ลูกสาวโรฮิงยาสูญหายไปในทะเล ชีวิตดิ้นรน หนีเสือปะจระเข้
ลูกสาวโรฮิงยาสูญหายไปในทะเล - ซีเอ็นเอ็น รายงานชะตากรรมชีวิตหญิงสาวชาวโรฮิงยา หลบหนีความรุนแรงออกจากเมียนมา ไปยังค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ จากนั้นยอมจ่ายเงินหมื่นให้นายหน้าพาไปมาเลเซียเพื่อดิ้นรนมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายกลับสูญหายไปในทะเล
นางกูเล จาน วัย43 ปี แม่ของนางสาวนูร์ คายัส วัย 16 ปี ผู้ประสบชะตากรรมดังกล่าว เผยว่าลูกสาวโทร.มาว่า กำลังลงเรือไม้ลำเล็กมุ่งหน้าไปมาเลเซีย พร้อมกับผู้อพยพชาวโรฮิงยา87 คน ในจำนวนนี้ เป็นผู้หญิงและเด็กหญิง65 คน
บางคนหนีเพราะไม่อยากอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์ บาซาร์ เนื่องจากเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือข่มขืน
ค่ายผู้อพยพที่ค็อกซ์ บาซาร์ / Smoke rises from shelter as Rohingya refugee cook their dinner at Unchiparang refugee camp, near Cox's Bazar, Bangladesh January 11, 2018. REUTERS/Tyrone Siu
สาววัย16 ปี ขอให้แม่จ่ายเงิน40,000 ตากา(สกุลเงินบังกลาเทศ) หรือประมาณ14,100 บาท ให้กับนายหน้าพาไปมาเลเซีย แต่ระหว่างที่แม่กำลังจัดการเรื่องเงินอยู่นั้น ทางครอบครัวก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าเครื่องยนต์เรือขัดข้อง ต้องลอยเคว้างกลางทะเล5 วัน
แต่จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า2 เดือนแล้วที่เรือสูญหายไป ลูกสาวโรฮิงยาสูญหายไปในทะเล
จาน อยากรู้ชะตากรรมของลูกสาวว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่และเชื่อว่าลูกสาวถูกนายหน้าค้ามนุษย์ล่อลวงให้ไปขึ้นเรือ
น.ส.นูร์ หายไปกับเรือผู้อพยพกลางทะเล
เรือที่นูร์โดยสารเป็นเรือขนาดเล็ก มีเสบียงเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้นซึ่งเป็นระยะเวลาเดินทางจากท่าเรือเท็กนาฟไปยังมาเลเซีย
ส่วนเรือขนาดใหญ่กว่ามักจะติดตั้งเครื่องแยกเกลือออกจากน้ำทะเลเพื่อเปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นน้ำดื่ม แต่เรือลำเล็กไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว
หลังจากเครื่องยนต์ดับเมื่อวันที่16 ก.พ. อาหารและน้ำเริ่มร่อยหรอ
หลังจากนั้นอีก2-3 วันเรือถูกคลื่นซัดให้มาลอยในอ่าวเบงกอล ใกล้อินเดีย
เส้นทางที่เรือออกเดินทางและหายไป
นายชาห์ อลัม ผู้อพยพชาวโรฮิงยา อายุ23 ปี โทรศัพท์ดาวเทียมไปหาพี่ชายในค็อกซ์ บาซาร์ว่าไม่เหลือน้ำให้กินบนเรืออีกแล้ว
ครอบครัวของชาห์ตรวจสอบพิกัดสัญญาณจีพีเอสจากโทรศัพท์ดาวเทียม พบว่าชาห์อยู่ห่างจากเกาะนิโคบาร์ ดินแดนของอินเดียในอ่าวเบงกอล
ขณะที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่งแจ้งเจ้าหน้าที่อินเดียและบังกลาเทศให้ทราบเรื่อง
วันต่อมาซึ่งเป็นวันที่21 ก.พ. เรือติดธงอินเดียลำหนึ่งแล่นผ่านเรือของผู้อพยพ แต่ไม่ได้จอดเรือ ช่วงค่ำวันเดียวกัน เฮลิคอปเตอร์อินเดีย2 ลำ บินเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร
