โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถามตอบจัดเต็ม! แชร์ทริคเตรียมตัวของ 6 นักเรียนไทยที่คว้าทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ ป.ตรี ปี 2021

Dek-D.com

เผยแพร่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 02.27 น. • DEK-D.com
รีวิวทุกมุมทั้งการเตรียมตัว, ทริค SoP, สัมภาษณ์, แชร์วิธีเรียนภาษา และอื่นๆ ที่ #ทีมเกาหลี ห้ามพลาด!

สวัสดีค่ะชาว Dek-Dเราเชื่อว่า'ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้' (GKS)น่าจะเป้าหมายหลักของน้องๆ ทีมเกาหลีหลายคน เพราะเป็นไม่กี่ทุนที่จัดเต็มแบบ full package เลือกมหาวิทยาลัยได้หลากหลาย และ"ไม่ต้องทำงานใช้ทุน" ด้วยเหตุนี้เลยทำให้ GKS มีอัตราการแข่งขันที่สูงมากค่ะ

และหลังจากวันก่อนเราชวนไปเปิดโพรไฟล์ & วิธีเตรียมตัวของ 3 นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ ป.โท ปี 2021กันแล้ว วันนี้จะพาไปคุยกับ 6 นักเรียนไทยที่ได้ทุนนี้ระดับ ป.ตรี กันบ้าง บอกเลยว่ามาหลายแนวมากกก มีทั้งคนที่ไม่ได้ยื่นคะแนนภาษาและไม่เคยทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับเกาหลีด้วย แต่ก็มีวิธีการนำเสนอตัวเองที่น่าสนใจจนชนะใจกรรมการได้ในนี้จะมีเล่าจัดเต็มตั้งแต่การเตรียมตัว, ปัจจัยที่ใช้เลือกหลักสูตร/มหาวิทยาลัย, ทริคเขียน Statement of Purpose (SoP), บรรยากาศตอนสัมภาษณ์ รวมถึงชวนแชร์วิธีฝึกภาษากับสิ่งที่ประทับใจจนอยากสมัครทุนนี้ให้ได้ ว่าแล้วก็ตามมาเก็บข้อมูลไว้เตรียมตัวให้พร้อมที่สุดแล้วลุยกันเลยค่ะ~~

**สามารถศึกษาระเบียบการทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ ป.ตรี ของปี 2021 ไว้เป็นแนวทางเตรียมตัวสมัครปีต่อไปได้ https://www.dek-d.com/studyabroad/56155/

ทุน GKS ครอบคลุมอะไรบ้าง?

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน (ไป-กลับ มอบให้แค่ตอนบินไปเรียนครั้งแรก และบินกลับหลังเรียนจบ)
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 900,000 วอน หรือประมาณเดือนละ 23,843 บาท
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนปริญญาตรีจนจบหลักสูตร
  • ค่าตั้งรกราก 200,000 วอน (ประมาณ 5,314 บาท)
  • คอร์สเรียนภาษาเกาหลี 1 ปี
  • ค่าประกันสุขภาพ เดือนละ 60,000 วอน (ประมาณ 1,590 บาท)
  • ถ้าสอบ TOPIK ได้ระดับ 5 หรือ 6 จะได้รับค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกเดือนละ 100,000 วอน (ประมาณ 2,650 บาท)
  • ค่าใช้จ่ายเมื่อสำเร็จการศึกษา 100,000 วอน​ (มอบให้สำหรับนักเรียนทุนที่บินกลับหลังเรียนจบ ส่วนคนที่อยู่เกาหลีต่อหลังเรียนจบจะไม่ได้รับ)

ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้

  • ใช้การยื่นเอกสารล้วนๆ ไม่มีสอบข้อเขียน เมื่อผ่านรอบเอกสารอาจได้สอบสัมภาษณ์จากสถานทูตหรือมหาวิทยาลัยที่ยื่นไว้
  • แม้ว่าจะพิจารณาจากเกรด + เรียงความ (SOP) + แผนการศึกษา (Study Plan) เป็นหลัก แต่ถ้าหากน้องๆ มีผลสอบภาษาเกาหลี (TOPIK) หรือคะแนนภาษาอังกฤษแนบไปด้วยก็จะเพิ่มโอกาสมากขึ้น

__

1

แนะนำตัวสักนิด
โพรไฟล์การศึกษา, เหตุผลที่สมัครทุนนี้

ไอซ์:สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘ไอซ์ - ชัญญา แสงวิสุทธิ์ใส’ จบม.ปลายสายศิลป์-คำนวณ EIS จาก รร.สามเสนวิทยาลัย

  • เกรดเฉลี่ยมัธยม 3.47 / เกรดเฉลี่ยมหาลัย (ตั้งแต่ปี 1- ปี 2 เทอม1) 3.81
  • ยื่นคะแนนภาษา TOEIC 855 และ TOPIK กึบ 2

"จริงๆ หนูเรียนมหาลัยในไทยจนขึ้นปี 2 แล้ว แต่ตัดสินใจซิ่วออกมาเพราะรู้สึกยังไม่ใช่ตัวเอง และอยากเรียนต่อต่างประเทศด้วย ก็เลยลองหาทุนสมัครดูค่ะ ซึ่งทุนรัฐบาลเกาหลีก็เป็นทุนแรกที่นึกถึงเลย คิดว่าจุดเริ่มต้นน่าจะเหมือนหลายๆ คน นั่นคือชอบ K-POP กับซีรีส์เกาหลี แล้วเริ่มเรียนภาษาเพราะอยากฟังรู้เรื่องแบบไม่ต้องอ่านซับพอยิ่งเรียนยิ่งสนุกและชอบอะไรเกี่ยวกับเกาหลีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คิดอยากไปเรียนที่นั่นจริงจัง จะได้พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้ใช้ภาษาตลอดเวลาด้วย"

