โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ความผิดปกติทางการพูด เรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ

new18

อัพเดต 02 พ.ค. 2562 เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 06.35 น. • new18
ความผิดปกติทางการพูด เรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ

การสื่อสารไม่ได้หมายถึงการพูดอย่างเดียว แต่รวมถึงท่าทาง การมองหน้ากัน การแสดงสีหน้ากับผู้พูดด้วย ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ เขาจะใช้การสื่อสารเพื่อบอกเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเขา เช่น เวลาหิวนม เวลาที่ไม่ชอบอะไรแล้วเขาปฏิเสธได้

ยิ่งสำคัญมากขึ้นในวัยที่เขาต้องเข้าโรงเรียน เพราะต้องออกจากพ่อแม่ ไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เด็กที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารหรือการพูด จะมีความยากลำบากในการนำภาษาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เขาจะเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน เวลาที่เล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน อาจจะไม่เข้าใจเพื่อน พอไม่เข้าใจเพื่อนมาก ๆ ทะเลาะกับเพื่อนมาก ๆ ก็จะไม่อยากเล่นกับเพื่อน ทำให้เขาขาดโอกาสในการพัฒนาด้านการนำภาษาไปใช้ในสังคม ถ้าเด็กมีปัญหาเสียงพูดไม่ชัด จะทำให้เขาขาดความมั่นใจในการสื่อสาร เพราะเวลาพูดออกไปแล้วเพื่อนล้อ คนอื่นล้อ ก็จะทำให้เขาขาดโอกาสในการพัฒนาการสื่อสารกับสังคมต่อไป

ลักษณะของความผิดปกติของการสื่อสาร ความผิดปกติของการสื่อสารสามารถสังเกตได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ปี ความผิดปกติของการสื่อสารมีได้หลายประเภท เช่น ความผิดปกติของภาษาที่ล่าช้ากว่าวัย ซึ่งหมายถึงล่าช้าด้านความเข้าใจภาษา และการใช้ภาษากับผู้อื่น การพูดไม่ชัด พูดติดอ่าง ใช้เสียงผิดปกติ ความผิดปกติของการสื่อสารที่มาจากปัญหาการได้ยิน จะทำให้เด็กมีข้อจำกัดในการฟัง และใช้การสื่อสารที่ได้ไม่เท่าเพื่อนในวัยเดียวกัน

ความผิดปกติอาจเกิดขึ้นหลังจากเด็กอายุ 1 ปีเพราะเด็กอาจจะถูกพัฒนามาอย่างที่ไม่สมบูรณ์มากพอ ผู้ปกครองอาจจะไม่ได้กระตุ้นมากพอ หรือปล่อยให้เขาเล่นคนเดียวมากเกินไป หรืออยู่กับพวกหน้าจอสื่อต่าง ๆ มากเกินไป ทำให้เขาขาดโอกาสในการพัฒนา และมีพัฒนาการช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน

สาเหตุของความผิดปกติ มีหลายอย่าง ครอบครัวมีประวัติพูดช้าหรือพูดไม่ชัด ก็จะมีแนวโน้มว่าเด็กก็จะพูดช้าหรือพูดไม่ชัดด้วย รวมถึงเด็กที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง เด็กที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน เช่น มีปัญหาหูน้ำหนวก สูญเสียการได้ยินตั้งแต่แรกเกิดหรือถดถอยในภายหลังได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องบุคลิกภาพของตัวเด็กเอง บางคนเป็นเด็กขี้อาย รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการขาดการกระตุ้น เด็กอาจจะขาดแรงจูงใจในการสื่อสารเพราะว่าไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ หรือการขาดการกระตุ้นจากการที่ผู้ปกครองไม่ตอบสนองในตอนที่เด็กกำลังสื่อสารอยู่ หรือเด็กเล่นคนเดียวมากเกินไป ก็จะขาดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง เด็กบางคนเล่นกับตัวเองเป็น 2 บทบาทในคนเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ ควรจะมีผู้ปกครองเล่นด้วยดีกว่า

