อนแอ ดินเสื่อม ไม่ซับน้ำ จุลินทรีย์เป็นตัวทำให้ดินร่วนซุย ซับน้ำได้ดี ดังนั้นหากใช้ร่วมกันก็จะทำให้การพัฒนาดินล่าช้า เพราะเคมีกับ EM ทำงานตรงข้ามกัน
การใช้เทคนิคเกษตรกรรมธรรมชาติอย่างเดียวจะเป็นการพัฒนาความเป็นธรรมชาติหรือเป็นการพัฒนาดินได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและทำให้เกิดความเป็นธรรมชาติอย่างถาว
++ เทคนิคการใช้ปุ๋ยหมัก ++ ,ปุ๋ยหมักที่ผลิตโดยอาศัย EM เป็นตัวหมัก หรือ เป็นการขยายจำนวน EM ให้มากขึ้นนั้น เมื่อนำไปใช้ มีวิธีใช้อยู่ 3 วิธี คือ
1. รองก้นหลุม
2. คลุมดิน
3. ผสมดิน
การใช้รองก้นหลุม
++ ก่อนการปลูกพืช ++ เตรียมดินในแปลงปลูกโดยการใช้โบกาฉิรองก้นหลุม แต่ก่นใส่โบกาฉิ ให้ใส่อินทรียวัตถุอื่นๆ ลงไปก่อน เช่น หญ้า ฟาง ใบไม้ มูลสัตว์ แล้วจึงใส่โบกาฉิหรือปุ๋ยหมักสูตรอื่นๆ ฉีดพ่น EM ขยายให้ชุ่ม กลบดิน หมักไว้ ไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงนำต้นพืชมาปลูก
++ใช้ในแปลงผัก ++การนำไปใส่รองก้นหลุมในแปลงผัก ให้ใช้วิธีการแหวะท้องหมู หรือทำแปลงเป็นรูปตัว V แล้วดำเนินการเหมือนข้างต้น กลบแปลงและคลุมด้วยหญ้าฟาง รด EM อีกครั้ง หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงลงมือปลูก
การคลุมดิน : คือ การใส่ปุ๋ยหมักโดยใช้โรยบริเวณผิวดิน หรือ ผิวแปลงโดยไม่ต้องพรวน และ ฉีดพ่น EM ขยายตาม มีข้อควรคำนึงอยู่คือ ผิวดินต้องปกคลุมด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น หญ้า ฟาง ใบไม้ หรือ อินทรียวัตถุอื่นๆ
การผสมดิน :เป็นการนำปุ๋ยหมักมาคลุมผสมกับดินก่อนการปลูก หากเป็นโบกาฉิ ต้องหมักไว้ไม่น้อยกว่า 7วัน การปลูกพืชไร่แปลงใหญ่มักใช้วิธีผสมโบกาฉิกับดินโดยการหว่านให้ทั่วก่อนแล้วไถพรวน
** เทคนิคการใช้อีเอ็ม ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพนั้น ตามที่กล่าวมาแล้ว จุลินทรีย์มีชีวิตดังนั้นต้องมีอาหารและส่วนประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นอีกคือ
- ความชื้น
- อุณหภูมิที่เหมาะสม
- ความปลอดอากาศ
* ความชื้นเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกที่จะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ ย่อยสลายได้ และ มีชีวิตอยู่ได้
** อุณหภูมิ ที่เหมาะสมกับประเภทของจุลินทรีย์ EM จะทำงานได้ดีในอุณหภูมิประมาณ 20-45 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป
** ความปลอดอากาศที่เหมาะสมกับประเภทของจุลินทรีย์ EM เพราะ EM เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศเป็นส่วนใหญ่ การหมักทุกรูปแบบจะได้ EM ที่มีคุณภาพมาก หากปลอดอากาศหรือในที่ปลอดอากาศ EM จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น