"ที่สำคัญเรามองว่าเกาหลีใส่ใจการศึกษามากกก การเดินทางก็สะดวกสบาย เทคโนโลยีทันสมัย เป็นอีกประเทศที่ฝันอยากไปอยู่ตลอดค่ะ"

พิม:สวัสดีค่าา ชื่อ‘พิม - พิมพ์รวี ยรรยงเวโรจน์’ เรียนจบม.ปลายแผนศิลป์-คำนวณ English Program จาก รร.สตรีวิทยา ค่ะ ^^

  • เกรดเฉลี่ย 3.58
  • ยื่นคะแนนภาษา IELTS 6 กับ TOPIK 3

"เหตุผลเดียวกับไอซ์เลยค่ะ 5555 ทุกอย่างเริ่มต้นจากการชอบศิลปินเกาหลีวง EXO มาตั้งแต่ ม.1เลยลองไปเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลี ทั้งวัฒนธรรม อาหารการกิน ประวัติศาสตร์ ภาษา ฯลฯ รู้สึกชอบอะไรหลายๆ อย่าง ยิ่งตอนปิดเทอม ม.1 บินไปต่างประเทศครั้งแรกก็คือที่เกาหลีอีก หลังจากกลับก็ตัดสินใจเริ่มเรียนภาษาเกาหลีด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ แล้วหาที่เรียนพิเศษตอน ม.6 เพื่อไปสอบ TOPIK ระหว่างนั้นได้ไปเรียนภาษาเกาหลีอีก 1 เดือน แล้วมองหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศโดยเน้นไปที่เกาหลีค่ะ"

ไนท์: สวัสดีค่ะ ชื่อ 'ไนท์ - พรรณทิวา เชื้อบัณฑิต' เรียนจบสายศิลป์-ฝรั่งเศสจาก รร.วัฒโนทัยพายัพ จ.เชียงใหม่ค่ะ

  • เกรดเฉลี่ย 3.74
  • ยื่นคะแนนภาษา TOEIC กับคะแนนภาษาฝรั่งเศส DELF ระดับ A2

"เราโดนตกเพราะซีรีส์เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา กับวง Super Junior ค่ะ ><ประทับใจจนคิดว่าภาษาเค้าน่าเรียนดีนะ~ แต่ก็ได้แต่ฝันไปก่อนเพราะพอไม่ได้อยู่ในเมืองแล้วหาเรียนเกาหลียากมากกกก จนมีเน็ตก็ได้เริ่มเสิร์ชดูเล่นๆ มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นศิลปินกับรายการวาไรตี้ ซึ่งจริงๆ เราเรียนป.ตรีเอกฝรั่งเศสไปจนปี 3 แล้วด้วยค่ะ แต่รู้สึกมันไม่ใช่สิ่งที่เรารักจริงๆ (เจอโควิดพอดีด้วยแหละ) พอมาเจอทุนรัฐบาลเกาหลีที่ให้เต็มจำนวน ก็ลองสมัครดูแม้เวลาจะกระชั้นไปนิดนึงงง 5555"

ขิม:สวัสดีค่ะ ชื่อ‘ขิม - ณัฐมนต์ ครูส่ง’ เรียนจบศิลป์-คำนวณเน้นภาษาอังกฤษ (Intensive Program) ที่ รร.หอวังค่ะ

  • เกรดเฉลี่ย 3.07
  • ยื่นคะแนนภาษา TOPIK 5

"เริ่มชอบเกาหลีเพราะติดใจซีรีส์กับรายการวาไรตี้ของเค้าค่ะ คอนเทนต์สนุกแล้วยังมีซับไตเติลให้เราซึมซับภาษากับวัฒนธรรมแบบอ้อมๆ ได้อีก ทีนี้หลังจบมัธยมเลยมี gap year เพื่อค้นหาตัวเองก่อน ตัดสินใจขอที่บ้านไปเรียนสถาบันภาษาของ ม.ยอนเซ (Yonsei Korean Language Institute: YSKLI) โดยเริ่มเลเวล 2 แล้วเรียนยาวๆ จนจบเลเวล 6 เลย คิดว่าไหนๆ เริ่มมาขนาดนี้แล้วก็เลือกเรียนต่อมหาลัยนี้เลยดีกว่า ก็เลยลองสมัครไปค่ะ"

มิ้น: สวัสดีค่ะ ชื่อ'มิ้น - มนัสชนก วรสิทธิ์ขจร'เรียนจบม.ปลายสายวิทย์-คณิต โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลค่ะ ยื่นรูปแบบ University Track เลือกสาขา College of Engineering Dept. of Computer & Information Security ที่ Daejeon University (DJU)

  • เกรดเฉลี่ย 3.43
  • ไม่ได้ยื่นคะแนนภาษา

"ส่วนหนูเองสนใจด้าน IT และเริ่มเรียนสาขา Faculty of Science Information Technology ที่ ม.ขอนแก่นไปแล้วเทอมนึง พอตอนหลังถึงรู้ว่าประเทศเกาหลีมีหลักสูตรวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี แล้วเป็นสถาบันที่ขึ้นชื่อเรื่องงานวิจัย เทคโนโลยีทันสมัย และสร้างบุคลากรเก่งๆ ในวงการออกมาเยอะ ซึ่งถ้ามองในภาพใหญ่อุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของเกาหลีคือปังมากค่ะเค้าพัฒนาไปไกลจนเราอยากไปเรียนป.ตรีด้านนี้ที่เกาหลี เลยตัดสินใจขอทุนรัฐบาลที่ให้แบบเต็มจำนวน"

