โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'นิรนามบนโลกออนไลน์' ว่าด้วยการมีตัวตนและไร้ตัวตนบนโซเชียลมีเดีย

The MATTER

อัพเดต 28 ก.ค. 2562 เวลา 04.38 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 04.37 น. • Thinkers

“Man is least himself when he talks in his own person. Give him a mask, and he will tell you the truth.”

(มนุษย์เป็นตัวของตัวเองน้อยที่สุดหากเขาพูดในนามของตัวเขาเอง ส่งหน้ากากให้เขา เขาจะบอกความจริงกับคุณ)

ประโยคข้างต้นน่าจะสะท้อนให้เห็นมุมมองบางประการต่อความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารและความเป็นตัวตนของผู้สื่อสารได้เป็นอย่างดี—โดยไม่ต้องตีความหลายชั้น เราย่อมเข้าใจได้ว่าผู้กล่าวประโยคนี้เชื่อว่า ‘การใส่หน้ากาก’ หรือการปกปิดตัวตนของผู้พูด มีส่วนช่วยสำคัญให้ผู้พูดกล้าหาญมากพอที่จะเปิดเผยความจริงออกมามากกว่าที่เคย

อย่างไรก็ตาม การสวมหน้ากากปิดบังตัวตนก็ไม่ได้เป็นเป็นตัวช่วยในการเปิดเผยความจริงหรือเป็นหลักประกันว่าบุคคลใต้หน้ากากจะพูดความจริงเสมอไป หลายต่อหลายครั้ง การใส่หน้ากากนั้นอาจเป็นไปเพื่อช่วยให้ผู้คนปกปิดตัวตนจากการกระทำสิ่งผิดได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย

งานศึกษาวิจัยจำนวนหนึ่งเผยให้เห็นว่า การปกปิดตัวตนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไม่ได้รู้จักคุ้นเคยกันในชีวิตจริงมีพฤติกรรมการสื่อสารที่มีแนวโน้มรุนแรงต่อกันมากขึ้นบนโซเชียลมีเดีย เช่น การใช้ถ้อยคำเสียดสี รุนแรง ด่าทอ (hate speech) และการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์ (cyber bullying) เพราะคิดว่าไม่มีใครสามารถสืบสาวมาถึงตัวได้

และหากผมบอกว่า ประโยค “Man is least himself when he talks in his own person. Give him a mask, and he will tell you the truth.” ที่ยกมา เป็นประโยคอมตะจากงานเขียนของ ออสการ์ ไวลด์ นักเขียนไอริชชื่อดังล่ะ? น่าสนใจว่า ผู้อ่านซึ่งรู้จักนักเขียนชื่อดังคนนี้จะรับรู้และเข้าใจต่อประโยคดังกล่าวเปลี่ยนไปรึเปล่า?

เสรีภาพในการสื่อสาร หรือความรับผิดชอบ

การถือกำเนิดของโซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารของมนุษยชาติไปโดยสิ้นเชิง จากยุคโบราณที่ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลหรือการสื่อสารสาธารณะ (ซึ่งน่าจะทำได้มากที่สุดในลักษณะของการป่าวประกาศ) ผู้สื่อสารก็ไม่สามารถปิดบังตัวตนจากผู้รับสารได้เท่าไหร่นัก จนกระทั่งการมาถึงของเทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่ทำให้นิเวศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ เรื่อยมาจนถึงการสื่อสารทางสายและการสื่อสารไร้สาย ความสะดวกและช่องทางที่หลากหลายขึ้น จึงทำให้ความสามารถในการปิดบังตัวตนในการสื่อสารของผู้คนมากขึ้นตามไปด้วย

การศึกษาความสัมพันธ์ของการสื่อสารกับการปิดบังตัวตนหรือ ‘ความเป็นนิรนาม’ นั้นมีมาก่อนหน้าการมาถึงของโซเชียลมีเดียหลายทศวรรษ งานวิจัยจำนวนมากให้ข้อค้นพบที่ใกล้เคียงกันว่า การปิดบังตัวตนนำมาซึ่งผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวก เช่น ผู้สื่อสารที่ปกปิดตัวตนมีแนวโน้มจะมีความก้าวร้าว ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง และแสดงความเหยียดหยามเกลียดชังมากกว่าการสื่อสารแบบเปิดเผยตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียซึ่งผู้สื่อสารมักไม่ได้ปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพแบบเดิมกับคู่สื่อสาร การสื่อสารแบบปกปิดตัวตนอาจนำมาซึ่งพฤติกรรมต่อต้านสังคม สูญเสียความยับยั้งชั่งใจ มีความหุนหันพลันแล่น หรือที่แวดวงผู้ใช้โซเชียลมีเดียเรียกกันว่า อาการ ‘หัวร้อน’

