โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

การใช้ปุ๋ยหมักที่มีจุลินทรีย์ EM เป็นตัวย่อยสลายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รักบ้านเกิด

อัพเดต 01 ต.ค. 2563 เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 07.40 น. • รักบ้านเกิด.คอม

เทคโนโลยี EM เป็นเครื่องมือของการเกษตรกรรมธรรมชาติคิวเซเป็นการเกษตรที่ยึดและดำเนินการตามกฎธรรมชาติ เพื่อให้เกิดวงจรธรรมชาติที่สมบูรณ์ขึ้น หากไม่ได้อาศัยเทคโนโลยี EM แล้วการคืนกลับสู่ความเป็นธรรมชาตินั้นจะประสบผลสำเร็จช้า ทั้งนี้เพราะตัวกำหนดสำคัญของวงจร คือ จุลินทรีย์

Plant/2155_1_2675_1.jpg

อินทรียวัตถุทั้งมวลจะเป็นอาหารของพืชได้ ต้องอาศัยจุลินทรีย์ซึ่งเป็นผู้ย่อยสลายและเมื่อพืช และสัตว์ตายลง จุลินทรีย์ก็จะช่วยย่อยสลายให้กลายเป็นดิน สัตว์ก็อาศัยกินพืช หรือสัตว์เป็นอาหาร การก่อเกิด การดำรงอยู่ก็อาศัยการย่อยสลาย และดำรงอยู่ของมวลจุลินทรีย์ทั้งมวล
จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นการจะให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประกอบอาชีพเกษตรจึงต้องดำเนินการโดยให้มีรูปแบบใกล้ธรรมชาติที่สุด โยยึดกฎ 3 ประการ คือ
- การคลุมดิน
- การไม่ไถพรวน
- การงดเคมี

 

++ การคลุมดิน ++
การคลุมดิน คือ การทำให้ผิวดินมีสภาพเป็นธรรมชาติเหมือนป่าดงดิบที่จะมีใบไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น โดยการคลุมพื้นที่ดินที่ปลูกพืชด้วยหญ้า ฟาง ใบไม้ หรือ วัสดุอื่นๆ ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ได้
**การคลุมดินบางครั้งนอกจากจะนำวัสดุมาคลุมโดยตรงแล้ว ยังสามารรถคลุมดินได้โดยวิธีการปลูกพืชคลุมดินหรือถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้นก็จะปลูกพืชประเภทที่ให้คุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืช เช่น พืชตระกูลถั่ว ตระกูลหญ้า เหล่านี้เป็นต้น
การจะให้เกิดอาหารของจุลินทรีย์อย่างสมบูรณ์ นอกจากคลุมดินแล้วยังมีวิธีผสมวัชพืชไปในดิน หรือ จะขุดฝังไว้ในดิน หรือ ย่อยสลายให้ผสมกับดิน โดยมีส่วนผสมของปุ๋ยหมักประเภทโบกาฉิเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มมวลจุลินทรีย์ให้มีมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้การคลุมดินยังมีประโยชน์อื่นๆ อีก คือ
รักษาความชุ่มชื้นในดิน
ช่วยป้องกันการงอกของหญ้า
อาหารของจุลินทรีย์มีมากขึ้น
รักษาอุณหภูมิของผิวดิน

 

++ การไม่ไถพรวน ++ การไม่ไถพรวนอาจทำให้เกษตรกรรู้สึกหนักใจ แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้ 2 ประการ คือ
1. เพื่อการปราบปรามหญ้า
2. เพื่อการยกแปลงใหม่
การปราบหญ้า ทำได้โดยการใช้โบกาฉิหว่านไปให้ทั่วบริเวณที่หญ้างอก และ ฉีดพ่นด้วย EM ขยาย ใช้โบกาฉิหว่านไปให้ทั่วบริเวณที่หญ้างอก ฉีดพ่นด้วย EM สูตรขยายใช้โบกาฉิมากพอสมควร ประมาณ 100-200 กก.ต่อไร่ และฉีดพ่นด้วย EM สูตรขยายผสมน้ำ 500-1000 เท่า ฉีดพ่นให้ดินเปียก พื้นดินจะเกิดการหมัก ทำให้เกิดความร้อน โคนของหญ้าจะเกิดความร้อนและจะทำให้เฉาตายในที่สุด
** หลักจากการหว่านโบกาฉิและ EM แล้วให้ทำการไถพรวนก็เป็นการทำลายหญ้าได้ผลดีวิธีหนึ่งนหากยังไม่แน่ใจในการปราบ หลังไถพรวนแล้วทิ้งไว้ 15-20 วัน หญ้าที่เหลือจะงอกขึ้นมาให้ไถพรวนอีกครั้ง และฉีดพ่นด้วย EM สูตรขยายการปราบหญ้าจะได้ผลมากยิ่งขึ้น และหากทำเช่นนี้ซ้ำอีกเมื่อมีหญ้า หรือก่อนการปลูกพืชครั้งต่อๆไป หญ้าก็จะค่อยๆ หมดไปเอง
การยกแปลงใหม่ พื้นที่ที่จะปลูกพืชอาจแข็งหรือมีวัชพืชมากก็ดำเนินการตามที่กล่าวมาแล้ว และเมื่อจะยกแปลงก็สามารถทำได้สะดวก เมื่อดินไม่แข็งและการปราบหญ้าได้ดำเนินการมาแล้ว จึงสามารถยกแปลงได้โดยใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรกล เมื่อยกแปลงแล้วก็สามารถปลุกพืชผักต่อเนื่องไปได้โดยไท้ต้องขุดแปลงใหม่อีก ยกเว้นเพื่อการปราบปรามหญ้า หรือพื้นดินแข็งหากไม่มีปัญหาทั้ง 2 ประการ ก็ไม่จำเป็นต้องขุดแปลงใหม่อีก แม้แต่การทำนาหากไม่มีหญ้าก็ไม่จำเป็นต้องไถ หากจะทำนาดำ เมื่อนำน้ำเข้าก็สามารถดำนาได้เลย
 

