โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"โลโก้-โลโต-โลกัคราช" คำคล้าย แต่ความหมายต่าง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 พ.ย. 2564 เวลา 07.09 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 04.08 น.
(บน) ตราพระราชลัญจกรสยามโกัคราช (เรียกอย่างสามัญว่าตราช้างหมอบ) สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำด้วยทองคำ เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีรูปช้างหมอบอยู่หลังบนที่จับประทับ ในดวงตราทำรูปเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์และอักษรขอมอยู่ ๔ บรรทัด เป็นตราที่ทำเลียนแบบตราพระราชลัญกรมหาโลโต (ล่าง) ตราพระราชลัญกรมหาโลโต ตราสี่เหลี่ยมมีตัวอักษรจีนอ่านว่า “เสียมโหลก๊กอ๋อง” ที่จับเป็นรูปอูฐหมอบ เป็นตราที่ไทยได้รับจากจักรพรรดิจีนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนตราหยกในภาพนี้คาดว่าเป็นองค์ใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

โลโก้ (Logo) หมายถึงตราสัญลักษณ์ของสินค้า หรือรูปแบบสัญลักษณ์ขององค์กร ติดอยู่บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ในภาษาอังกฤษหมายถึงตรา หรือรูปแบบสัญลักษณ์ ที่สื่อถึงองค์กรนั้นๆ และนำไปติดบนสินค้าหรือสิ่งของเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ปัจจุบันโลโก้จึงมีความสำคัญมากในธุรกิจ เพราะใช้เป็นตัวแทนขององค์กรและสินค้าต่างๆ ซึ่งมักจะมีความหมายในเชิงภาษาหรือภาพสัญลักษณ์

ในภาษาจีนก็มีคำที่เสียงคล้ายกับคำว่าโลโก้ คือคำว่าโลโต หมายถึงตราสัญลักษณ์แต่เป็นตราของพระมหากษัตริย์ มาจากตราโลโตซึ่งรับพระราชทานจากจักรพรรดิจีน โลโตเป็นภาษาจีนแปลว่าอูฐ เพราะด้ามจับตราประทับเป็นรูปอูฐ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กล่าวถึงตรานี้ว่า

“จะอธิบายพระราชลัญจกรมหาโลโตให้ท่านทราบเสียด้วย เปนตราที่พระเจ้ากรุงจีนพระราชทานพระเจ้ากรุงสยาม เห็นจะเปนที่เจตนาจะตั้งแต่งเป็นเมืองประเทศราชของกรุงจีน ทำด้วยหยกสีตองอ่อน มีลักษณเปนแท่นสี่เหลี่ยม บนนั้นแกะเปนรูปอูฐหมอบ ใต้นั้นแกะเปนหนังสือจีนอย่างตัวเหลี่ยมสี่ตัว ผู้รู้เขาอ่านว่า เสียม โหล ก๊ก อ๋อง”

มีหลักฐานว่าตรานี้เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปีที่จีนมอบตราให้ไทยนั้นมีเรื่องปรากฏในจดหมายเหตุจีน พ.ศ. 1920 ในสมัยเจ้านครอินทร์หรือสมเด็จพระอินทราธิราช กษัตริย์สมัยอยุธยาพระองค์เดียวที่เคยเสด็จไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศจีนด้วยตนเองตั้งแต่ก่อนครองราชย์ เมื่อครองราชย์แล้วก็ยังติดต่อสัมพันธ์ทางพระราชไมตรีกับกษัตริย์จีน จนเมื่อ พ.ศ. 1946 ได้ส่งราชทูตไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเสงโจ๊วฮ่องเต้ จักรพรรดิจีนจึงพระราชทานตราซึ่งทำด้วยเงินชุบทองคำ ยอดตราเป็นรูปอูฐหรือโลโต มาประทานให้ ครั้นเมื่อเสียกรุงถูกริบไปพระเจ้าสินจงฮ่องเต้ก็ประทานมาให้ใหม่ ในปี พ.ศ. 2195 รัชกาลพระเจ้าปราสาททอง โปรดให้ราชทูตไปเมืองจีนขอเปลี่ยนตรา พระเจ้าสีโจ๊วเจียงฮ่องเต้ก็ประทานให้ตามประสงค์ (สมบัติ พลายน้อย. ความรู้เรื่องตราต่างๆ พระราชลัญจกร. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บูรพาสาส์น, 2527)

ตราโลโตนี้ได้ตกทอดมาจนสมัยกรุงธนบุรีก็ปรากฏหลักฐานในพระราชสาส์นคำหับ ของพระเจ้าตากสินมหาราชที่ส่งพระราชสาส์นไปเมืองจีน พ.ศ. 2324

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเกิดคำว่าโลกัคราชขึ้นอีกคำหนึ่ง เป็นพระราชลัญจกรองค์ใหม่ที่ทรงดำริให้สร้างขึ้น ชื่อเต็มว่าพระราชลัญจกรสยามโลกัคราช ตรานี้ทำด้วยทองคำ เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีรูปช้างหมอบอยู่บนหลังตราตรงที่จับประทับ (เรียกอย่างสามัญว่าตราช้างหมอบ) ในดวงตราทำเป็นรูปเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ และมีอักษรขอมอยู่ 4 บรรทัดว่า