สาลี่:สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘สาลี่ - บุณยานุช เกตุบุญลือ’ เรียนจบม.ปลายสายวิทย์-คณิตที่โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบําเพ็ญค่ะ ยื่นรูปแบบ University Track สาขา Food Science and Nutrition ที่ Pusan National University

  • เกรดเฉลี่ย 3.73
  • ยื่นคะแนนภาษา IELTS Band 6.5 กับ TOPIK 6

"ต้องเล่าก่อนว่าหนูเรียนมหาลัยด้านเทคโนโลยีอาหารมาก่อน แต่ตัดสินใจสมัครทุนในสาขา Food Science and Nutrition เพราะสนใจเรื่องอาหาร สุขภาพ และวิถีชีวิต มากกว่าด้านอุตสาหกรรมอีกอย่างหนูมองว่าเกาหลีเป็นประเทศที่มีแนวปฏิบัติเข้มงวดเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหาร ผลิตภัณฑ์ของประเทศเขาก็แพร่หลายไปทั่วโลกด้วย จึงคิดว่าการไปเรียนต่อสายนี้ที่เกาหลีคือโอกาสที่ดีค่ะ"

__

2

ทีม Embassy Track
จัดอันดับยังไงบ้าง? เพราะอะไร?

ไอซ์:

  • Kyung Hee University - Department of Applied English Interpretation and Translation (*เลือกอันดับนี้)
  • Yonsei University - Korean language & Culture Education
  • Pusan National University - Department of English Language and Literature

ส่วนตัวหนูชอบเรียนภาษาอยู่แล้ว และสนใจล่าม/การแปลด้วย ก็เลยตัดสินใจเลือกคณะนี้เพื่อให้ได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษและเกาหลีพร้อมๆ กัน ดังนั้นหนูต้องเขียนอธิบายใน SoP และเล่าให้กรรมการฟังเยอะมากว่าทำไมถึงอยากมาเรียนภาษาอังกฤษที่เกาหลี มียกตัวอย่างไปเยอะมากว่าตอนนี้มีสื่อบันเทิงเกาหลีโด่งดังไปทั่วโลก อย่างวง BTS หรือหนัง Parasite ที่คว้ารางวัลออสการ์ และซีรีส์ที่ฮิตในหลายประเทศ ซึ่งยังต้องการนักแปลจากต้นฉบับไปสู่ภาษาสากล เพื่อให้ผู้ชมได้รับสารถูกต้องและความหมายผิดเพี้ยนจากภาษาแม่ให้น้อยที่สุด (ลงดีเทลล์เยอะมากแต่คร่าวๆ ประมาณนี้ค่ะ)

ส่วนที่เลือก ม.คยองฮี ไว้อันดับ 1 เลยเพราะเป็นม.เดียวที่มีคณะนี้แล้ว rank ยังติด Top10 มีดาราดังๆ เป็นศิษย์เก่าเยอะมากรวมถึง ‘มุนแจอิน’ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเกาหลีก็จบด้วย

พิม:ของหนูเลือกมหาลัยในปูซาน 2 แห่งคือ Pusan National Universityกับ Busan University Of Foreign Studies และมหาวิทยาลัยในโซลอีก 1 แห่ง คือ Konkuk University

หลักๆ เลือกจากวิชาที่เปิดสอนและบังคับเรียน ดูว่าน่าจะตอบโจทย์เรามั้ย โดยคณะที่เราเลือกทั้ง 3 แห่งคือด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหมดเลย เพราะอย่างที่บอกว่าตั้งแต่ชอบเกาหลี เราก็ไปค้นข้อมูลประเทศมาเยอะมาก รู้สึกทั้งสนุกและน่าตื่นเต้น แล้วเรายังสนใจวัฒนธรรมยุคก่อนๆ ในเกาหลีและของต่างประเทศด้วยค่ะ

ไนท์:

  • สาขา Korean Language & Literature คณะ คณะ Liberal Arts ที่ Yonsei University (*เลือกอันดับนี้)
  • สาขา Journalism and Visual Communication คณะ Communication ที่ Keimyung University
  • สาขา Korean Language & Literature คณะ College of Humanities and Liberal Arts ที่ Daegu University

ส่วนตัวสนใจด้านภาษาศาสตร์ (Linguistic) อยากเรียนทั้งด้านวรรณกรรมกับสายแปลแต่อันดับสองแอบไปทาง Mass Comm.เพราะรู้สึกโปรดักชันของเกาหลีน่าสนใจดีส่วนมหา’ลัยเรานั่งอ่านรีวิวกับดูคลิปในยูทูบแล้วรู้สึก ม.ยอนเซดูสิ่งแวดล้อมดีและมีความเป็น international มากๆ ค่ะ

ขิม:

  • คณะ Business Administration ที่ Yonsei University (*ได้อันดับนี้)
  • คณะ Liberal Arts & Social Science Business Administration ที่ Hanyang University
  • คณะ College of Business Administration ที่ Hannam University Humanities & Social Science