ขณะเดียวกัน การปกปิดตัวตนก็นำมาซึงผลกระทบเชิงบวกที่น่าสนใจ เช่น การปกปิดตัวตนเปิดโอกาสให้ผู้สื่อสารกล้าแลกเปลี่ยนถกเถียงในประเด็นที่อ่อนไหวหรือเรื่องที่ในบางสังคมอาจเห็นว่าเป็นเรื่องน่าอับอายที่จะสื่อสารกันมากกว่าเดิม

ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งเกือบทั้งโลกกำลังเผชิญประเด็นปัญหาเรื่องการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง (disinformation) และข่าวลวง (fake news) การเปิดเผยตัวตนและการปกปิดตัวตนในการสื่อสารได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของข้อถกเถียงเรื่องจริยธรรมทางการสื่อสาร ในฐานะที่การแสดงตัวตนถือเป็นเครื่องแสดงความรับผิดชอบขั้นต่ำที่สุดของผู้สื่อสารต่อสารที่ตัวเองสื่อ ต่อผู้รับสาร และต่อสังคมด้วย

เสรีภาพในการสื่อสารเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย แต่แม้กระทั่งในสังคมที่ไม่มีการปิดกั้นเสรีภาพทางการสื่อสารเลยก็ตาม การสื่อสารบนโซเชียลมีเดียก็ยังถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีเสรีภาพจริงหรือไม่ ในเมื่อการทำงานของโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของการสร้างรายได้ให้แก่แพลตฟอร์มจากแสดงข้อมูลและข่าวสารบางอย่างทั้งในรูปแบบของการโฆษณาและรูปแบบอื่นๆ โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนั้นๆ เป็นผู้มีสิทธิ์ขาดในการกำหนดว่าเราจะสามารถเข้าถึงข้อมูลใดบ้างผ่านอัลกอริธึมที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทราบ

ไม่นับรวมว่าข้อมูลที่เราเห็นยังอาจจะเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จ ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การสื่อสารสามารถทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ข้อมูลข่าวสารทั้งที่เป็นจริงและเท็จถูกสร้างและสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วจนเกือบเท่ากับความเร็วของแสง จำนวนข้อมูลมากมายมหาศาลทำให้การคัดกรองข้อมูลเท็จออกจากข้อมูลจริงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้น นอกจากนี้การคัดกรองข้อมูลก็ดูเหมือนจะเป็นการขัดกันทางผลประโยชน์ (conflict of interest) และสวนทางกับโมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สร้างรายได้จากการมีอยู่และการกระจายข้อมูลจำนวนมหาศาล  นอกเหนือไปจากข้อเรียกร้องที่มีต่อผู้สื่อสารให้รับผิดชอบต่อสารที่ต้องการสื่อด้วยการเปิดเผยตัวตน ประเด็นปัญหานี้จึงนำมาซึ่งการเรียกร้องความรับผิดชอบทางจริยธรรมจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเองอีกด้วย

ข้อเรียกร้องทางจริยธรรมที่สังคมมีต่อโซเชียลมีเดีย ทำให้โซเชียลมีเดียเรียกร้องกลับมายังผู้ใช้งานอีกทอดหนึ่ง เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ที่โซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์มเริ่มพยายามที่จะให้ผู้ใช้เปิดเผยชื่อและนามสกุลจริง บางแพลตฟอร์มมีเงื่อนไขให้ผู้ใช้งานต้องยืนยันตัวตนโดยเอกสารที่ระบุตัวตน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน เสียก่อนจึงจะใช้งานได้ นำไปสู่ข้อสงสัยใหม่เรื่องความเป็นส่วนตัว ว่าข้อมูลที่เราใช้เพื่อยืนยันความมีตัวตนของตัวเองนั้นถูกเก็บรักษาอย่างไร และจะแน่ใจอย่างไรว่าข้อมูลของเราจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อหาประโยชน์ในทางอื่น

ในสภาวะเช่นนี้ การแสดงตัวตนและการปกปิดตัวตนถูกผลักให้กลายเป็นคู่ตรงข้ามที่ต้องเลือก เมื่อการแสดงตัวตนนั้นสัมพันธ์กับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ผู้คนพึงกระทำ ขณะที่การปกปิดตัวตนก็เกี่ยวเนื่องถึงเสรีภาพในการสื่อสารที่ผู้คนพึงมี

สำหรับประเทศไทย ภาครัฐมีความคิดเรื่องความรับผิดชอบในการสื่อสารด้วยการเปิดเผยตัวตน และแสดงออกด้วยการออกกฎหมายที่มีโทษรุนแรงต่อผู้นำเข้าข้อมูลที่รัฐถือว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมทั้งมีการออก พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ฯ ซึ่งให้อำนาจรัฐในการตรวจสอบ โดยในกรณีเร่งด่วน เจ้าหน้าที่จะสามารถใช้อำนาจโดยไม่ต้องขอหมายจากศาล รวมทั้งสามารถสอดส่องผู้ต้องสงสัยได้ในแบบเรียลไทม์

การบังคับใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ฯ เหล่านี้ นำไปสู่ความกังวลในหลายเรื่อง เช่น การกลั่นแกล้งเพื่อหวังผลทางการเมือง การล่าแม่มด การละเมิดความเป็นส่วนตัว ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนเสรีภาพในการสื่อสาร เนื่องจากอำนาจในการตีความว่าข้อมูลไหนเป็นความ ‘จริง’ หรือ ‘เท็จ’ ตามกฎหมายดังกล่าวเป็นอำนาจของคนบางกลุ่มเท่านั้น การกำกับดูแลของรัฐไทยด้วยการใช้กฎหมายจึงถูกตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในการบังคับใช้ และส่งผลต่อแนวโน้มในการปกปิดตัวตนของคนในสังคมภายใต้ช่องทางการสื่อสารต่างๆ

 

จากการเป็นนิรนามสู่ความ somebody

เป็นความจริงที่ว่า ประสิทธิผลของการสื่อสารของบุคคลที่มีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่ต่างกันย่อมมีความไม่เท่าเทียมกัน เพราะตัวตน ชื่อเสียง ชาติกำเนิด การศึกษา หน้าตา อันเป็นทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมของบุคคลนั้นส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้สื่อสารและการรับรู้ของผู้ฟัง

ตรงกันข้ามกับความเป็น ‘นิรนาม’ ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับการไม่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมและต้นทุนทางสังคมใดๆ ในหลายสังคม รวมทั้งสังคมไทย บ่อยครั้งเราพบว่า ‘สาร’ ที่ต้องการสื่อนั้นอาจยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ‘ใครเป็นผู้สื่อ’ และกลับกลายเป็นว่าทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมของผู้สื่อสารนั้นได้รับการประเมินว่ามีคุณค่าและความสำคัญเหนือกว่าตัวสาร

หากเราเป็น nobody ซึ่งมีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมน้อย สิ่งที่เราสื่ออาจจะไม่ได้รับความสนใจ แต่หากเราเป็น somebody ในสังคมแล้วล่ะก็ แม้จะเงียบเฉยไม่สื่อสารใดๆ ผู้คนยังอาจจะพากันตีความว่าความเงียบเฉยนั้นเป็น ‘สาร’ บางอย่าง ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้

แต่ ‘ความนิรนาม’ มีข้อดีอย่างน้อยสองประการ

ประการแรกคือ ผู้สื่อสารที่เลือกจะเป็นนิรนามสามารถปกป้องตัวเองจากอันตรายจากการสื่อสารได้ และประการที่สองคือ ผู้รับสารจะสามารถตัดตัวตนของผู้สื่อสารออกไปและสนใจที่ ‘สาร’ อย่างแท้จริง ไม่ปล่อยให้ทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมของผู้สื่อสารมาบดบังคุณค่าที่แท้จริงของตัวสาร

โซเชียลมีเดียมีคุณสมบัติบางประการที่แตกต่างจากการสื่อสารในรูปแบบเก่า (ซึ่งผมเคยพูดถึงในบทความก่อนหน้า) คือสามารถใช้เป็นช่องทางในการสร้างทุนทางสังคม และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสร้างตัวตนใหม่ที่อาจจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงขึ้นมาได้ ผู้ใช้สามารถสร้าง ผลิตซ้ำ และเผยแพร่คอนเทนต์เข้าสู่โซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย และทำให้ผู้ใช้สามารถกลายเป็น somebody (หรือที่เรียกกันในภาษาปัจจุบันว่า celebrity หรือ influencer) ในสังคมได้ง่ายขึ้น โดยที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ชื่อนามสกุลจริง หรือเลือกที่จะใช้นามแฝงในฐานะร่างอวตารหรือร่างทรงดิจิทัลก็ย่อมได้

ยิ่งไปกว่านั้น โซเชียลมีเดียไม่เพียงแต่เอื้อให้ nobody กลายเป็น somebody ได้ง่ายขึ้น แต่ยังเอื้อให้ความเป็นนิรนามหรือบุคคลนิรนามกลายเป็น somebody ได้ด้วย จะเห็นได้จากการที่บุคคลนิรนามผู้ปกปิดตัวตนหลายกลุ่มได้กลายมาเป็น somebody ทางโซเชียลมีเดียมากมาย ทั้งในลักษณะของเฟซบุ๊กเพจ เช่น มิตรสหายท่านหนึ่ง วิวาทะ ไข่แมว อีเจี๊ยบเลียบด่วน โดยในปัจจุบัน หลายคนที่เคยเป็นนิรนามจำนวนหนึ่งก็ได้หลุดออกจากการปิดบังตัวตนมาสู่การเผยตัวตนและเป็น somebody ในที่สุด เช่น จ่าพิชิต ขจัดพาลชน แห่งเพจ drama-addict

