โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ่าปมเฒ่าสาเล่าเรื่อง "หนังราชสีห์" ที่ขุนหลวงเอกทัศรับสั่งว่ารักษาให้ดี ก่อนเสียกรุง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ก.พ. 2567 เวลา 05.17 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2567 เวลา 04.47 น.
“พระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์” ปูลาดด้วย “หนังราชสีห์” ภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 ครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องแปลกน่าสนใจ พบในประชุมพระราชพงศาวดาร ภาค 7 คือ “คำให้การของเฒ่าสา เรื่อง หนังราชสีห์” ซึ่งเรื่องราวเกิดขึ้นในยุค ขุนหลวงเอกทัศ

ในเรื่องนั้น เฒ่าสา อายุ 84 มีอายุยืนยาวอย่างมาก ย้อนกลับไปว่าสมัย “สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์” หรือ “ขุนหลวงเอกทัศ” กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา นางสาอาศัยอยู่กับนายอูผู้เป็นสามีแถวป่าทองกรุงเก่า นายอูรับราชการเป็นขุนหมื่นอยู่ในวังกรมทหารรักษาพระองค์

เมื่อกรุงศรีฯ เสียให้แก่ข้าศึก นายอูอยู่ถวายการรับใช้พระเจ้าอยู่หัว มีพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกยาเธออีก 4 พระองค์ประทับอยู่ด้วย และทรงกำลังจะหนีออกจากพระนคร ขณะนั้นนางสาได้นัดหมายสามีให้มารอที่ประตูดิน และที่นี่เองที่นายอูส่งห่อผ้าที่ปิดทับกันหลายชั้น ซึ่งภายในคืออะไรก็ไม่ทราบให้นางสา

นายอูเล่าให้ภรรยาฟังว่า

“เมื่อเสด็จพระราชดำเนินออกมาจากพระมหาปราสาทนั้น ที่นั่งสุริยามรินทร์ส่งหนังอันนี้ให้ แล้วตรัสว่าหนังราชสีห์นี้เก็บไว้ให้ดีอย่าให้พม่าเอาไปได้” ส่วนนายอูนั้น “เอาบาตรเหล็กซึ่งใส่เครื่องทรงไปซ่อนไว้ ในกอไผ่หลังวัดหน้าพระเมรุ”

นางสาและพี่น้องอีก 5 หนีรอดจากการจับกุมของทหารพม่ามาได้ ก็ไปซ่อนตัวอยู่ที่วัดขุนเมืองใจได้เก้าวันสิบวัน ย้ายมาอยู่ต่อที่วัดปากน้ำบางหลวง ด้วยความสงสัยของนางสาจึงเปิดห่อผ้านั้นดู เห็นเป็นสักกระหลาดห่อหนังราชสีห์ แล้วก็เก็บไว้อย่างนั้น จนเวลาผ่านไป 1 ปี ผัวนางสาที่พลัดพรากไปจากวันกรุงแตก ก็กลับมาพบนางสาที่วัดปากน้ำบางหลวง นายอูถามนางสาทันที “หนังราชสีห์ที่ให้ไว้ยังเก็บดีอยู่ฤา” นางสาบอกว่าตนเก็บไว้อย่างดี นายอูสามีนางสาตัดสินใจบวชพระที่วัดปากน้ำได้ประมาณ 3-4 ปีก็มรณภาพ

จนวันหนึ่งที่ฝนตกหนักน้ำรั่วเข้าไปในหีบใส่ของ นางสานึกได้ว่าในหีบมีหนังราชสีห์เก็บไว้อยู่ จึงนำมาออกมา หนังราชสีห์คงเปื้อนเปียกไม่น้อย นางสาจึงนำออกมาตากแดด เผอิญ “สมีม่วง” เดินมาพบเข้า “หนังอะไรตากแดดอยู่นั้น” นางสาตอบไปว่า หนังราชสีห์

สมีม่วงเห็นแล้วอยากจะได้จึงขอหนังราชสีห์ แต่ไม่ได้ขอเปล่า จะนำนางสาไปเลี้ยงดูด้วย นางสาดีใจจะมีคนรับไปเลี้ยงดู เพราะตนอายุเริ่มมากขึ้น แต่เมื่อไปอยู่แล้วกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน สมีม่วงไม่ได้ทำตามที่สัญญาเอาไว้ จึงต่อว่าสมีม่วงทวงเอาหนังราชสีห์คืน

ณ วันที่ 6 เดือน 8 แรม 5 ค่ำ ปีระกา เบ็ญจศก จุลศักราช 1175 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นางสาก็อายุมากแล้วกับน้องนายอินนำหนังราชสีห์ไปให้นายฤทธิรณรงค์ แต่นายผู้นี้ไม่อยู่ แต่พ่อของนายฤทธิ์เห็นว่า หนังนี้น่าจะเป็นของต้องพระราชประสงค์ และนี่เป็นเรื่องราวที่เฒ่าสาได้ถวายหนังราชสีห์ให้แก่รัชกาลที่ 2

หนังราชสีห์ ขุนหลวงเอกทัศ เรื่องจริงหรือแต่งของเฒ่าสา?

