โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ส่วนผสมเด็ดในครีมลดรอยแผลเป็น

Jeban.com

เผยแพร่ 06 พ.ค. 2563 เวลา 17.00 น. • RV

สวัสดีค่ะสาวๆ ปัญหา PM2.5 และน้ำประปาเค็มตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำหน้าเราพังยับเยินมาก สารพัดสิวบุกหน้า ทั้งสิวผด สิวอุดตัน และสิวอักเสบบุกหน้าผาก กรอบหน้าและใต้คางหนักมาก โดยเราก็รักษาด้วยการใช้น้ำดื่มล้างหน้า เช็ดน้ำเกลือ ใช้ครีมแต้มสิวและกดสิวออก จนสิวลดลงและหายไปในที่สุด แต่รอยสิว รอยแดง รอยดำ ที่ทิ้งไว้นี่สิ ยังต้องรักษากันอีกยาวเลย แก่แล้วด้วยมันจางยากมากนะ T^T
   
เราเลยหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเยอะมากๆๆ เพื่อหาครีมลดรอยแผลเป็นที่จะมาใช้รักษารอยสิว  ทำให้เรารู้ว่าครีมลดรอยแผลเป็นตัวดังหลายแบรนด์ มักมีส่วนผสมเดิมๆ ที่ซ้ำกันอยู่ คืออ่านเยอะจนตกผลึกออกมาได้เป็น 5ส่วนผสมเด็ดที่มักเจอในครีมลดรอยแผลเป็นนั่นเอง   
วันนี้ก็เลยอยากมาแบ่งปันข้อมูล โดยรีวิวครีมลดรอยแผลเป็น 7 แบรนด์ยอดฮิตในท้องตลาด นั่นคือ  Scargel, Lavita Scar care, Mederma, Smooth E Acne Scar, Erase Gel, Hiruscar Postacne, Medmake 
มาดูกันว่าแต่ละใส่ส่วนผสมตัวไหนบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้กันค่ะ

1. สารสกัดจากหัวหอม : Allium Cepa
บอกได้เลยว่าครีมลดรอยแผลเป็นแทบทุกแบรนด์ต้องมีเจ้าตัวนี้เป็นส่วนผสมชูโรง นั่นเป็นเพราะสารสกัดจากหัวหอม มีสารกลุ่ม Flavonoid อันได้แก่ Quercetin และ Kaempferol อยู่ในนั้น
 -    ทำหน้าที่ช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นชนิดนูน (Hypertrophic scar) โดยไปลดการอักเสบของแผล (Wound Healing Effect) และช่วยชะลอการทำงานของ Ficroblasts ไม่ให้หลั่งสารไปที่บริเวณบาดแผลมากจนเกินไปจนเกิดแผลปูดนูน 
-    ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของกระแสโลหิตเข้าสู่แผลเป็นที่นูนแข็ง ทำให้แผลเป็นนิ่มขึ้นและสีผิวจางลง 
-    ช่วยยับยั้งการหลั่งของ Histamine ทำให้การรักษาแผลเป็นต่างๆ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 
-    ช่วยให้เส้นใยคอลลาเจน ภายในชั้นเนื้อที่เป็นแผลเป็นลดลง แผลเป็นจึงนิ่มขึ้น
 *จากรายงานผลงานวิจัยของ Hosnuter M. (J Wound Care.2007) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในไทยที่พบว่า สารสกัดจากหัวหอม 12% จะช่วยลดการเกิดแผลเป็นนูนและช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงได้จริงอีกด้วย (อ้างอิง) เพราะมีคุณสมบัติที่ดีแบบรอบด้านอย่างนี้นี่เอง จึงทำให้แทบทุกแบรนด์ใส่เจ้า Allium Cepa เป็นส่วนผสมหลักในครีมลดรอยแผลเป็น ซึ่งจากที่เราสำรวจมาตามท้องตลาด เน้นวางขายตามร้านขายยาก็มีดังนี้

2. สารสกัดจากใบบัวบก : Centella Asiatica เป็นสมุนไพรไทยที่มีดีมากกว่าแค่แก้ช้ำใน  เพราะ Centella Asiatica ได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักในครีมลดรอยแผลอย่างแพร่หลายทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งในสารสกัดจากใบบัวบก มีสารออกฤทธิ์สำคัญ 2 ตัวที่ช่วยในการลดรอยแผลเป็นนั่นคือ Madecassid และ Asiaticoside 
-    กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิว 
-    มีฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ ช่วยสมานแผลทำให้แผลหายเร็ว รอยแผลเป็นมีขนาดเล็กลง -    ยับยั้งกระบวนการเกิดแผลเป็นชนิดนูน 
-    มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและลดอาการอักเสบ 
-    ลดรอยหมองคล้ำ รอยด่างดำของผิว รอยแดง รอยแผลเป็นต่างๆ 
-    ลดอาการบวมช้ำให้เลือนหายไปในเวลาอันรวดเร็ว 
มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าครีมลดรอยแผลเป็นที่มีสารสกัดจากใบบัวบกเป็นส่วนผสม มีคุณสมบัติในการสมานแผลและสร้างคอลลาเจนได้เทียบเท่าหรือดีกว่ายาแผนปัจจุบัน (อ้างอิง) แต่สารสกัดจากใบบัวที่จะออกฤทธิ์ได้ตามคุณสมบัตินั้นต้องมีอัตราส่วนความเข้มข้นของสาร Madecassid และAsiaticosideที่พอเหมาะ ซึ่งจากที่หาข้อมูลมาในบ้านเราก็สามารถสกัดเจ้าสารสองตัวนี้ในอัตราส่วนที่ออกฤทธิ์ดีที่สุดและมีความบริสุทธิ์สูงถึง85% โดยมีชื่อว่า ECa233 (เป็นงานวิจัยจากคณะเภสัชฯ จุฬาลงกรณ์) เจ๋งสุดๆ ไปเลยใช่มั้ยล่ะ! 