++ การงดเคมี ++
ปุ๋ยเคมีแม้จะให้ประโยชน์โดยตรงแก่พืช แต่ก็ทำให้พืชอ่อนแอ ดินเสื่อม ไม่ซับน้ำ จุลินทรีย์เป็นตัวทำให้ดินร่วนซุย ซับน้ำได้ดี ดังนั้นหากใช้ร่วมกันก็จะทำให้การพัฒนาดินล่าช้า เพราะเคมีกับ EM ทำงานตรงข้ามกัน
การใช้เทคนิคเกษตรกรรมธรรมชาติอย่างเดียวจะเป็นการพัฒนาความเป็นธรรมชาติหรือเป็นการพัฒนาดินได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและทำให้เกิดความเป็นธรรมชาติอย่างถาว
 

++ เทคนิคการใช้ปุ๋ยหมัก ++ ,ปุ๋ยหมักที่ผลิตโดยอาศัย EM เป็นตัวหมัก หรือ เป็นการขยายจำนวน EM ให้มากขึ้นนั้น เมื่อนำไปใช้ มีวิธีใช้อยู่ 3 วิธี คือ
1. รองก้นหลุม
2. คลุมดิน
3. ผสมดิน

การใช้รองก้นหลุม
++ ก่อนการปลูกพืช ++ เตรียมดินในแปลงปลูกโดยการใช้โบกาฉิรองก้นหลุม แต่ก่นใส่โบกาฉิ ให้ใส่อินทรียวัตถุอื่นๆ ลงไปก่อน เช่น หญ้า ฟาง ใบไม้ มูลสัตว์ แล้วจึงใส่โบกาฉิหรือปุ๋ยหมักสูตรอื่นๆ ฉีดพ่น EM ขยายให้ชุ่ม กลบดิน หมักไว้ ไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงนำต้นพืชมาปลูก
++ใช้ในแปลงผัก ++การนำไปใส่รองก้นหลุมในแปลงผัก ให้ใช้วิธีการแหวะท้องหมู หรือทำแปลงเป็นรูปตัว V แล้วดำเนินการเหมือนข้างต้น กลบแปลงและคลุมด้วยหญ้าฟาง รด EM อีกครั้ง หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงลงมือปลูก
การคลุมดิน : คือ การใส่ปุ๋ยหมักโดยใช้โรยบริเวณผิวดิน หรือ ผิวแปลงโดยไม่ต้องพรวน และ ฉีดพ่น EM ขยายตาม มีข้อควรคำนึงอยู่คือ ผิวดินต้องปกคลุมด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น หญ้า ฟาง ใบไม้ หรือ อินทรียวัตถุอื่นๆ
การผสมดิน :เป็นการนำปุ๋ยหมักมาคลุมผสมกับดินก่อนการปลูก หากเป็นโบกาฉิ ต้องหมักไว้ไม่น้อยกว่า 7วัน การปลูกพืชไร่แปลงใหญ่มักใช้วิธีผสมโบกาฉิกับดินโดยการหว่านให้ทั่วก่อนแล้วไถพรวน
** เทคนิคการใช้อีเอ็ม ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพนั้น ตามที่กล่าวมาแล้ว จุลินทรีย์มีชีวิตดังนั้นต้องมีอาหารและส่วนประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นอีกคือ
- ความชื้น
- อุณหภูมิที่เหมาะสม
- ความปลอดอากาศ

* ความชื้นเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกที่จะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ ย่อยสลายได้ และ มีชีวิตอยู่ได้
** อุณหภูมิ ที่เหมาะสมกับประเภทของจุลินทรีย์ EM จะทำงานได้ดีในอุณหภูมิประมาณ 20-45 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป
** ความปลอดอากาศที่เหมาะสมกับประเภทของจุลินทรีย์ EM เพราะ EM เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศเป็นส่วนใหญ่ การหมักทุกรูปแบบจะได้ EM ที่มีคุณภาพมาก หากปลอดอากาศหรือในที่ปลอดอากาศ EM จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...