โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระอุดมปิฎก “สหายธรรม” ที่กล้าแย้ง กล้าขัด รัชกาลที่ 4

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ก.ค. 2567 เวลา 08.38 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2567 เวลา 18.14 น.
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชเป็นภิกษุถึง 27 พรรรษานั้น (พ.ศ. 2367-94) ทำให้ทรงเชี่ยวชาญในภาษาบาลี แตกฉากในพระปริยัติธรรม และแน่นอนว่าทรงมี “สหายธรรม” ที่จะแลกเปลี่ยน ถกเถียงข้อธรรมต่าง ๆ ด้วย หนึ่งในจำนวนนั้นคือ “พระอุดมปิฎก (สอน ศิริกุล)”

ฉะนั้น พระอุดมปิฎก (สอน ศิริกุล) มรณภาพ แต่เจ้าภาพผู้จัดงานไม่ได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงทรงตำหนิโทษ

พระอุดมปิฎก (สอน ศิริกุล)

สำหรับประวัติพระอุดมปิฎก สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง เรียบเรียงไว้ นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือน กรกฎาคม 2538 ใช้ชื่อบทความว่า “พระอุดมปิฎกแห่งวัดสนทรา”

เนื้อหาในบทความเล่าถึงเจ้าคุณอุดมปิฎก ท่านมีนามเดิมว่า “สร” (สอน) เป็นบุตรของนายศรีแก้ว และนางปาน ศิริกุล ชาวบ้าน สนทรา (อ่านว่า “สนชา”) ตําบลปันแต อําเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เกิดเมื่อ พ.ศ. 2329 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1

เมื่อท่านมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว ใน พ.ศ. 2349 ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นนาคหลวงผู้หนึ่งของทางราชการเมืองพัทลุง โดยมีพระยาพัทลุง (ทองขาว) เจ้าเมืองพัทลุง เป็นประธานในการอุปสมบทหมู่ของนาคหลวง ก่อนเข้าพรรษา ประจําปี ณ วัดวัง ตําบลลําป่า เมืองพัทลุง อันเป็นวัดหลวงที่พระยาพัทลุง (ทองขาว ณ พัทลุง) สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการเมืองพัทลุง และเป็นสถานที่สําหรับประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ของทางราชการ ได้ฉายาทางสงฆ์ว่า “พุทธสโรภิกขุ”

เมื่อพระพุทธสโรภิกขุเข้ามาศึกษาเปรียญธรรมที่กรุงเทพฯ พระยาพัทลุง (ทองขาว) ได้นำท่านไปฝากไว้วัดหนัง ริมคลองด่าน ตำบลบางค้อ อำเภอบางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี ท่านสมภารเจ้าอาวาสวัดหนังสังเกตเห็นว่า พระพุทธสโรภิกขุเป็นพระที่ขยันหมั่นเพียรต่อการศึกษามา ภายหลังจึงนำไปฝากฝังให้ศึกษาพระปริยัติธรรมและภาษาบาลีที่ “วัดหงสาราม” (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดหงส์รัตนาราม) ซึ่งอยู่ใกล้พระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ริมคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี

พระพุทธสโรภิกขุ มีความสามารถปราดเปรื่องมาก ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่สํานักวัดหงส์รัตนารามอยู่เป็นเวลาหลายปี แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เข้าสอบเปรียญธรรมเลย เพราะในสมัยนั้น พระเปรียญเป็นที่โปรดปรานของราชสํานักและขุนนางชั้นสูงมาก พระที่จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าสอบและสามารถสอบผ่านเปรียญธรรมได้ นอกจากจะต้องเก่งในพระปริยัติธรรม และภาษาบาลีแล้ว ยังต้องมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดีอีกด้วย

พระพุทธสโรภิกขุเก่งในพระปริยัติธรรมและภาษาบาลี แต่มีรูปร่างเล็ก ผิวคล้ำ หาความหล่อเหลามิได้ แถมยังเป็นพระภิกษุที่มาจากบ้านนอกอันห่างไกลปืนเที่ยงเสียด้วย จึงไม่มีพระอาจารย์รูปใดรับรองความรู้ให้ท่านเข้าสอบเปรียญธรรมในสนามหลวง

อย่างไรก็ดี ด้วยความอยากเป็น “มหาเปรียญ” พระพุทธสโรภิกขุ นอกจากจะขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว ท่านยังได้พยายามเอาอกเอาใจพระอาจารย์ที่เป็นกรรมการสอบคัดเลือกพระภิกษุ เพื่อเข้าสอบพระปริยัติธรรมในสนามหลวงอีกด้วย (คือเข้าสอบในโบสถ์วัดพระแก้วมรกต ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าแผ่นดิน) ด้วยการไปช่วยเขาต้มน้ำร้อนและชงน้ำชาถวายพระคณะกรรมการสอบคัดเลือกเป็นประจํา

