ชื่อเรียก "คั่วกลิ้ง" มาจากไหน ค้นร่องรอยที่มาและสูตรที่แตกต่าง
ผมได้กิน“คั่วกลิ้ง” เนื้อวัวครั้งแรก ก็เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วนี้เองครับ จำได้ว่าร้านข้าวแกงในโรงอาหารมีอยู่ร้านหนึ่งเป็นร้านปักษ์ใต้ และถาดที่อยู่ซ้ายสุดหน้าตาเป็นเนื้อชิ้นเล็กผัดพริกแกงที่แห้งมากๆ แถมมีชิ้นข่าแก่ฝานบางๆ กับใบมะกรูดหั่นฝอยปนในนั้นด้วย เวลาเคี้ยวถูกชิ้นข่า รสข่าจะหอมซ่าขึ้นมาผสมความเผ็ดร้อนของพริกขี้หนูแห้ง และพริกไทย ที่ใส่มากเป็นปกติในพริกแกงปักษ์ใต้
ต่อจากนั้น ผมเริ่มเห็นคั่วกลิ้งหมูบ้าง ไก่บ้าง เพิ่มขึ้น บางครั้งมีคั่วกลิ้งเนื้อปลาด้วยซ้ำ มันคงสอดรับกระแสการลดบริโภคเนื้อวัวในช่วงราว 10 กว่าปีก่อน แถมบางสูตรเขาใช้โปรตีนเกษตรแทนเนื้อสัตว์ เพื่อให้คนกินมังสวิรัติกินได้ด้วย
ในความรับรู้ของคนภาคอื่น คงยอมรับนะครับว่าคั่วกลิ้งเป็นกับข้าวปักษ์ใต้อย่างไม่ต้องสงสัย คนใต้เองก็ถือเช่นนั้น หากแต่ก็เช่นเดียวกับกับข้าวอื่นๆ ในสำรับปักษ์ใต้เอง เช่น แกงไตปลา แกงส้ม หรือผัดสะตอนะครับ ที่ตัวมันเองนั้นก็มีความแตกต่างไปในแต่ละพื้นที่ แต่ละบ้าน จนไม่มีทางที่ใครจะกำหนดเป็นข้อยุติได้ว่าต้องทำแบบนี้เท่านั้นจึงจะถูกต้อง
สูตรคั่วกลิ้งที่ผมลองค้นในหนังสือตำราอาหารและเว็บไซต์ต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้เครื่องแกงเผ็ดหลักๆ อันเดียวกัน คือพริกไทยดำ พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด ขมิ้น และกะปิ ตำให้ละเอียดไว้ก่อน ส่วนเนื้อนั้นจะหั่นเป็นชิ้นหรือสับหยาบๆ ก็ได้ ของที่ใส่อย่างอื่นๆ มีข่าหั่นแว่นหรือซอยบ้าง พริกไทยดำบ้าง(บางคนใช้พริกไทยอ่อน) ใบมะกรูดซอยบ้างตามแต่ชอบ
บางคนก็คั่วเนื้อในกระทะเปล่าก่อนสักพักจึงใส่พริกแกงลงคั่วกับเครื่องอื่นๆ จนแห้ง บางคนใส่น้ำมันเล็กน้อย บางคนใช้วิธีค่อยๆ เติมน้ำ ทว่าบางคนใช้กะทิคั่วจนเนื้อกระทะนี้ทั้งแห้งทั้งมันก็มี แถมบางคนยังเติมมะพร้าวขูดคั่วเพิ่มความมันให้คั่วกลิ้งของเขาเข้าไปอีก เรียกว่าหลากหลายจริงๆ ครับ
กินกับข้าวสวยข้าวเหนียวหรือข้าวมันแนมผักเหนาะถาดโตๆทั้งแก้เผ็ดและได้โอกาสกินผักสดแบบอร่อยๆเต็มที่
ผมสงสัยมานาน ว่าอะไรคือที่มาของคำว่า“คั่วกลิ้ง” กันแน่ สอบถามเพื่อนฝูงชาวปักษ์ใต้ก็ได้คำตอบค่อนข้างตรงกันหลายปากว่า มันเป็นคำอธิบายลักษณะการปรุง คือจะต้องคั่วเนื้อในกระทะจนกระทั่งเนื้อนั้นแห้ง และ“กลิ้ง” ไปมาในกระทะได้ คือคั่วจนกลิ้งนั่นเอง บางคนอธิบายต่อด้วยว่า เวลาทำอย่าใส่น้ำมันเยอะ เพราะ“เดี๋ยวคั่วจะไม่กลิ้ง กลายเป็นผัดพริกแกงไป”
