โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เหล็กจีน”ท่วมอาเซียน ทางออกประเทศไทย

ฐานเศรษฐกิจ

เผยแพร่ 17 ก.ค. 2562 เวลา 07.01 น.

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรา 232 ของกฎหมายการค้า 1962 ของสหรัฐฯ (Trade Expansion Act 1962) เก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% กับประเทศคู่ค้า ซึ่งเป็นไปตามรายงาน “The Effect of Imports of Steel on the National Security”  และทรัมป์ก็ได้หาเสียงว่า “จะผลักดันให้อุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมกลับไปเป็นกระดูกสันหลังของประเทศเรา (We are going to put American steel and aluminum back into the backbone of our country)”

 

ในปี 2483 สหรัฐฯ ผลิตเหล็ก (วัดจากส่วนแบ่งการผลิตในตลาดโลก) อยู่ที่ 70% ของโลก จ้างงาน 700,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือศักยภาพการผลิตเหลือ 5% ของโลก จ้างงาน 83,000 -140,000 คน ที่ผ่านมามีการคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กภายในสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน เช่น อดีตประธานาธิบดี เจอรัล ฟอร์ด (Gerald Ford) และริชาร์ด นิกสัน (Ricard Nixon) ได้ออกนโยบายจำกัดการนำเข้าเหล็กไม่เกินปีละ 5.7 ล้านตัน ต่อมาอดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์กำหนดราคาขั้นต่ำหรือที่เรียกว่า “Trigger Price Mechanism : TPM” กำหนดราคาอ้างอิง (Reference price) ไว้ที่ 5% + 8% (กำไร) + ค่าขนส่ง ถ้าราคาเหล็กนำเข้าต่ำกว่าราคาอ้างอิงเหล็กของสหรัฐฯ เหล็กของประเทศนั้นจะถูกเก็บภาษีนำเข้า

ประธานาธิบดีบุช ได้ใช้มาตรา201 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Committee) เก็บภาษีเหล็ก 8 ถึง 30% ในปี 2545 การใช้มาตรา 232 ภายใต้เหตุผลเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ (National Security)”  ซึ่งหมายถึงความมั่นคงทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบเป็น 100,000 ชนิด ส่วนทางเศรษฐกิจคือความมั่นคงต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั้งระบบ

 

ปี 2560 สหรัฐฯ นำเข้าเหล็ก  26.8 ล้านตัน (Global Steel Trade Monitor, March 2018) มาจากแคนาดาสัดส่วน 17% จากบราซิล 14% เกาหลีใต้ 10% ญี่ปุ่น 5% เม็กซิโก 9% เยอรมัน 4% และ จีน 2% ประเทศอาเซียนที่สหรัฐฯ นำเข้ามาจากเวียดนามมากสุด 0.7 ล้านตัน  สัดส่วน 2% และไทย 0.4 ล้านตัน สัดส่วน 1% การนำเข้าเหล็กสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 36 ล้านตัน ระหว่างปี 2554 กับ 2560 และเวียดนามก็เป็นประเทศที่มีการส่งออกเหล็กไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 506%

 

การใช้มาตรา 232 จะทำให้การส่งออกสินค้าเหล็กจากไทยและประเทศอื่น ๆ ไปสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง และประเทศผลิตเหล็กหันส่งออกมายังประเทศไทยและอาเซียนเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากสถาบันเหล็ก และเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยรายงานว่าช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2562 อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กในประเทศไทยในภาพรวมเท่ากับ38% (ต่ำสุดในรอบหลายๆ ปี)  และถือว่าเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ประมาณ 82% หรือ จีนที่มีการใช้อัตรากำลังการผลิตประมาณ 79% หรือแม้แต่ประเทศในอาเซียน โดยในปี 2561 เวียดนาม มีการใช้กำลังการผลิตถึง 60% และอินโดนีเซียมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตไปถึงระดับ 70% ในปี 2562

 

จีนเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเหล็กมายังภูมิภาคอาเซียนมากที่สุด (ข้อมูลจาก World Steel Association คิดเป็นร้อยละ 38.5 ของการนำเข้าเหล็กของอาเซียน) ดังนั้นการที่จีนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเหล็ก จีนจะส่งสินค้าเหล็กเข้ามาในอาเซียนเพิ่มขึ้น เพราะจีนไม่ได้ลดการผลิตเหล็กลง ในทางกลับกัน “ผลิตเพิ่มขึ้น” ถึงแม้ว่าจีนจะมีการลดกำลังการผลิตในประเทศประมาณ 150 ล้านตันตั้งแต่ช่วงปี 2559-2561 (ปี 2561 จีนผลิตเหล็ก 928ล้านตัน อินเดีย 106 ล้านตัน และญี่ปุ่น 104 ล้านตัน)ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดกำลังการผลิตในส่วนที่มีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม (สร้างมลพิษเพราะมีใช้เครื่องจักรเก่า) หรือผิดกฎหมายเท่านั้น (เตา Induction Furnace : เก่าหลอมเหล็กรุ่นเก่า)

 

ขณะที่จีนได้มีการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กในส่วนเตา “Electric Arc Furnace (EAF)” ซึ่งเป็นเตาหลอมรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2560-2561 มีการอนุมัติการเพิ่มการผลิตแล้วกว่า 190 ล้านตัน และคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 215 ล้านตัน ซึ่งส่งผลให้การผลิตเหล็กดิบของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก World Steel Association รายงานว่าการผลิตเหล็กสะสมช่วง มกราคม-พฤษภาคม 2562 มีปริมาณถึง 405 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปี 2561 ถึง 10% ในขณะที่การคาดการณ์ความต้องการใช้ของจีนเพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จีนมาลงทุน 12.5 ล้านตัน และมีการเปิดดำเนินการแล้ว หรือเตรียมเปิดดำเนินการ ในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

 

สำหรับประเทศไทยภายใต้การเพิ่มปริมาณการผลิตเหล็กของจีนอย่างมหาศาล ผมเสนอคิดเห็น 2 ข้อคือ 1.มาตรการลดการนำเข้า ปัจจุบันสินค้าเหล็กสำเร็จรูปมีการนำเข้ามายังประเทศไทยมูลค่า 343,337 ล้านบาท (ปริมาณการนำเข้าปี 2561 เกิน 10 ล้านต้น) ส่วนใหญ่จากจีนและญี่ปุ่น ถ้าไทยสามารลดการนำเข้า น่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้และเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ  สหรัฐฯ มีนโยบาย American First  จีน มีนโยบาย Made in China 2025หรือมีการกำหนดมาตรการป้องกันสินค้านำเข้าที่เกิดจากปัญหาสงครามทางการค้า เช่นเดียวกับยุโรป และแคนาดา ที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการ “Safeguard” กับสินค้าเหล็กที่อาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กในประเทศหลายสินค้าในคราวเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...