ตอนแรกลังเลมากว่าจะไปสายโฆษณาแบบแนวนิเทศฯ หรือธุรกิจดี แต่ช่วงที่ก่อนที่จะเรียนจบสถาบันภาษาแล้วต้องทารีเสิร์ช 1 เรื่อง เลยเลือกทำเรื่อง “โฆษณาแฝงในสื่อเกาหลีและการยอมรับของผู้บริโภค” มันเหมือนอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ฝั่งนี้พอดี พอได้ชั่งน้ำหนักก็รู้สึกตัวเองจะเหมาะกับทาง Marketing มากกว่า เลยเลือกไปทั้ง 3 อันดับเลยค่ะ

ส่วนที่เลือก ม.ยอนเซเพราะจากที่ได้เรียนภาษามา เราเห็นว่าเค้าจัดสภาพแวดล้อมสำหรับนักศึกษาดีมาก เน้นทั้งเรื่องเรียน+ชีวิตมหาวิทยาลัยมีครบทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ชมรม กิจกรรม แล้วยังมีงานแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ระหว่าง ม.ยอนเซ กับ ม.โคเรีย (연고전)แล้วยังมีเทศกาล Akaraka (아카라카)ที่จะมีนักร้องไอดอลต่างๆ มากันเยอะมาก น่าเสียดายปีนี้อดเพราะโควิด (ช่วงปี 1 มหาลัยจะมีแบ่งเป็นบ้านๆ ในหอของ International Campus ให้ฟีลเหมือนใน Harry Potter ด้วยนะคะ มีรุ่นพี่ดูแลและจัดกิจกรรมให้)

__

3

ว่าด้วย SoP & Portfolio
(เทคนิคและผลงานที่หยิบมาเล่า)

Note:อ้างอิงจากระเบียบการทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ป.ตรีปี 2021ผู้สมัครจำเป็นต้องส่ง Personal Statement (SoP) และ Study Plan แต่ Portfolio (เกียรติบัตรรางวัล) เป็น optional ส่งหรือไม่ก็ได้ค่ะ

1. Statement of Purpose (SOP)= เรียงความ/บทความที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักเรามากขึ้น (อ่านเพิ่ม)

2. Study Plan = แผนการศึกษา เน้นแสดงให้เห็นว่าเราวางแผนชีวิตในอนาคตไว้เป็นระบบแล้ว ทำให้กรรมการมั่นใจได้ว่าถ้าเราได้ทุนเข้าไปเรียน เราจะมีศักยภาพมากพอที่จะเรียนจบอย่างมีคุณภาพ (อ่านเพิ่ม)

ไอซ์:

  • เขียนเรียงความ SoP ให้เป็นตัวเองจะดีที่สุด เน้นเล่าข้อดี/ความสามารถ/ผลงานของเราลงไปเยอะๆ ให้เค้ารู้สึกว่าเรา deserve ที่จะได้ทุนนี้ถึงจะไม่มีใบประกาศฯ หรือไม่ใช่กิจกรรมวิชาการก็ใส่ลง SoP ได้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเรามีทักษะการเข้าสังคม ทำงานกับผู้อื่นได้ และสนใจอย่างอื่นนอกจากการเรียนด้วย

  • ควรเขียนว่าถ้าเราได้ทุนแล้วจะทำประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติได้บ้างทั้งที่เกาหลีและไทย อาจต้องใส่ความเล่นใหญ่หน่อยเพราะเค้าเอาเงินมาลงทุนกับเรา เขียนอนาคตให้ชัดเจน ดูมีเป้าหมายในชีวิต เขียนแรงจูงใจและความตั้งใจว่าทำไมอยากเรียนเกาหลี ทำไมต้องไม่่ใช่ประเทศอื่น

  • เราไม่ได้ทำ Portfolio เลย ตอนแรกกะจะยื่นรอบสัมภาษณ์ แต่เป็นออนไลน์ก็เลยไม่ได้ใช้ค่ะ มีส่งไปแค่ใบที่ได้จากการไปทำงานอาสามัคร (volunteer), ใบ Certificate เข้าร่วมคอร์สเรียนภาษาที่ต่างประเทศ กับรางวัลเข้าร่วมการแข่งขันตอบปัญหาวิชาการเข้ารอบระดับประเทศ

พิม:

  • เราเองก็พยายามเขียนโดยใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปเยอะๆให้กรรมการรู้จักเรา และอยากรู้จักมากขึ้นแต่ที่สำคัญคืออธิบายเหตุผลที่อยากยื่นทุนนี้และเลือกคณะกับมหา’ลัยนี้ โดยเชื่อมโยงกับความสนใจของเราเอง หลักๆ คือเขียนจากใจมากกว่าค่ะ 55555 ประมาณว่าเขียนให้เห็นความตั้งใจเราชัดๆ

ไนท์:

  • เรามีเล่าไปว่าเคยแข่งภาษาฝรั่งเศสและงานศิลปหัตถกรรม 2 ครั้ง ครั้งนึงประกวดโครงงานภาษาฝรั่งเศส (ได้ที่ 2) และพูดจากภาพเป็นภาษาฝรั่งเศส (ได้ที่ 1 ประเทศ, แข่งเป็นคู่) ถึงจะไม่มีผลงานเกี่ยวกับเกาหลีเลย แต่หนูยกแพสชันมาเป็นจุดแข็งเพราะเราชอบเรียนภาษามาตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านก็สนับสนุนโดยให้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษตั้งแต่ ป.1-2 ครูก็พาไปแข่งจนยิ่งรักทางนี้ ยิ่งพอชอบ K-POP ก็ส่งเสริมกันไปหมดเลยค่ะ แสดงให้เห็นว่าเราปรับตัวกับการเรียนภาษาได้ดี คิดว่าที่ได้ทุนอาจจะเพราะทัชใจเขามั้ง