“มีนายกำปั่น ภักดี

ชื่อ อะลังกะปูนี จัดให้

นกกระจอกเทศสี มอใหญ่ จริงพ่อ

กับสัตว์สิงโตให้ อมาตย์น้อมนำถวาย”

จากโคลงข้างต้นทำให้ทราบถึงที่มาสิงโต ที่คาดว่าเป็นสิงโตตัวแรกที่เดินทางมาถึงอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ โดยนายกำปั่นเรือชาวอังกฤษที่ถวายสัตว์ต่างถิ่นอีกจำนวนหนึ่ง ทั้ง นกกระจอกเทศ 1 ตัว ม้าเทศ 3 ตัว โปรดให้เลี้ยงภายในเขตพระราชฐาน โดยเฉพาะสิงโตที่เป็นสัตว์ใหญ่น่าเกรงขาม

หนังของสิงโตที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นหนังจากสิงโตตัวเดียวกันกับที่กำปั่นอังกฤษถวายให้หรือไม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “ถ้าหากเกิดความเชื่อถือในครั้งนั้นว่า สิงโต ฤา ไลออนเปนอย่างเดียวกับราชสีห์ หนังราชสีห์ที่มีในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ก็เห็นจะเปนหนังสิงโตตัวนั้นเอง”

เฒ่าสาเล่าความจริงหรือไม่? เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

ประการแรก เฒ่าสาเล่าเรื่องนี้เมื่อมีอายุมากแล้ว ไม่แปลกที่เรื่องดังกล่าวจะมีความผิดเพี้ยนไปบ้างไม่มากก็น้อย นางสายังอ้างว่า ตนอาศัยอยู่ที่ป่าทอง ย่านป่าทองเป็นย่านที่อยู่ในเกาะกรุงศรีฯ เป็นย่านที่ค้าขายทองคำเปลว คำเปลงเงิน คำเปลวนาก และก็มีอาหารสดขาย

ที่ตั้งของย่านนี้อยู่ไม่ห่างกันนักกับพระราชวังหลวง แต่เรื่องที่นำ “เครื่องทรง” ไปซ่อนหลังวัดหน้าพระเมรุ ดูมีความเป็นไปได้น้อย เพราะบริเวณนั้นคือที่ตั้งกองทัพของข้าศึก และหนังราชสีห์ที่เฒ่าสาทูลเกล้าถวาย ไม่ปรากฎว่าเก็บไว้ที่ไหนแล้วในปัจจุบัน

ไม่ว่าเรื่องที่นางสามาเล่ามีความจริงมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่คนรุ่นหลังได้ทราบคือความสำคัญของหนังราชสีห์ จากบทความของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ได้อธิบายความสำคัญของหนังราชสีห์ไว้ว่า

“ตามธรรมเนียมเก่าแก่มาแต่เดิม พระราชบัลลังก์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกของสยามนั้นก็ต้องปูลาดด้วยหนังราชสีห์ด้วย ในสมัยหลังจึงค่อยเปลี่ยนเป็นแผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ด้วยชาดหรคุณมาปูลาดทับไว้บนพระราชบัลลังก์แทนหนังราชสีห์ ซึ่งก็คงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดจากอินเดียมาแล้วค่อยปรับเปลี่ยน”

และอีกเรื่องคือความสัมพันธ์ของอาณาจักรอยุธยาและชาติตะวันตก ที่ยังคงมีเรื่อยมาจนปลายสมัยอยุธยา อาจไม่เฟื่องฟูเช่นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรื่องเฒ่าสากับหนังราชสีห์จึงเป็นเพียงเกร็ดประวัติศาสตร์ที่พอจะสืบหาได้อยู่บ้าง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่มที่ 4. กรุงเทพฯ: ก้าวหน้า. (2507).

ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม 3 เรื่อง. กรุงเทพฯ : แสงดาว. (2553).

สิงห์โตมาจากไหน เพราะเมืองไทยไม่มีสิงห์โต. https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_15099 สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม 2561.

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. บัลลังก์สิงห์ ในธรรมเนียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก. https://www.matichonweekly.com/culture/article_18796 สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม 2561.

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 8 มีนาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผ่าปมเฒ่าสาเล่าเรื่อง “หนังราชสีห์” ที่ขุนหลวงเอกทัศรับสั่งว่ารักษาให้ดี ก่อนเสียกรุง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...