วันหนึ่ง คณะกรรมการกําลังดําเนินการสอบเพื่อคัดเลือกภิกษุเข้าสอบในสนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ดําเนินการสอบมา 2 วันแล้วยังไม่สามารถคัดเลือกพระภิกษุที่มีความรู้พอจะส่งเข้าสอบในสนามหลวงได้ พระพุทธสโรภิกขุซึ่งคอยรับใช้ชงน้ำร้อนน้ำชาถวายพระอาจารย์ผู้สอบคัดเลือก ได้ถือโอกาสคอยเงี่ยหูฟังการสอบอยู่ตลอดเวลา

คราวหนึ่ง พระอาจารย์ท่านหนึ่งเดินลุกออกไปเพื่อเข้าห้องน้ำ พอดีเดินผ่านพระพุทธสโรภิกขุที่กําลังจัดชงน้ำร้อนน้ำชาในขณะที่กําลังมีการสอบกันอยู่ ได้ยินเสียงพระพุทธสโรภิกขุรําพึงออกมาว่า “บ๊ะ ! แหม, ประโยคแค่นี้ ยังแปลไม่ได้ ก็แย่แล้ว”

พระอาจารย์กรรมการรูปนั้นก็ย้อนถามว่า “แล้วตัวท่านเองล่ะ แปลได้หรือ?”

พระพุทธสโรภิกขุตอบไปว่า “ขอรับ กระผม, แปลได้สบายมาก, แต่ถึงแปลได้ ก็ ไม่มีใครเขารับรอง”

พระกรรมการรูปนั้นจึงรับปากว่า หากพระพุทธสโรภิกขุแปลได้จริง ก็จะรับรองให้ได้เข้าสอบในสนามหลวง

ผลที่ออกมาก็คือ ในปีนั้นมีพระภิกษุเพียงรูปเดียวที่สามารถสอบไล่ได้เปรียญ 9 ประโยค ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย คือ พระพุทธสโรภิกขุ แห่งวัดหนัง นั่นเอง

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ท่านมหาสร เปรียญ 9 ประโยค ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น “พระอุดมปิฎก” และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม อันเป็นวัดใหญ่

นับเป็นอันดับองค์ที่ 5 ที่ศิษย์เก่าแห่งสํานักเปรียญธรรมของวัดหงส์รัตนาราม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดหงส์รัตนารามเอง และโดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดปรานท่านเจ้าคุณอุดมปิฎกเป็นพิเศษ ถึงกับทรงนิมนต์ไปสนทนาธรรม และฉันเพลในพระราชวังบ่อย ๆ

สมัยที่เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ยังทรงผนวชอยู่นั้น เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเชี่ยวชาญในภาษาบาลีและแตกฉานในพระปริยัติธรรมมากอยู่ จนหาคู่สนทนา และอภิปรายธรรมทางวิชาการแทบจะไม่ได้ คงมีแต่เจ้าคุณอุดมปิฎกท่านนี้เท่านั้นที่สามารถเป็นคู่อภิปรายปัญหาธรรมและภาษาบาลีได้อย่างเผ็ดร้อนและสนุกสนานจนเป็นที่ถูกอัธยาศัยกันมาก

พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงพิจารณาเห็นว่า พระภิกษุแห่งคณะมหานิกายสยามที่มีอยู่เพียงนิกายเดียวในสมัยนั้น ประพฤติปฏิบัติศีลไม่ค่อยจะถูกต้องครบถ้วนตามบทบัญญัติที่มีอยู่ในพระวินัยปิฎกเท่าใดนัก ทั้งยังมีพระภิกษุเป็นอันมากที่ต้องอาบัติเป็นครุโทษมากมาย จึงทรงดําริที่จะก่อตั้ง “คณะธรรมยุติกนิกาย” อันเป็นนิกายใหม่ขึ้นมา เพื่ออบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ให้เคร่งครัดในศีลในธรรมตามพระวินัยปิฎก

เมื่อท่านเจ้าคุณอุดมปิฎกทราบเรื่องเข้าก็ได้ไปเฝ้าพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ แล้วปุจฉาและวิสัชนาไปในทางคัดค้านพระราชดําริดังกล่าวของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ

โดยอภิปรายว่า พระสงฆ์ในสยามประเทศปัจจุบันก็มีคณะมหานิกายอยู่แล้ว ทั้งมีสถานภาพเป็นคณะสงฆ์ “สยามวงศ์” อยู่แล้วด้วย ไม่สมควรที่จะก่อตั้งนิกายใหม่ขึ้นมา เมื่อเห็นว่ายังมีอะไรบกพร่องหรือผิดพลาดอยู่ ก็ควรจะช่วยกันคิดแก้ไข ปรับปรุงสิ่งที่บกพร่องให้สมบูรณ์ขึ้นมา ทําสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้มันถูกต้องเสีย ความบกพร่องเสียหายก็จะหมดไปเอง ไม่สมควรที่จะก่อตั้งนิกายใหม่ขึ้นมา อันจะกลายเป็นการสร้างความแตกแยกให้แก่ “คณะสงฆ์สยามวงศ์” ซึ่งเท่ากับเป็นการก่อให้เกิด “สังฆเภท” ขึ้นในหมู่สงฆ์ อันเป็นการทําบาปถึงขั้น “อนันตริยกรรม” ต้องโทษตกนรกหมกไหม้อย่างไม่มีวันผุดวันเกิด

คําอภิปรายของท่านเจ้าคุณอุดมปิฎก ยังผลให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงพระพิโรธและขุ่นเคืองพระราชหฤทัยอย่างที่สุด ทําเอาเจ้าคุณอุดมปิฎกตกใจไปเหมือนกัน จนต้องรีบขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วถวายพระพรลากลับวัดไป

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงลาสิกขาแล้วขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2394 แล้ว ท่านเจ้าคุณอุดมปิฎก ซึ่งรู้สํานึกดีว่า เคยอภิปรายโต้เถียงกับพระองค์ท่าน รวมทั้งเคยคัดค้านอย่างรุนแรงในการที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดําริจะก่อตั้ง “คณะธรรมยุติกนิกาย” ก็บังเกิดความกริ่งเกรงว่าราชภัยอาจบังเกิดขึ้น จึงได้หลบหนีออกจากวัดหงส์รัตนารามไปอย่างเงียบ ๆ แล้วไปพํานักจําพรรษาอยู่ที่วัดสนทราใกล้กับทะเลน้อย ในตําบลปันแต อําเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง อันเป็นถิ่นบ้านเดิมของท่าน ที่ค่อนข้างจะเป็นป่าดง นับว่าเป็นถิ่นที่ปลอดภัยดีพอใช้

อย่างไรก็ดี เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎได้เสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 แล้ว พระองค์ก็ทรงหาคนขัดคอไม่ได้ จะทรงหันไปทางไหนก็มีแต่คนเห็นดีเห็นงาม ล้วนกลายเป็นลูกขุนพลอยพยัก “พะย่ะค่ะ ๆ ๆ” ไปเสียทั้งหมด จนเป็นที่น่าเบื่อหน่าย

พระองค์จึงทรงคิดถึงพระอุดมปิฎก นักคัดค้านคนสําคัญ จึงโปรดสั่งให้คนเที่ยวค้นหาว่า พระอุดมปิฎกหาย ไปอยู่เสียที่ไหน?

ครั้นเมื่อได้ทรงทราบที่จําพรรษาของท่านเจ้าคุณอุดมปิฎกแล้ว ก็มีดํารัสสั่งให้อาลักษณ์มีท้องตราไปยังพระยาพัทลุง (ทับ ณ พัทลุง) พร้อมกับมีหมายกําหนดการและสารตรานิมนต์พระอุดมปิฎกแห่งวัดสนทรา ให้เข้าไปร่วมงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมมหาราชวัง ในปีแรกของการเสวยราชสมบัตินั้นเอง

ฝ่ายท่านเจ้าคุณอุดมปิฎก เมื่อเห็นสารตรามาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตกใจ นึกว่าจะเป็นสารตราเรียกตัวเพื่อเอาไปลงโทษ ฐานเคยอภิปรายโต้แย้งพระองค์ท่านจนทรงพระพิโรธ แต่พอได้เปิดสารออกอ่านดูแล้ว จึงหายใจยาวด้วยความโล่งอกโล่งใจ เพราะเป็นสารตราที่นิมนต์ท่านไปสวดมนต์และฉันเพล เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เคยทรงเป็น “สังฆมิตตา” มาแต่อดีต

ครั้นเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้วตามกําหนด และเข้าไปในงานพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังแล้ว ท่านเจ้าคุณอุดมปิฎกก็ถูกจัดให้นั่งอยู่ที่ปลายแถวสุด เนื่องจากท่านเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เมื่อพระราชพิธีสงฆ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงประเคนปัจจัยไทยทานแก่พระภิกษุสงฆ์ตามลําดับอาวุโส จากหัวแถวไปจนถึงปลายแถว จนเผชิญหน้ากับท่านเจ้าคุณอุดมปิฎก จึงได้ทรงปฏิสันถาร และทรงกล่าวสัมโมทนียกถาตามควรแก่พระราชอัธยาศัย แล้วจึงตรัสนิมนต์ว่า