สยามโลกคราชสส

สนเทสลญจนํ อิทํ

อชฌาวาสสานุสาสกสส

วิชเต สพพชนตุนํ

แปลความได้ว่า “ใบประทับตรานี้ของอัครราชาโลกสยามผู้ปกครองสั่งสอนสรรพชนในแว่นแคว้น ใช้สำหรับประทับใบพระราชทานที่วิสุงคามสีมาปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว” โดยความตั้งใจของพระองค์ที่จะทรงเลียนแบบพระราชลัญจกรมหาโลโต ที่มีคำว่าเสียมโหลก๊กอ๋อง โดยใช้คำว่าสยามโลกัคราชแทน

จึงมีคำที่มีความหมายคล้ายกันคือเป็นตราสัญลักษณ์ และออกเสียงใกล้เคียงกัน 3 ภาษา คือคำว่าโลโก้ (อังกฤษ), โลโต (จีน), โลกัคราช (ไทย) ซึ่งสองคำหลังมีความเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ หมายถึงตราพระราชลัญจกร

พระราชลัญจกรเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยโบราณ เป็นตัวแทนของพระองค์ที่ใช้ประทับกำกับบนเอกสาร เพื่อเป็นการแสดงว่าเอกสารฉบับนี้ออกโดยองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นของแท้เพราะมีพระราชลัญจกรเป็นตรารับรอง นอกจากพระราชลัญจกรขององค์พระมหากษัตริย์แล้ว ยังมีตราที่พระองค์พระราชทานให้แก่ข้าราชการขุนนางผู้กำกับกรมกอง เช่น ตราคชสีห์ประจำกระทรวงมหาดไทย สำหรับว่าราชการงานเมืองตามหน้าที่ เมื่อมีตรานี้ประทับเอกสารก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นเอกสารที่ออกจากขุนนางที่ได้รับพระราชทานอำนาจจากพระมหากษัตริย์ให้ควบคุมกรมกองนั้น

การเริ่มต้นการใช้ตราประทับในประเทศไทยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตรัสถึงไว้ว่า

“ต้นรากของตราเห็นว่าอย่างเส้นชาดนั้นมาทางตะวันออก ถ้าจะว่าไปก็เป็นมาแต่จีน จึงใช้แต่ตราเปล่า เพราะจีนเขาไม่เซ็นชื่อ ส่วนตราครั่งนั้นมาทางตะวันตกมีทางอินเดียเป็นต้น จึงมีคำว่า “มุทรา” อันแปลว่าแหวนตรา แต่เขาจะเซ็นชื่อด้วยหรือไม่นั้นไม่ทราบ…” (อนุมานราชธน, พระยา. พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2493)

ต่อมาการประทับตราและพระราชลัญจกรได้ลดบทบาทลง ได้เปลี่ยนมาใช้ลายเซ็นแทน โดยเริ่มมีการใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากชนชั้นปกครองก่อน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงประกาศให้เสนาบดีประจำกระทรวงต่างๆ ลงชื่อประกอบท้ายตราประทับ เพื่อให้เป็นหลักฐานมั่นคงขึ้นใน พ.ศ. 2431 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 5 หน้า 425 ปีชวด สัมฤทธิศก 1250) ความสำคัญของเอกสารจึงไปอยู่ที่ลายเซ็นของหัวหน้ากระทรวง ทบวง หรือกรมแทน

ในปัจจุบันตราของราชการที่เราคุ้นเคยก็คือตราครุฑ ซึ่งเดิมเป็นพระราชลัญจกรของพระมหากษัตริย์สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยในหนังสือสำคัญทั่วไป ส่วนตราของเสนาบดีประจำกระทรวงต่างๆ ก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์หรือโลโก้ประจำกระทรวง และตราที่พระราชทานแก่เสนาบดีประจำหัวเมืองก็กลายเป็นตราประจำจังหวัด โดยมาทำเพิ่มเติมให้ครบทุกจังหวัดในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ทุกวันนี้อิทธิพลของโลโก้ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ไม่ต่างจากเดิม โดยเฉพาะยุคที่การค้าเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของทุกคน สินค้าและบริการต่างๆ ก็มีบทบาทต่อชีวิตของผู้คนมากขึ้น “โลโก้” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสินค้าและบริการเหล่านั้นก็มีความสำคัญมากขึ้นตาม เพราะสินค้าและบริการนั้นมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่โลโก้มักจะคงรูปแบบและสีสันไว้ตามเดิม

สินค้าบางชนิดใช้โลโก้ดั้งเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลานับ 100 ปี เพราะโลโก้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญยิ่งทางการค้า ทำหน้าที่สร้างการรับรู้และจดจำสินค้าได้ดียิ่งกว่าสิ่งใดๆ

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 มีนาคม 2558

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...