โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชื้อราในช่องคลอด

HonestDocs

อัพเดต 22 พ.ย. 2563 เวลา 18.49 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 18.49 น. • HonestDocs
เชื้อราในช่องคลอด เกิดจากอะไร หายเองได้ไหม? เป็นเชื้อราในช่องคลอดมีเพศสัมพันได้ไหม? วิธีรักษาเชื้อราในช่องคลอดให้หายขาด ต้องทำอย่างไร ห้ามกินอะไรบ้าง? อ่านที่นี่

หากคุณเป็นผู้หญิงแล้วเคยมีอาการคันตรงจุดซ่อนเร้นจนแทบทนไม่ไหว โดยเฉพาะบริเวณปากช่องคลอด แถมบางครั้งยังตามมาด้วยตกขาวกลิ่นแปลกๆ อีก อาการแบบนี้ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ว่า "อาจเกิดจากการติดเชื้อราในช่องคลอดก็เป็นได้"

ความจริงแล้วอาการคันบริเวณช่องคลอดอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือโปรโตซัว ได้เช่นกัน แต่พบไม่บ่อยเท่าการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albican) โรคเชื้อราในช่องคลอดพบได้ในผู้หญิงทุกเพศทุกวัย 

โรคนี้แม้จะไม่ใช่โรคที่มีอันตรายรุนแรง แต่ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว แถมยังรบกวนการทำกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงได้ไม่น้อย 

สาเหตุของเชื้อราในช่องคลอด

บริเวณช่องคลอดโดยปกติแล้วจะมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราประจำถิ่นอาศัยอยู่ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดโรค

แต่หากมีสภาวะกรด-เบสในช่องคลอดไม่สมดุลจนทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและมีอาการดังข้างต้นขึ้นได้ สาเหตุที่ทำให้เชื้อราในช่องคลอดที่ก่อโรคเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าปกติ ได้แก่

  • บริเวณอวัยวะเพศไม่สะอาดและอับชื้น เนื่องจากดูแลไม่ดีพอ เช่น หลังอาบน้ำแล้วไม่เช็ดให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า สวมกางเกงชั้นในที่อับชื้น ระบายอากาศไม่ดี หรือใส่ผ้าอนามัย แผ่นอนามัยแผ่นเดิมนานๆ โดยไม่ยอมเปลี่ยนแผ่นใหม่

  • สวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำสบู่อย่างรุนแรงทำให้ช่องคลอดเสียสมดุล เชื้อประจำถิ่นถูกกำจัดไป เชื้อโรคอื่นๆ จึงฉวยโอกาสรุกรานได้ง่าย

  • ใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้แบคทีเรียบริเวณช่องคลอดถูกทำลาย เชื้อราก่อโรคอื่นๆ จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง เช่น อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคที่ส่งผลให้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากอวัยวะเพศชายไม่สะอาด

อาการโรคเชื้อราในช่องคลอด

  • คันบริเวณปากช่องคลอดอย่างมาก
  • บางครั้งอาจมีผื่นบวมแดงบริเวณอวัยวะเพศ และมีอาการแสบร้อนระคายเคืองร่วมด้วย
  • รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ หรือมีเพศสัมพันธ์
  • มีตกขาวสีขาวขุ่น จับตัวเป็นก้อนคล้ายแป้งเปียก มีกลิ่นเปรี้ยวเหมือนนมบูด

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อราในช่องคลอด

  • ภาวะนี้พบได้มากในหญิงตั้งครรภ์
  • ผู้หญิงที่อยู่ในภูมิประเทศเขตร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย
  • ผู้ที่มี T-cell ทำหน้าที่เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่รับประทานยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  หรือผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี 

นอกจากนั้นการรับประทานอาหารรสหวานที่มากเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดเชื้อราในช่องคลอดได้

การรักษาเชื้อราในช่องคลอด

หากมีอาการรุนแรง แล้วไปพบแพทย์ แพทย์มักรักษาเชื้อราในช่องคลอดด้วยการใช้ยา โดยจะเป็นกลุ่มยาต้านเชื้อราที่มีทั้งรูปแบบยากิน ทายา และยาเหน็บ เช่น ยากินกลุ่ม Clotrimazole  Tioconazole และยาสอดช่องคลอดกลุ่ม Imidazole 

บางคนสงสัยว่า เราสามารถรักษาเชื้อราในช่องคลอดเองได้ไหม? 

คำตอบคือ ไม่ควรซื้อยามารักษาเองเพราะอาการคันช่องคลอด มีตกขาวผิดปกติ สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้ ดังนั้นทางที่ดีควรไปพบแพทย์ หรือเภสัชกร เล่าอาการของคุณให้ฟัง เพื่อรับยารักษาอย่างถูกต้อง ตรงตามโรคมากที่สุด

นอกจากการรักษาเชื้อราในช่องคลอดด้วยยาแล้ว ผู้หญิงทุกคนยังต้องดูแลรักษาความสะอาดของจุดซ่อนเร้นไม่ให้อับชื้น และแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้หมดไป ดังนี้

  • หากมีอาการคันก็ไม่ควรเกาแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดแผลได้ 
  • งดการสวนล้างช่องคลอด ให้เปลี่ยนมาใช้สบู่อ่อน หรือน้ำเปล่าแทน
  • ล้างทำความสะอาดเฉพาะภายนอกเท่านั้น 
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างรักษา

หากสงสัยว่า คู่นอนของคุณจะติดเชื้อราด้วยก็ควรให้มารักษาพร้อมกันเลย

การป้องกันเชื้อราในช่องคลอด

เชื้อราในช่องคลอด เมื่อเป็นแล้วจะสร้างความรำคาญและรักษาได้ยากกว่า ฉะนั้นจึงควรป้องกันด้วยวิธีง่ายๆ 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

  • ดูแลจุดซ่อนเร้นไม่ให้สกปรกและอับชื้น หากอาบน้ำ หรือปัสสาวะควรเช็ดให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า ควรเลือกกางเกงและกางเกงชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไป

  • ควรเปลี่ยนมาใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นแทนแบบสอด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอด และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ

  • ไม่ควรล้างสวนช่องคลอด โดยเฉพาะงดใช้สบู่มีฤทธิ์แรงๆ ให้ใช้น้ำเปล่า หรือสบู่อ่อนๆ ล้างภายนอกเท่านั้นก็พอแล้ว 

  • ควรทำความสะอาดจากช่องคลอดไปทางทวารหนัก เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากทวารหนัก

เมื่อคุณมีอาการคันบริเวณช่องคลอด ตกขาวมีกลิ่น หรือมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อราในช่องคลอด แต่จะใช่ หรือไม่ ควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น 

ไม่แนะนำให้ซื้อยารับประทานเอง บางคนซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะหากติดเชื้อราต้องใช้ยารักษาเชื้อราไม่ใช่ยารักษาแบคทีเรีย (ยาปฏิชีวนะคือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) 

นอกจากนั้นยังต้องดูแลรักษาความสะอาดควบคู่ไปด้วยเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาเชื้อราในช่องคลอด และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำนั่นเอง

ดูแพ็กเกจตรวจภายใน เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android

👨‍⚕️⚕️👩‍⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id 

💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @hdcoth หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้

📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ

เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง

ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...