มีของที่คล้ายๆ คั่วกลิ้งในครัวไทยภาคกลางอีกอย่างหนึ่ง หนังสือรวมสูตรอาหาร ของ คุณจิตต์สมาน โกมลฐิติ ที่ตีพิมพ์ราวช่วงหลังกึ่งพุทธกาลเรียกว่า“เนื้ออร่อย” นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสูตร“เนื้อคั่ว” ของ ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ซึ่งวิธีปรุงคล้ายกัน คือผัดชิ้นเนื้อวัวในกระทะน้ำมันกับพริกแกงเผ็ด จนเนื้อนั้นเกือบๆ แห้ง แล้วกินกับผักสดตามแต่ชอบ
จะว่าไป วิธีแบบนี้น่าจะเป็นวิธีปรุงแบบกับข้าวมุสลิม โดยเฉพาะจานหลักอย่าง“เรนดัง” คือเนื้อกะทิ ที่นิยมกินกันตั้งแต่สิงคโปร์ มาเลเซีย ไปจนถึงเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย อาจารย์อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์สังคมอินโดนีเซียเล่าให้ฟังว่า เรนดังได้รับอิทธิพลเครื่องปรุงและวิธีทำจากคนอาหรับและอินเดียที่เดินทางมาถึงเกาะสุมาตราตะวันตกตั้งแต่ศตวรรษที่ 13-14 มันเป็นการก้าวข้ามแกงแบบอินเดียไปอีกขั้น คือทำให้แห้งกว่า เพื่อเก็บได้นานกว่า ว่ากันว่า การทำเรนดังแบบดั้งเดิมจะต้องเคี่ยวน้ำกะทิให้งวดนานกว่า 8 ชั่วโมงทีเดียว
หัวใจของเรนดังที่พ่อครัวอินโดนีเซียมักย้ำนักย้ำหนา อยู่ที่การคั่วในกระทะนานจนเกิดกระบวนการcaramelize ของกะทิและน้ำตาล ชิ้นเนื้อจะเกรียมที่ผิว มีกลิ่นเฉพาะตัว และช่วยถนอมให้บูดเสียช้าลงมาก เก็บไว้กินได้นานขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นหัวใจของการทำคั่วกลิ้งเช่นกัน
เรามักแยกแยะเรนดังกับคั่วกลิ้งออกจากกันตามประสบการณ์เชิงประจักษ์ ณ ปัจจุบันว่า คั่วกลิ้งเป็นการคั่วแห้งเปล่าๆ(หรือใส่น้ำมันเพียงเล็กน้อย) ส่วนเรนดังนั้นจะมีกะทิเป็นเครื่องปรุงสำคัญ แต่คำบอกเล่าของ ม.ล. เนื่องนิลรัตน์ ในหนังสือตำรากับข้าวในวัง ของท่าน ซึ่งเล่าเรื่องย้อนไปถึงประสบการณ์วัยเด็กที่ท่านได้เห็น“คุณย่าเขียน” ภริยาเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมาสอนแม่ครัวในวังสวนสุนันทาให้ทำคั่วกลิ้งนั้น อาจทำให้เราต้องทบทวนเรื่องนี้ใหม่ เพราะคั่วกลิ้งแบบนครศรีธรรมราชของคุณย่าเขียนนั้นต้องผัดเครื่องแกงกับกะทิก่อน เมื่อหอมได้ที่จึงเอาซี่โครงหมูลงเคี่ยว