“ภันเต, ท่านเจ้าคุณ ! หายหน้าไปอยู่เสียห่างไกล ไม่ได้พบหน้ากันมาเสียนาน วันนี้ เป็นวันพระราชสมภพของโยม ขอท่านเจ้าคุณผู้เป็นสังฆมิตตา ได้ให้พรแก่โยมให้เป็นที่ชื่นใจของโยมเถิด”

ได้ฟังดังนั้น ท่านเจ้าคุณอุดมปิฎกก็ยิ้มด้วยความปีติ ตั้งพัดยศขึ้น แล้วถวายพระพรด้วยปฏิภาณโวหารเป็นภาษาบาลีว่า

อดิเรก วสุสต์ ชีว (ตุ) อดิเรก วสสต์ ชีว (ตุ) อดิเรก วสุสต์ ชีว (ตุ); ทีฆายุโก โหตุ, อโรโค โหตุ ทีฆายุโก โหตุ, อโรโค โหตุ สุขิโต โหตุ, ปรมินุท มหาราชา สิทธิ กิจฺจํ, สิทธิ กมฺมํ สิทธิ ลาโภ, ชโย นิจฺจํ ปรมินุท มหาราช วรสุสํ; ภวตุ สพุพ ทา, ขอถวายพระพร ฯ**

(สืบพงศ์ ธรรมชาติ : วิทยานิพนธ์ เรื่อง “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ สุทธิกรรม ฉบับภาคใต้” ภาควิชาภาษาไทย, บัณฑิตวิทยาลัย, จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2526, หน้า 144)

ท่านเจ้าคุณอุดมปิฎก กล่าวถวายพระพรแบบกลอนสด จึงกล่าวซ้ำ วรรคแรก 3 ครั้ง กล่าวซ้ำวรรคสอง 2 ครั้ง เพื่อทอดจังหวะให้สามารถคิดคําในประโยคต่อ ๆ ไปได้ อย่างไม่ขัดเขิน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยคําถวายพระพรนี้มาก จึงรับสั่งให้ถือเอาไว้เป็นธรรมเนียมของพระสงฆ์ในการกล่าวคําถวายพระพรแก่พระเจ้าแผ่นดินในงานพระราชพิธีทั้งปวงตลอดมา จนกระทั่งทุกวันนี้ แม้แต่คําที่ท่านเจ้าคุณอุดมปิฎกกล่าวซ้ำ 3 ครั้ง และ 2 ครั้ง ก็ให้คงไว้ตามเดิม ทรงเพิ่มเติมเฉพาะคําว่า “ตุ” ต่อท้ายคํา “ชีว” (ในวรรคแรก) เป็น “ชีว ตุ” เท่านั้น นอกนั้นให้คงเดิม ซึ่งใช้กันอยู่ต่อมาจนถึงในปัจจุบันนี้

ในระหว่างที่ท่านเจ้าคุณอุดมปิฎกหลบซ่อนราชภัยอยู่ที่วัดสนทรา ใกล้ทะเลน้อยในตําบลปันแต อําเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ท่านได้เทศนาเผยแผ่คําสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่ชาวบ้านปันแตโดยตลอดมา ในแบบการเทศน์ชักจูงให้เข้าใจเนื้อหาสาระของพระพุทธศาสนาสําหรับชาวบ้านธรรมดา ๆ นอกจากนั้น ยังได้นิพนธ์หนังสือสอนพุทธศาสนาสําหรับชาวบ้านขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “สุทธิกรรมชาดก ฉบับปักษ์ใต้” ซึ่งได้มีผู้จัดพิมพ์เผยแพร่ และยังเป็นที่นิยมอ่านกันอยู่ในหมู่ชาวบ้านปันแตเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

เมื่อท่านเจ้าคุณ “พระอุดมปิฎก” พระราชาคณะผู้ใหญ่ เจ้าอาวาสวัดสนทรา มรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2401 ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 72 ปี 52 พรรษา พระยาพัทลุง (ทับ บุตรพระยาพัทลุง ทองขาว ณ พัทลุง) จัดให้มีงานฌาปนกิจเป็นงานใหญ่โตที่วัดวัง ตําบลลําป๋า กลางเมืองพัทลุง โดยมิได้กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบเสียก่อน เพื่อพระราชทานผ้าไตรมาถวายบังสุกุล สําหรับชักหน้าศพตามพระราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตําหนิโทษแก่พระยาพัทลุง (ทับ ณ พัทลุง) คงเนื่องด้วยทำให้พระองค์ทรงพลาดงานสุดท้ายของ “สหายธรรม”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 สิงหาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระอุดมปิฎก “สหายธรรม” ที่กล้าแย้ง กล้าขัด รัชกาลที่ 4

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...