  • การเขียนเรียงความ SoPอันดับแรกคือเลือกคณะก่อน + เขียนว่าทำไมถึงเลือก เหตุผลที่สนใจด้านนี้ แสดงให้เขาเห็นความตั้งใจว่าเราอยากเข้าจริงๆ pay attention หาข้อมูลเยอะๆ เพราะแต่ละม.มีเอกลักษณ์ที่ต่างกันค่ะส่วน Study Plan จะช่วยให้กรรมการรู้จุดมุ่งหมายของเรา เขียนแพลนในอนาคตว่าถ้าได้ทุน ช่วงที่เรียนภาษาเราจะทำอะไร เช่น ทำกิจกรรมหรือศึกษาเพิ่มทางไหน หลังจบ ม.นั้นจะทำอะไรต่อ แพลนอนาคตไว้หมดเลย

  • เวลาเขียนเราจะคิดเป็นภาษาไทยในหัว แต่เขียนออกมาเป็นภาษาอังกฤษเลย เพราะถ้าร่างเป็นภาษาไทยก่อนอาจจะคิดคำที่สื่อออกมาได้ไม่ตรง และแกรมมาร์สองภาษานี้ก็ไม่เหมือนกันด้วย // อยากให้ใช้เวลากับเรียงความเยอะๆ ไม่ใช่แค่วันสองวัน เราเองใช้เวลาไปเกือบ 2 วีค อ่านใหม่หลายๆ รอบ

ขิม:

  • อธิบายว่าการเรียนในมหาลัยและคณะนี้จะตอบโจทย์หรือช่วยให้เราไปถึงเป้าหมาย (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) ได้ยังไงบ้างเน้นเขียนให้เป็นตัวเอง โชว์ให้เห็นว่าอะไรคือจุดเด่นของเรา ซึ่งจริงๆ ไม่ไ่ด้จำกัดแค่ด้านวิชาการอย่างเดียวแต่สามารถเน้นเรื่องมุมมอง ความคิด และแพสชันของเรา เพื่อให้กรรมการเห็นเป้าหมายเราได้ชัดเจนมากขึ้น

  • เราเขียน SoP โดยค่อยๆ เลือกแต่ละ Episode มา แล้วเน้นเล่าเรื่องจากช่วงเวลาต่างๆ เหล่านั้นค่ะเช่น ช่วงที่ไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนี ต้องปรับตัวหรือ mindset อะไรให้เข้ากับโฮสต์แฟมิลี่ได้ดีขึ้น กิจกรรมต่างๆ ในและนอกห้องเรียน หรือแม้แต่การค้นคว้าด้วยตัวเองสำหรับยุคนี้ที่ทำได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะสนใจอะไรก็สามารถหามาลองเรียนเองได้เลย แม้จะไม่ได้ตรงสายอยู่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะส่วนตัวคิดว่าตรงนั้นคือตัวช่วยสร้างจุดต่างให้เรา

**ฝากถึงน้องๆ ที่อยากรู้วิธีการเรียนการสอน เนื้อหาต่างๆ ในมหาลัยว่าจริงๆ เป็นยังไง สามารถเข้าไปดูที่ K-MOOCได้นะคะ

มิ้น:

  • เนื่องจากมิ้นยื่นทุนนี้โดยใช้แค่เรียงความ ไม่ได้ยื่นคะแนนภาษาอะไรเลย เลยคิดว่าต้องทำการบ้านหนักหน่อย ทริคส่วนตัวคือเริ่มจากการคิดก่อนว่าจะทำยังไงให้กรรมการอ่านแล้วลืมเรื่องที่เราไม่มีคะแนนภาษาไปเลย และจำชื่อของเราได้ จนเค้าสนใจเลือกเรา นั่นคือการเปิดเรื่องอย่างน่าสนใจแล้วจบอย่างประทับใจ ให้เรียงความถ่ายทอดความเป็นตัวเรา และไม่ซับซ้อนจนคนอ่านเข้าไม่ถึง

  • แล้วด้วยความที่มิ้นเรียน ป.ตรีมาแล้ว ก็เลยเน้นเล่าเรื่อง gap year ว่าทำไมไม่สมัครนี้ตั้งแต่จบ ม.ปลาย ที่สำคัญคืออธิบายว่าทำไมสนใจเกาหลี มีความรู้เกี่ยวกับสาขาที่เรียนยังไงบ้าง ทำให้กรรมการทราบว่าถ้าเราได้ทุนนี้ จะทำประโยชน์ให้ไทยและเกาหลีใต้ในแง่มุมไหนบ้าง ส่วนผลงานเราส่งเป็นโปรเจกต์การเขียนโปรแกรม Python ที่ทำตอนเรียนเทอม 1 ที่ไทยก่อนซิ่วออกมาค่ะ

สาลี่:

  • สิ่งที่สำคัญคือการลองสวมบทบาทตัวเองเป็นกรรมการ เพื่อมองให้ออกว่าว่าเขาอยากรู้อะไรจากคำถามนั้นๆ เช่น ถ้าให้เขียนถึงกิจกรรมช่วงมัธยมปลาย คือต้องเขียนประสบการณ์ที่ได้เติบโตหรือเอาชนะอุปสรรคและผลที่ประสบความสําเร็จหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้ค่ะ อาจเป็นงานโปรเจกต์ กิจกรรมอาสาสมัคร ฯลฯ และอีกอย่างคือเขียนความคิดตัวเองพร้อมเหตุผลที่ทำให้เราคิดหรือทำเช่นนั้น (*กิจกรรมและรางวัลต่าง ๆ จะเป็นวัตถุดิบที่ดีเลิศใน Personal Statement ค่ะ เราเองมีใส่รางวัลรองชนะเลิศการแปลภาษาเกาหลี, ทำงานเป็นกรรมการนักเรียน และเข้าอบรมต่างๆ )

