โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

AgriTech...จุดเปลี่ยนเกษตรไทย

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2562 เวลา 03.00 น.
ภาพ pixabay

คอลัมน์ Smart SMEs

โดย วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ธนาคารกสิกรไทย

เพราะความท้าทายและข้อจำกัดมากมายฉุดรั้งให้ภาคการเกษตรไทยยังก้าวไปข้างหน้าได้ไม่เร็วพอ ดังนั้นถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ เพื่อสร้างแต้มต่อให้สินค้าเกษตรสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

จากปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญตั้งแต่เพาะปลูกไปจนถึงราคาขาย กลายเป็นตัวผลักดันให้ไทยต้องนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยการเพาะปลูกมากขึ้น ที่เรียกว่า เกษตรสมัยใหม่ (AgriTech) เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และลดต้นทุน ด้วยหลักการทำเกษตรแบบแม่นยำ (precision farming) ที่จะทำให้การปลูกพืชมีประสิทธิภาพมากที่สุด และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ได้

โดยหัวใจสำคัญ คือ internet of things (IOTs) ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางการเกษตรกับอุปกรณ์ควบคุมหลักอย่างเซ็นเซอร์ เช่น เซ็นเซอร์วัดดิน ตรวจโรคพืช ตรวจวัดผลผลิต และข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) ซึ่งเป็นการคาดการณ์ข้อมูลด้านการเกษตรด้วยฐานข้อมูล อันจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ โดยเครื่องมืออะกริเทคสามารถแบ่งตามขนาดพื้นที่ตามการใช้งานของเกษตรกร 2 กลุ่ม คือ

1.พื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถใช้เกษตรอัจฉริยะ (smart farming) และ drone เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งปัจจุบัน สมาร์ทฟาร์มมิ่งของไทยยังอยู่ในขั้นพื้นฐาน และยังเป็นแบบระบบอัตโนมัติ เช่น รถแทรกเตอร์ติด GPS หุ่นยนต์เก็บเกี่ยวอัตโนมัติ เป็นต้น ดังนั้น ต้องเน้นไปที่สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ เช่น ข้าว ผลไม้ แต่จากแนวโน้มราคาเทคโนโลยีที่ถูกลง และความรู้ของผู้ประกอบการที่มากขึ้น คาดว่าอีก 5 ปีไทยจะสามารถยกระดับไปสู่ smart farming แบบเต็มพิกัด ที่ใช้ big data/AI ตัดสินใจร่วมด้วยในการวิเคราะห์และคาดการณ์ข้อมูล ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ถูกควบคุมด้วยการตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่เก็บอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ สำหรับโดรนเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ โดยเฉพาะนาข้าว เพื่อประหยัดแรงงานคนและเวลา ลดความเสี่ยงของเกษตรกรที่ต้องสัมผัสกับสารเคมี สามารถควบคุมการผลิตได้จากมุมสูง โดรน 1 ลำสามารถทำงานได้มากกว่าใช้แรงงานคนกว่า 10 เท่าต่อวัน

2.พื้นที่ขนาดเล็ก จะเป็นการใช้โรงงานผลิตพืช (plant factory) เพื่อเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งทำในโรงเรือนระบบปิดที่สามารถควบคุมการปลูกพืชได้เต็มรูปแบบ ด้วยการใช้หลอดไฟ LED เป็นแหล่งกำเนิดของแสงในการกระตุ้นสารสำคัญ ซึ่งต้องเน้นไปที่พืชสมุนไพรหรือพืชที่นำมาสกัดได้สารตั้งต้น เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (high-end product) เช่น อุตสาหกรรมด้านการแพทย์ ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น โดยคาดว่าอีก 3 ปีน่าจะเห็นภาพที่ไทยนำโรงงานผลิตพืชเข้ามาใช้ในภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ แต่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และอีก 5 ปีต่อไป ผู้ประกอบการรายเล็กน่าจะสามารถทยอยเข้าสู่ธุรกิจได้มากขึ้น และอีก 7 ปี น่าจะเห็นภาพที่ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ตามแนวโน้มราคาเทคโนโลยีที่ถูกลง และผู้ประกอบการที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมากขึ้น

จะเห็นว่า AgriTech คือ จุดเปลี่ยนที่จะตอบโจทย์ให้เกษตรกรไทยได้ไม่น้อย ผู้ประกอบการ SMEs ควรศึกษาเอาไว้ ในอนาคตเทรนด์นี้มาแน่ เพราะไม่เพียงแค่การควบคุมการผลิต หรือควบคุมคุณภาพของผลผลิตเท่านั้น ผู้ประกอบการยังสามารถนำไปต่อยอดกับช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ แสดงให้เห็นผลผลิตภายในฟาร์ม เพื่อให้ผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสั่งซื้อได้ ดังนั้น หากผู้ประกอบการเตรียมพร้อมเอาไว้เนิ่น ๆ เมื่อถึงเวลาที่เราพร้อมก็จะลงมือทำได้ทันที

การแข่งขันยุคนี้ ใครพร้อมก็ได้เปรียบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...