การสังเกตว่าลูกเริ่มมีปัญหาด้านการสื่อสาร สังเกตลักษณะต่าง ๆ สามารถสังเกตได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี ถ้าเด็กเริ่มเข้าช่วงวัย 1 ปีแล้วยังไม่มีการออกเสียง ยังไม่มีการเล่นเสียง เช่น มามา ดาดา ซ้ำ ๆ ไม่มีเสียงอะไรออกมาเลย หรือไม่มีการเลียนแบบท่าทางที่ใช้ในการสื่อสาร เช่น การใช้มือชี้ การโบกมือลา หรือเราเรียกชื่อเขาแล้วเขาไม่หันตาม โดยปกติวัย 1 ปี เขาจะรู้จักชื่อเขาแล้ว ถ้าไม่ตอบสนอง แปลว่าลูกอาจจะมีปัญหา

หลัง 1 ขวบครึ่งเป็นต้นไป เด็กควรจะต้องเริ่มพูดแล้ว แต่ถ้าลูกไม่เลียนแบบคำพูดเลย หรือพูดน้อยมากไม่ถึง 15 คำ ก็ต้องคอยสังเกตไว้ หรือการทำตามคำสั่งง่าย ๆ เช่น สวัสดี บาย ๆ ก็ไม่เลียนแบบ ไม่ทำตามเลย ก็ต้องคอยสังเกตไว้ อาจจะเป็นสัญญานเตือนว่าอาจจะมีปัญหาได้

อายุหลัง 2 ขวบ เด็กควรจะต้องรวมคำเป็นวลีง่าย ๆ เช่น กินนม กินน้ำ หรือพูดเป็นประโยคแล้ว ถ้ายังไม่รวมคำหรือไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ได้ เช่น เอาไหม กินไหม ก็ต้องคอยสังเกตเช่นกัน

อายุ 3 ปีจะเริ่มพูดเป็นประโยคง่าย ๆ ได้แล้ว รวมถึงตอบคำถามที่ยากขึ้น เช่น เอาอะไร อันนี้ของใคร ที่ไหน จะเริ่มตอบได้แล้ว

หลังจากอายุ 4 ปี จะเริ่มพูดเป็นประโยคยาว เล่าเรื่องราวได้ เช่น เล่าเรื่องที่โรงเรียนได้ บอกในสิ่งที่เขาพบเจอมาได้ และจะพูดชัดขึ้นหลายเสียง แต่ถ้ายังมีเสียงที่พูดไม่ชัดหลายเสียง ควรมาปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ดีกว่าปล่อยให้นานแล้วมีเสียงพูดไม่ชัดเยอะขึ้น แต่บางเสียงในภาษาไทยเช่น เสียง ซ โซ่ อาจจะพูดได้ตอนหลังอายุ 5 ปีขึ้นไป ถ้าเราฟังโดยรวมบางเสียงขณะพูดสื่อสาร ถ้าฟังชัดเกิน 50% ถือว่าปกติ แต่ถ้าฟังแล้วไม่ชัด แม้กระทั่งคนใกล้ตัวเองฟังก็ยังไม่ชัดเลย จะต้องมาปรึกษาแพทย์

อายุ 5 ขวบ จะเริ่มเล่าเรื่องที่ยาวขึ้น รวมถึงไวยากรณ์ที่ใช้ หลักภาษาไทยจะถูกต้องมากขึ้น ไม่มีการสลับคำ ตอบคำถามที่เกี่ยวกับเหตุผลได้ วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว ต้องสังเกตว่าเด็กเรียนรู้ช้าไหมเกี่ยวกับเรื่องตัวเลข การจดจำสี หรือตัวอักษร เป็นต้น

เด็กบางคนมีโอกาสที่จะมีปัญหาการได้ยินถดถอยในภายหลัง ต้องสังเกตว่าเรียกแล้วหันไหม ดูการตอบสนองเวลาที่เรียกหรือคุยด้วย มันลดลงไหม เพราะอาจจะมีปัญหาในภายหลังได้