  • แนะนำให้ลองศึกษาสิ่งที่ควรระวังและทริคการเขียนให้น่าอ่านและลื่นไหลจากช่อง YouTube ทั้งหลาย อาจหาสัก 3-4 ช่องที่อธิบายแล้วเราเข้าใจเพราะส่วนตัวได้เห็นข้อแก้ไขจากที่เคยสมัคร KGSP2019 (Embassy Track) แล้วได้แนวทางการเขียนเยอะมากๆ จากวิธีนี้

  • ส่วนตัวคิดว่าสาเหตุที่ติดขัดตอนเขียน Personal Statement และ Study Plan ก็คือ 1. รู้ข้อมูลเกี่ยวกับสาขานั้นยังไม่เพียงพอ 2. ยังไม่ใช่สาขาที่เราอยากเรียนจริงๆ แนะนำให้ใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสาขาที่จะยื่นให้ละเอียดเลย อาจลองพูดคุยกับพี่ๆ มหาลัยเกี่ยวกับหลักสูตรและอนาคตของสาขานั้นๆ ก็ได้ เพราะโครงหลักสูตรมีส่วนใกล้เคียงอยู่ค่ะ (เราจะต้องอยู่กับสาขานี้ไป 4 ปีเต็มๆ เพราะทุนมีข้อกําหนดว่าไม่สามารถย้ายสาขาได้ค่ะ)

__

4

รีวิวบรรยากาศสัมภาษณ์
ภาษาที่ใช้, การเตรียมตัว

ไอซ์:

  • สัมภาษณ์ผ่าน Zoom เป็นภาษาอังกฤษ แต่กรรมการให้แนะนำตัวภาษาเกาหลี
  • เราเตรียมตัวตั้งแต่เห็นรายชื่อว่าผ่านรอบแรกค่ะ หาคำถามจากในเน็ตมาเยอะมากๆ ดูคลิปรุ่นพี่ที่ได้ทุนแล้วมารีวิว คิดคำถามเอาไว้ พอถึงวันสัมภาษณ์คือตื่นเต้นหนักมากกก รีบตื่นเช้ามาแต่งตัว แต่งหน้า เซ็ตกล้อง เซ็ตไฟ อยากให้ออกมาดูดีที่สุด 5555

พิม:

  • เราได้สัมภาษณ์เป็นภาษาเกาหลีทั้งหมดเลยค่ะ
  • ก่อนถึงเวลาเราทั้งเกร็งและกลัวสุดไรสุด พยายามตั้งสติลิสต์คำถามและคำตอบคร่าวๆ ไว้ล่วงหน้าทั้งภาษาอังกฤษและเกาหลี พอถึงเวลาจริงๆ บรรยากาศไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่คิด

ไนท์:

  • สัมภาษณ์ผ่าน Zoom มีสัมภาษณ์ 2 รอบเป็น Embassy Track กับมหาวิทยาลัย (มหาลัยมีโอกาสที่จะสัม/ไม่สัมค่ะ)พูดภาษาเกาหลีนิดเดียว น่าจะ 2% มั้ง 55555 ผสมๆ กันไปค่ะ
  • เค้าจะมีแจ้งและนัดหมายล่วงหน้าให้เราเตรียมตัว เราเจอคำถามเกี่ยวกับความตั้งใจและสิ่งที่เราเขียนใน SoP ตอนนั้นเราเตรียมตัวเต็มที่มากกก เพราะดร็อปมหาลัยมาเพื่อสิ่งนี้เลยยย เก็งคำถามไว้ก็ไม่ตรง ลนอีกต่างหาก แต่บรรยากาศผ่อนคลายนะคะ กรรมการไม่ทำให้เรารู้สึกกดดันเลย

ขิม:

  • สัมภาษณ์ 1 ครั้งผ่าน Zoom ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ มีแนะนำตัวและคำถามภาษาเกาหลีนิดหน่อย คิดว่าน่าจะเพราะเขียนเอกสารส่งไปเป็นภาษาเกาหลี + ยื่นแค่คะแนนเกาหลีอย่างเดียว เลยโดนเป็นภาษาอังกฤษ
  • ก่อนถึงวันสัมภาษณ์ เราคิดว่าช่วงเปิดน่าจะช่วยสร้าง first impression ที่ดีกับกรรมการได้ เลยเน้นคำที่จะพูดตอนเปิดแนะนำตัวค่ะ คิดอยู่นานมากกว่าจะพูดไงให้ดูแตกต่างดี สุดท้ายเลยเปิดด้วยการพูดเป้าหมายในชีวิตของตัวเองออกไปก่อนเลย

มิ้น:

  • ของหนูเป็น University Track เจอสัมภาษณ์ 1 รอบกับมหาวิทยาลัยเป็นภาษาอังกฤษปนเกาหลีนิดๆ
  • มหา'ลัยที่เลือกไว้เค้าจะส่งอีเมลมานัดหมายวันเวลาสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ก่อนหน้านั้นมิ้นไปสอบรายละเอียดบ่อยมากกทุกสัปดาห์เลย (เค้าก็เหมือนกัน) แนะนำว่าถ้าสงสัยอะไรโทรได้เลยนะคะ
  • เราเตรียมตัวเกี่ยวกับหลักสูตรว่าเรามีพื้นความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยียังไงบ้าง นอกจากนั้นก็เป็นคำถามทั่วไปเกี่ยวกับตัวเรา ไม่ยากเลย ดังนั้นไม่ต้องกังวลค่ะ ให้ตั้งสติ ค่อยๆ พูดช้าๆ ชัดๆ