“…เราอย่าเอาซี่โครงหมูที่เป็นกระดูกสิ เอาชายโครงที่มีเนื้อ มันก็นุ่ม เคี่ยวจนนุ่ม แล้วน้ำพริกเราปรุงค่อนข้างเผ็ดนิดหน่อย ก็ผัดให้หอม แล้วก็คั่วไปกับชายโครง คั่วไปจนค่อนข้างเกือบจะใช้ได้ ก็เอาหัวกะทิใส่ไปนิดนึง แหมมันก็อร่อยสิ รสชาติก็เข้มข้น เอาข่าอ่อนซอยละเอียดโรยไปด้วย…” คุณเนื่องเล่าไว้อย่างชนิดอ่านแล้วชวนหิวทีเดียว
วิธีทำคั่วกลิ้งโบราณสูตรนี้พ้องกับเรนดังทุกประการ จนผมคิดว่าเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า คั่วกลิ้งและเรนดังเป็นสำรับกับข้าวที่ทำขึ้นด้วยกรอบคิดเดียวกัน แต่ความแห้งความแฉะย่อมต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นเรนดังแถบสิงคโปร์ มาเลเซีย จะไม่แห้งเท่าเรนดังของอินโดนีเซีย เป็นต้น
ความพ้องต้องกันนี้ชวนให้ผมเดาต่อไปถึงคำว่า“คั่วกลิ้ง” ว่าจะติดมาพร้อมๆ กับสูตรวิธีปรุงด้วยหรือเปล่า เพราะผมเคยถามอาจารย์อรอนงค์ถึงเรื่องนี้ด้วย อาจารย์จิ๋มก็ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เริ่มมีการเอาเนื้อสัตว์อื่นๆ มาทำเรนดังมากขึ้น คนอินโดนีเซียก็เลยเจาะจงเรียกเรนดังที่ทำจากเนื้อวัวให้ชัดไปเลยว่า“เรนดังดากิง” (daging ภาษามลายูคือเนื้อวัว) ฟังเสียงแล้วก็ออกจะคล้ายๆ กันอยู่เหมือนกันนะครับ ผมเลยคิดว่า อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า“คั่วดากิง” ซึ่งเป็นชื่อแบบลูกผสมแต่ดั้งเดิม(นานแค่ไหนก็ไม่รู้) จะกร่อนรูปคำลง และค่อยๆ ถูกลืมเลือนความหมาย เมื่อเวลาได้ล่วงผ่านไป
จนเมื่อเริ่มมีคำถามถึงสิ่งซึ่งเลือนไปแล้ว คำตอบที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จึงมาจากการพยายามอธิบายเปรียบเทียบกับสิ่งที่คุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังคำอธิบายที่อาจารย์ประภัสสร์ ชูวิเชียร เล่าเรื่องการกวนกะละแมของคนใต้ให้ผมฟัง ว่าคนกวนจะต้องกวนจนก้อนกะละแมนั้นแห้ง ล่อน คือ“กลิ้ง” ในกระทะ จึงจะถือว่าได้ที่
นี่อาจเป็นที่มาของการอธิบายความหมาย“คั่วกลิ้ง” ตามความเข้าใจของเพื่อนฝูงชาวปักษ์ใต้ของผมในปัจจุบันนี้ก็ได้กระมัง?
อ่านเพิ่มเติม :
- อาหารชาววัง ไม่ได้เน้นรสหวาน! อาหารชาววังแท้จริงเป็นอย่างไร?
- เกาเหลา ของอร่อยที่คนไทยคุ้น แต่ไม่มีในอาหารจีน ปาท่องโก๋ ต้นฉบับก็คนละแบบ
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มีนาคม 2560