อย่างไรก็ดี ผมพบว่าในบรรดา nobody ที่กลายมาเป็น somebody ทั้งหลาย เพจ มิตรสหายท่านหนึ่ง มีความน่าสนใจและมีความแตกต่างจากนิรนามอื่นๆ เป็นอย่างมาก เพราะได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ก้าวข้ามความเป็น somebody ไปอีกระดับ คือ การสร้างวัฒนธรรมสื่อสารแบบ “มิตรสหายท่านหนึ่ง” ขึ้นมา

ปรากฏการณ์ “มิตรสหายท่านหนึ่ง”

เพจ มิตรสหายท่านหนึ่ง ได้เลื่อนไหลจากความเป็น nobody ไปสู่ความเป็น somebody และนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ไกลกว่านั้น ปรากฏการณ์ “มิตรสหายท่านหนึ่ง” คือปรากฏการณ์การแพร่ขยายของแนวคิดการสื่อสารแบบปกปิดตัวตนโดยมีเพจ มิตรสหายท่านหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแบบอย่าง  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของการสื่อสารแบบนิรนามของ nobody อย่างชัดเจน

ความเป็น “มิตรสหายท่านหนึ่ง” ได้แพร่หลายไปสู่ผู้ใช้งานทั่วไป จนกระทั่งได้กลายมาเป็นวัฒนธรรมการสื่อสารแบบใหม่ในโซเชียลมีเดีย โดยผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหันมาผลิตซ้ำ ส่งต่อ หรือ ‘แชร์’ คอนเทนต์ในฐานะ  “มิตรสหายท่านหนึ่ง” โดยไม่ระบุที่มาจากตัวบุคคลจริง ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของการสื่อสารในโซเชียลมีเดีย จากการที่ผู้ผลิตคอนเทนต์แรกเริ่มต้องการเปิดเผยตัวตนเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในแวดวงของตน แต่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะในวงกว้าง จึงจำกัดการเปิดเผยตัวเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในแวดวงของตนอย่างจำเพาะเจาะจง อนุญาตให้มีเฉพาะกลุ่มเพื่อนในเฟรนด์ลิสต์หรือผู้ติดตามเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้ ผู้จะนำคอนเทนต์นั้นไปเผยแพร่ต่อจึงต้องผลิตซ้ำคอนเทนต์และระบุที่มาในนาม “มิตรสหายท่านหนึ่ง”

ปรากฏการณ์ “มิตรสหายท่านหนึ่ง” นี้ ทำให้คอนเทนต์ต่างๆ สามารถแพร่หลายไปได้มากกว่าเดิมโดยที่เจตนารมณ์ในการปกปิดตัวตนของผู้สร้างคอนเทนต์แรกเริ่มยังคงอยู่ นอกจากนี้ ความเป็น “มิตรสหายท่านหนึ่ง” ยังได้ตัดความเชื่อมโยงระหว่างคอนเทนต์หรือสารกับตัวตนของผู้สร้างคอนเทนต์หรือผู้สื่อสารออกไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้รับสารหันมาให้ความสนใจเฉพาะที่ตัวสารหรือตัวคอนเทนต์เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าปรากฏการณ์ “มิตรสหายท่านหนึ่ง” นี้ได้สร้างวัฒนธรรมการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย จากที่แต่เดิมดูจะให้ความสำคัญกับตัวตนของผู้สื่อสารมากกว่าสารที่ผู้สื่อสารต้องการสื่ออยู่เสมอ

 

เราควรให้ความสำคัญกับตัวสารมากกว่าตัวตนของผู้สื่อสาร และสำหรับสังคมที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย 99.99% ประชาชนไม่ควรต้องมีความหวาดกลัวที่จะแสดงความคิดเห็น เพราะการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดที่สังคมประชาธิปไตยพึงมี

อ้างอิงข้อมูลจาก

McCallman, T. (2019). “The shadow in the comments section: Revealing anonymous online users in the social media age.” Campbell Law Review, 41 (1), 225-252. Zimbardo, P. G. (1969). “The human choice: Individuation, reason, and order versus deindividuation, impulse, and chaos.” Nebraska Symposium on Motivation, 17, 237-307. Suler, J. (2005). “The online disinhibition effect.” International Journal of Applied Psychoanalytic Studies, 2 (2), 184-188. Peddinti, S. T., Ross, K. W., & Cappos, J. (2014). On the Internet, nobody knows you’re a dog: A Twitter case study of anonymity in social networks. In Proceedings of the Second ACM Conference on Online Social Networks. New York, NY: ACM. pp. 83-94. Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...