สาลี่: (ไม่ได้มีการนัดสัมภาษณ์)

__

5

รีวิวเรียนปรับภาษา/ปี1เทอม1

ไอซ์: ตอนนี้หนูเรียนปรับภาษาอยู่ที่ Daegu University ที่จังหวัดแดกูค่ะ การเรียนการสอนจะใช้หนังสือของม.โซล (서울대 한국어) เรียนวันละ 4 ชั่วโมงเรียนครบทุกทักษะเลยทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นคลาสเล็กๆ ประมาน 10-15 คน ทำให้ครูดูแลทั่วถึง หนูว่าเค้าตั้งใจสอนมากและใส่ใจนักเรียนทุกคน มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาครูได้หมดเลยไม่ใช่แค่เรื่องเรียน และระหว่างที่เรียนภาษา ทางมหาลัยก็จะมีกิจกรรมให้นักเรียนต่างชาติเหมือนกับนักเรียนเกาหลีทั่วไปค่ะ เช่น เป็นบัดดี้กับเพื่อนเกาหลี, เรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลี, คลาสเรียนเทควันโด และการเข้าร่วมชมรมในมหาลัย

เรื่องการปรับตัว สำหรับหนูอาจไม่ยากเพราะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมและอาหารเกาหลีอยู่แล้ว แต่อาจต้องปรับการใช้ชีวิตนิดนึง เพราะต้องทำงานบ้านทำอาหารเองงี้ รู้สึกโตขึ้นและได้อัปสกิลการใช้ชีวิตเยอะเลยค่ะ 55555

พิม:หนูก็กำลังเรียนปรับภาษาที่ Konyang University Nonsan Campus จังหวัดนนซานค่ะ เขาจะมีให้สอบวัดระดับก่อนเพื่อแบ่งห้อง มีตั้งแต่ห้อง 1-6 โดยห้อง 1 และ 2 จะเป็นห้องเรียนระดับต้น ห้อง 3, 4 ,5 จะเป็นระดับกลาง และห้อง 6 ระดับระดับสูง) แต่ทุกห้องจะมีการสอนเพื่อเตรียมสอบ TOPIK แทรกในเนื้อหาอยู่แล้ว และคลาสแยกสำหรับ TOPIK ให้เรียนเพิ่มด้วยค่ะ

ส่วนเราเองถูกจัดไปอยู่ห้อง 6 ส่วนใหญ่เน้นเรียนพูดและเตรียมพร้อมเข้าเรียนในมหาลัยจริงๆ เช่น เรียนวิธีการเขียนรายงาน, พรีเซนต์งาน, ทำ PowerPoint นำเสนอ และโต้วาที นอกจากนี้ก็คือเรียนตามในหนังสือของมหาลัยที่เขาเรียงเป็นระดับให้ และแบ่งเป็นฟัง-พูด-อ่าน-เขียน กับไวยากรณ์ค่ะ

ไนท์: ตอนนี้กำลังเรียนสถาบันภาษาของ ม.ปูซาน (Busan University of Foreign Studies)เรียนแบบออฟไลน์เลยแต่มาตรการเข้มข้น ใส่หน้ากากตลอด จัดเป็นโต๊ะคู่แต่ให้นั่งคนเดียว เวลาเข้าตึกเราจะต้องกรอกข้อมูล และมีเครื่องตรวจอุณหภูมิ และได้สติกเกอร์มาติด (เราว่าระบบเกาหลีดีอยู่แล้ว เวลาจะเข้าร้านค้าก็แค่กดโทรไปเบอร์ที่เค้าไว้เพื่อเช็กอิน แล้วเบอร์มือถือจะลิงก์กับข้อมูลของเราหมดเลย บางอันมีสแกน QR Code มันง่ายไปหมด)

เราจะได้เรียนวันละ 4 ชั่วโมงค่ะ แบ่งเป็นเรียนภาษา 2 ชั่วโมง + ติวสอบ TOPIK 2 ชั่วโมง (ต้องได้กึบ 3 ขึ้นไปถึงจะผ่านเข้ามหา’ลัยได้ แต่ถ้าใครผ่านกึบ 5 ก็จะถูกส่งไปทันที)

  • คลาสภาษาเกาหลีแบ่งเป็นระดับ A, B, C, D, E เรียนหนังสือจาก ม.โซล เราเริ่มจาก B ตอนนี้อยู่ C แล้ว กำลังเรียนเล่ม 3 ค่ะ // คนจะบ่นกันว่า A ไป B ยากเหมือนคนละโลกเพราะเนื้อหาก้าวกระโดดมาก ส่วน C จะเริ่มมีเรื่องวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตในเกาหลีเข้ามาจากฟัง-พูด-อ่าน-เขียนค่ะ
  • คลาสติว TOPIK แบ่งวันจันทร์-ศุกร์ เรียนครบ 4 ทักษะใน 1 สัปดาห์