วิธีการแก้ไขหรือช่วยเหลือลูก ถ้าพบว่าบุตรหลานมีปัญหาเรื่องการสื่อสารหรือการพูด ถ้าพ่อแม่ไม่แน่ใจ ให้มาพบแพทย์พัฒนาการเด็ก หรือแพทย์หู คอ จมูก เพื่อตรวจประเมิน และส่งต่อมาให้นักแก้ไขการพูดได้ประเมินพัฒนาการภาษาและการพูด และวางแผนการฝึกร่วมกับผู้ปกครองต่อไป

เมื่อมาพบนักแก้ไขการพูด ก็จะประเมินก่อนว่าเด็กมีความผิดปกติทางด้านไหน เช่น ผิดปกติด้านความเข้าใจ ผิดปกติด้านการใช้ภาษา หรือเสียงพูดไม่ชัด พอประเมินพบความผิดปกติแล้ว จะทำการวางแผน ฝึกตามพัฒนาการเขา ซึ่งบางอย่างพอมาพบนักแก้ไขการพูด จะใช้ระยะเวลาในการฝึกประมาณ 30 นาที ฉะนั้นจึงต้องใช้วิธีการปรับวิธีการสื่อสารระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง ให้สามารถนำไปกระตุ้นต่อที่บ้านได้ แล้วนัดพบเพื่อดูว่าผลการฝึกเป็นอย่างไร พบปัญหาอะไรไหม แล้วก็จะช่วยปรับให้ผู้ปกครองกลับไปฝึกต่อที่บ้าน

รู้เร็ว รักษาได้ ถ้าพบปัญหาแล้ว ยิ่งมาเร็วยิ่งดี เพื่อจะได้ประเมินดูว่ามีความผิดปกติมากน้อยแค่ไหน แล้ววางแผนฝึกกระตุ้นให้เขาพัฒนาการเร็วขึ้น ถ้าปล่อยปละละเลยให้ช้าเกินไป จะทำให้พัฒนาการช้าลงไปด้วย หรือแม้กระทั่งเรื่องเสียงพูดไม่ชัด หากปล่อยให้ลูกมีเสียงพูดไม่ชัดมากเกินไป บางเสียงอาจจะมีความยากลำบากในการเรียนรู้ให้พูดชัดด้วยตนเอง ซึ่งเด็กจะยิ่งมีปัญหาขาดความมั่นใจมากขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือว่าพูดไม่ชัดมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

ในเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้า ถ้าได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมและไม่ได้เป็นปัญหาซับซ้อนมาก เขาจะสามารถพัฒนาตามวัยของเขาได้ รวมถึงเด็กที่มีปัญหาเรื่องเสียงพูดไม่ชัดด้วย ถ้าเกิดได้รับการฝึกเสียงที่เหมาะสม ก็จะสามารถชัดได้ตามวัยของเขา

วิธีการเล่นเพื่อเสริมสร้างให้เด็กมีพัฒนาการเรื่องการสื่อสาร เด็กจะใช้การสื่อสารด้วยคำพูดมากขึ้นหลังจากอายุ 1 ปี ผู้ปกครองสามารถวางรากฐานได้โดยการชวนให้เด็กเล่นสมมุติคือการเล่นที่เลียนแบบจากชีวิตจริง เช่น การอาบน้ำ แปรงฟัน หวีผม แล้วกระตุ้นให้เขาใช้การสื่อสารผ่านการเล่นพวกนี้ได้ ถามตอบเพื่อให้เขาตอบ พอเด็กเริ่มโตขึ้นหลังอายุ 1 ขวบครึ่งเป็นต้นไป เขาจะเริ่มเอาสิ่งที่พ่อแม่ดูแลมาเล่นสมมุติ อาจจะไม่ใช่ของจริง เอามาเล่นกับตุ๊กตา ซึ่งจะทำให้เรากระตุ้นการสื่อสารได้หลายรูปแบบมากขึ้น ไม่จำกัดเพียงแค่สิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน เช่น การนอนหลับ หวีผม ก็กระตุ้นผ่านการเล่นได้

*วรางคณา สีนาคล้วน *

*นักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย *

*ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย *

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...