แฟ้มภาพ เรือที่ขนส่งผู้อพยพโรฮิงยา
มีผู้เสียชีวิต9 ราย รวมทั้ง ชายคนหนึ่งที่จมน้ำหายไปเพราะพยายามกระโดดน้ำและว่ายน้ำตามเรือยามชายฝั่งอินเดีย
วันต่อมา เรือยามชายฝั่งอินเดียหลายลำกลับมาพร้อมนำอาหารและยามาให้ทำให้ผู้อพยพดีใจมาก แต่ไม่มีใครได้ลงจากเรือและเป็นวันสุดท้ายที่โทรศัพท์ดาวเทียมใช้การได้
ด้านเจ้าหน้าที่กองบังกลาเทศและเมียนมา กระทรวงการต่างประเทศอินเดียกล่าวว่าอินเดียส่งอาหารและน้ำให้เรือผู้อพยพจนถึงกลางเดือน มี.ค. แต่ไม่ได้ให้ขึ้นจากเรือและไม่ได้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงหยุดส่งความช่วยเหลือและไม่ได้อธิบายว่าทำไมจึงไม่อนุญาตให้ผู้อพยพลงจากเรือ
บัตรผู้อพยพที่ไปกับเรือ
เรื่องนี้ทำให้ นางสาวแคเธอรีน สตับเบอร์ฟิลด์ โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ ให้ความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่าผู้อพยพลอยเรือกลางทะเลกว่า2 เดือน การไม่ให้ผู้อพยพออกจากเรือเป็นการเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิตอย่างยิ่งเพราะไม่มีใครอยู่รอดได้นานในสภาพแบบนั้นแน่และผู้อพยพต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
ผู้อพยพถูกเลือกมาข่มขืน
ตอนที่นูร์ เป็นเด็กหญิงอายุ12 ปี ครอบครัวพาหนีทหารเมียนมาเข่นฆ่าทำลายหมู่บ้านในเขตมงดอว์ รัฐยะไข่ เมื่อปี2560
จานกล่าวว่านูร์ไม่ชอบอยู่ที่ค่ายอพยพเลย ครอบครัวไม่อาจปล่อยให้ลูกสาวอยู่ห่างจากสายตาเพราะสาวๆ มักจะถูกเลือกไปข่มขืน ทำให้นูร์คิดหนีไปกับนายหน้าค้ามนุษย์
ด้านนางราเซียร์ ซุลตานา จากองค์กรสวัสดิการสตรีโรฮิงยากล่าวว่าปีที่แล้ว ค่ายผู้อพยพตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น มีทั้งแก๊งคนท้องถิ่นลักพาตัว ความรุนแรงทางเพศและการลักลอบค้ามนุษย์ถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ภายในค่ายค็อกซ์ บาซาร์ Rohingya refugees gather at a market as first cases of COVID-19 coronavirus have emerged in the area, in Kutupalong refugee camp in Ukhia on May 15, 2020. . (Photo by Suzauddin RUBEL / AFP)
หลังจาก17.00 น. จะไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในค่าย พวกกลุ่มติดอาวุธจะบุกเข้าบ้านที่มีหญิงสาวหรือเด็กสาวที่ต้องตาต้องใจและลักพาตัวหรือบังคับให้แต่งงานหรือล่วงละเมิดทางเพศโดยครอบครัวผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่เพราะเชื่อว่าเจ้าหน้าที่คงเพิกเฉย
ชาวโรฮิงยาตกอยู่ในสถานการณ์“กลางเขาควาย” อยู่ในค่ายก็เผชิญอันตราย แต่กลับไปบ้านเกิดไม่ได้เพราะทหารเมียนมาโจมตีโดยอ้างว่าต้องการปราบกลุ่มก่อการร้าย การกระทำดังกล่าวนานาชาติประณามว่าเป็นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
ผู้อพยพโรฮิงยาตกอยู่ในสภาพ กลางเขาควาย
ผู้อพยพชาวโรฮิงยาที่เป็นผู้หญิงและเด็กหญิงหลายคนจึงยอมเสี่ยงไปกับแก๊งค้ามนุษย์ที่สัญญาว่าพวกเธอจะปลอดภัยและมีเสรีภาพในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย
แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนยืนยันว่าเมื่อถึงปลายทาง ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเพราะหลายคนถูกบังคับให้แต่งงานและตกเป็นทาสในบ้าน
นายจอห์น ควินลีย์ เจ้าหน้าที่อาวุโสองค์กรฟอร์ทิฟาย ไรท์ส กล่าวว่าชายโสดชาวโรฮิงยาในมาเลเซียต้องการแต่งงานกับผู้หญิงที่มาจากรัฐยะไข่จึงติดต่อนายหน้าค้ามนุษย์ล่อลวงหญิงสาว
นางสาวนูร์ คายัส
ไม่มีใครยื่นมือช่วย
ขณะนี้ หมดหวังกับเรือที่นูร์โดยสารมาเพราะไม่มีการค้นหาเรืออีกต่อไป แม้ผู้โดยสารบางคนรอดชีวิต แต่ก็เกิดคำถามว่าประเทศใดจะรับไปเพราะทุกประเทศมีพันกิจกับกฎหมายสากลเพื่อการช่วยเหลือและการยอมให้ขึ้นฝั่งและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่อยากรับผู้อพยพเหล่านี้
เดือน มิ.ย. 2563 นายมูยิดดิน ยาสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่าจะไม่อนุญาตให้ผู้อพยพชาวโรฮิงยาเข้าประเทศอีกต่อไปเพราะมาเลเซียไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัยสหประชาชาติและไม่มีระบบค่ายผู้ลี้ภัยที่จะรับรองสถานะและสิทธิต่างๆ ของผู้อพยพ
แฟ้มภาพปี 2558 / cnn เรือผู้อพยพโรฮิงยา
ส่วนนายอับดุล โมเมน รัฐมนตรีว่าการกระทรวต่างประเทศบังกลาเทศได้แต่หวังว่ารัฐบาลอินเดียหรือเมียนมาจะรับผู้อพยพชาวโรฮิงยาที่ลอยเคว้งกลางทะเล
ขณะที่ยูเอ็นเอชซีอาร์กล่าวว่าประเทศแรกที่ได้รับแจ้งเรื่องจะต้องรับผิดชอบซึ่งกรณีนี้หมายถึงอินเดีย
ด้านคริส ลีวา ผู้อำนวยการโครงการอารากัน เห็นด้วยกับยูเอ็นเอชซีอาร์ว่าเรือลำดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตของอินเดีย ดังนั้น อินเดียต้องยอมให้ผู้อพยพขึ้นฝั่ง แต่น่าเสียใจที่เรือผู้อพยพสูญหายและดูเหมือนว่าผู้อพยพสูญหายหรือเสียชีวิตกลางทะเลแล้ว
ขณะที่อินเดียไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัยสหประชาชาติและไม่มีกรอบโครงสร้างความคุ้มครองผู้อพยพ
นางจาน แม่ของนูร์
ยิ่งกว่านั้น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ศาลสูงของอินเดียสั่งให้ผู้อพยพชาวโรฮิงญาในอินเดียถูกบังคับให้กลับเมียนมาซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการ“หลักการห้ามผลักดันไปเผชิญอันตราย” ตามกฎหมายสากลซึ่งห้ามรัฐส่งผู้อพยพกลับ หากการผลักดันนั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือเสรีภาพ
ถึงนาทีนี้ แม่ของนูร์แทบจะหมดหวังแล้ว แม้หลบหนีอันตรายจากเมียนมามาได้4 ปี แต่ลูกสาวต้องเผชิญอันตรายเพราะอาจถูกส่งกลับไปที่เดิม หรืออาจเสียชีวิตกลางทะเล ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรจะเลวร้าย กว่ากัน
บทความนี้รายงานโดยปรียาลี Priyali Sur และ รีเบกกา ไรต์ Rebecca Wright
//////////////////
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- บังกลาเทศยัน แม้มีรัฐประหาร เมียนมาต้อง รับโรฮิงยา กลับไปอาศัยอย่างปลอดภัย
- ตะลึงสาเหตุโรฮิงยาบอกปัดกลับพม่า ถูกย่ำยีไม่เลือกเพศ เด็กโดนด้วย