นอกจากสนุกกับการได้รู้อะไรใหม่ๆ ก็ยังได้เจอเพื่อนต่างชาติด้วย ครูที่สอนถามว่าประเทศยูเป็นยังไง เราก็ได้แลกเปลี่ยนกัน ทำให้รู้สึกเฮ้ย มีงี้ด้วย!ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็บอกเค้าได้เลย ครูใจดีและเข้าใจเด็กมากๆ ส่วนเพื่อนในห้องแต่ละคนก็ไนซ์และเป็นคนสนุกๆ ทุกคนแย่งกันพูดหมด

ขิม:

เนื่องจากก่อนขอทุน เราเรียนจบสถาบันภาษาจาก ม.ยอนเซมาแล้ว งั้นขอรีวิวคลาสของนิดนึงเผื่อเป็นแนวทางให้น้องๆ ที่สนใจนะคะ ปกติแล้วใน 1 ปีจะได้เรียน 4 เทอม เลเวลละ 2 เดือนครึ่ง แล้วหยุด 2 สัปดาห์ แบบนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าหนักสุดก็คือช่วง transition ระหว่างกึบ 3 ไป 4 นี่แหละ อีกอย่างโปรแกรมที่เรียน (The University Korean Program) ค่อนข้างเน้นเชิง Academic ที่ใช้งานกันในระดับมหาลัย ทำให้เข้มข้นมากๆ มีสอนทั้ง Presentation กับ Debate แต่อาจารย์ตั้งใจสอนมากเพื่อให้เราได้จริงๆ โดยไม่กดดันเลยค่ะ

พอเราเรียนภาษาจบเลเวล 6 แล้ว พอสมัครเรียน ม.ยอนเซต่อเค้าก็ตัดให้เราเป็น TOPIK 6 เลยค่ะ (เงื่อนไขทุนนี้คือถ้าได้ TOPIK 5 ขึ้นไป = ไม่ต้องเรียนคอร์สภาษาแล้ว) ดังนั้นตอนนี้เรากำลังเรียนปี 1 ที่ ม.ยอนเซ รายวิชาเป็นแบบ GenED คณะเราจะมี require ให้เก็บวิชาสถิติ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ วิชาคณะจะค่อนข้างโหดอยู่ (ขนาดรุ่นพี่คนเกาหลียังบอกว่ากว่าจะรอดมาได้ก็แทบตาย) แล้วยิ่งตอนเรียนต้องพยายามรักษามาตรฐานให้เทียบเท่า เพราะเรียนหลักสูตรภาษาเกาหลี ก็คือเรียนกับคนเกาหลี 100% อาจจะมีนักเรียนต่างชาตินิดหน่อย แต่อย่างที่รู้กันว่าเรียนออนไลน์ไม่ได้เอื้อกับการหาเพื่อน ทุกคนไม่ยอมเปิดกล้องจนจบเทอมยังแทบไม่เคยเห็นหน้ากันเลยค่ะ 5555

สรุปข้อดีของ Yonsei U. ที่ทำให้เห็นว่าเปิดกว้างมาก

  • สนใจวิชาไหนก็ลงได้เลย น้อยมากที่จะจำกัดว่าต้องอยู่คณะนั้นนี้ถึงเรียนได้ อย่างเทอมแรกเราก็ไปลง Food Science กับรัฐศาสตร์มา เค้านับหน่วยกิตให้ปกติเลยค่ะ
  • สามารถลงเป็นแบบ เมเจอร์เดียว / ดับเบิลเมเจอร์ / ไมโครเมเจอร์ ก็ได้ แต่ละแบบจะมีกำหนดหน่วยกิตที่บังคับลงเรียนต่างกันค่ะ
  • ตอนปี 3 ย้ายคณะได้ แล้วจะมีเลือกเรียนแบบตรีควบโทได้ด้วย

มิ้น:ตอนนี้เรียนภาษาอยู่ที่Sun Moon University campus in Asanเนื่องจากมิ้นมีพื้นเกาหลีมาบ้าง เลยมาเริ่มเรียนในระดับ 초급2 และตอนนี้ได้ถึงระดับ 기초토픽 เพื่อเตรียมสอบ TOPIK ให้ได้ระดับ 3 ค่ะ ส่วนรูปแบบคือเรียนออนไลน์ 100%

สาลี่:เราได้รับการยกเว้นการเรียนภาษาและเริ่มปี 1 เลย เท่ากับตอนนี้เรียนปี 1 ที่ ม.ปูซานมาแล้วเทอมนึง เป็นออนไลน์ 90% และมี 10% ไปเรียนที่มหาลัยค่ะ ส่วนเทอม 2 ล่าสุดมีทั้งแบบออนไลน์ ผสม และไปมหาลัย พูดถึงการเรียน เทอมแรกมีวิชาภาคพื้นฐาน 3 ตัว คือ สรีรวิทยา เคมี และชีวะที่สอนเป็นอังกฤษ คณะเราได้ยินว่ามีวิชาภาคที่สอนเป็น eng ทุกเทอมเลย ช่วงเปิดเทอมใหม่ ๆ คนในรุ่นพยายามรู้จักกันโดยนัดกินข้าวเย็นไม่เกิน 4 คน (มาตรการควบคุมของโควิด-19) เราเลยได้เพื่อนคุยค่ะ 5555 ไม่รู้ว่าคณะอื่นเป็นแบบนี้หรือป่าว อาจเพราะเราเป็นคณะเล็ก

นอกจากการเรียนแล้ว กิจกรรมนอกมหาลัยก็เป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น เราหากิจกรรมต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ต เช่น Linkareer(링커리어)เราไปกิจกรรมจิตอาสาชนบท และก็ร่วมกิจกรรม "One Day Cultur

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...