3. Vitamin E
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยใช้วิตามินอีในการทารอยแผลเป็น เพราะจัดเป็นตัวช่วยเรื่องลดรอยแผลเป็นในยุคแรกๆ เลย และถึงแม้ตอนนี้จะมีสารออกฤทธิ์ใหม่ๆ ที่เด็ดกว่าออกมา แต่วิตามินอีก็ยังคงเป็นหนึ่งในส่วนผสมของครีมลดรอยแผลเป็นต่างๆ ในท้องตลาดอยู่ดี  ซึ่งวิตามินอีหรือสารโทโคเฟอรอล (Tocopherol) นั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน ใช้ทาตรงบริเวณที่เป็นรอยแผลเป็นโดยมีคุณสมบัติดังนี้
-    ช่วยลดการสร้างของอนุมูลอิสระที่ไปขัดขวางการฟื้นตัวของแผล
-   มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่จะช่วยในเรื่องการสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่นของผิวหนัง
-    ให้ความชุ่นชื้น ลดความแห้งกร้านและริ้วรอย
ถึงแม้วิตามินอีจะได้รับความนิยมในการใช้ทาเพื่อลดรอยแผลเป็นมานาน แต่ก็มีหลายงานวิจัยที่บอกว่า วิตามินอีไม่ได้ลดการเกิดรอยแผลเป็นได้จริง (อ้าว…ไหงงั้นอ่ะ) เช่น งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารศัลยกรรมพลาสติกตกแต่งและความงาม (Journal of plastic, reconstructive and aesthetic surgery) ในปี 2011 ได้บอกว่าการทาวิตามินอี 5% วันละ 2 ครั้งนั้นไม่มีผลต่อการเกิดรอยแผลเป็นเลย โดยการทดลองคือให้ผู้เข้าร่วมเริ่มทาวิตามินอี 5% ที่แผลผ่าตัดหลังจากผ่าตัด 2 สัปดาห์โดยทานาน 6 สัปดาห์แล้วรอยแผลเป็นก็ยังอยู่ในสภาพเดิม 
หรือ อีกงานวิจัยได้ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์การดูแลแผลไหม้และการฟื้นฟู (Journal of burn care and rehabilitation) ในปี 1986 ได้ใช้วิตามินอีทาแผลผ่าตัดตกแต่งที่เกิดจากไฟไหม้ โดยใช้การทาวิตามินอี การทาสเตียรอยด์ และทายาหลอก มาเทียบกัน พบว่าทั้งวิตามินอีและสเตียรอยด์ ไม่ช่วยทั้งการตึงรั้งของแผล ความหนาของรอยแผลเป็น ขนาดของแผลเป็น หรือแม้กระทั่งความสวยงาม
โดยส่วนตัวเราไม่ค่อยได้ใช้วิตามินอีในการรักษารอยแผลเป็นจากสิวเท่าไหร่ เพราะใช้บนหน้าทีไรสิวอุดตันบุกทุกที แต่ชอบใช้กับผิวแห้งลอกตามข้อศอก ตามแขนขามากกว่า ใครใช้แล้วเวิร์คไม่เวิร์คยังไงก็มาเล่าให้กันฟังมั่งนะ 

4. วิตามินบี 3 (Vitamin B3) หรือไนอาซินาไมด์ (Niacinamide) 
รอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นมักมีสีที่คล้ำกว่าผิวหนังปกติ เช่น รอยดำ รอยแดง จากสิว ครีมลดรอยแผลเป็นจึงต้องใส่ส่วนผสมที่ช่วยปรับสภาพสีผิวตรงรอยแผลเป็นให้จางลง กระจ่างใสขึ้น ซึ่งวิตามินบี3 เป็นหนึ่งในส่วนผสมยอดนิยมด้าน Whiteningในครีมลดรอยแผลเป็นหลายแบรนด์ในท้องตลาด
- มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง
- ช่วยลดการส่งผ่านเม็ดสีเมลานิน (Melanin) เข้าสู่เซลล์ผิว ในบริเวณที่มีการซ่อมแซมรอยแผล จึงช่วยลดรอยแดงหรือรอยคล้ำได้
- ช่วยกระจายเม็ดสีผิวที่จับตัวเป็นก้อนสีเข้มให้กระจายออกไปด้านล่างของชั้นผิว
- เร่งการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน เพื่อเผยผิวใหม่
- เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มความยืดหยุ่นและความเข็มแรงของชั้นผิว
เรียกได้ว่าเป็นวิตามินแห่งความขาวกระจ่างใสจริงๆ ใครที่มีรอยดำ รอยแดงจากสิว จะเลือกซื้อครีมลดรอยแผลเป็นก็อย่าลืมเช็คด้วยนะว่ามีส่วนผสมของวิตามินบี3 หรือเปล่า

5. ไฮยารูลอนิค แอซิด : Hyaluronic acid
ไฮยารูลอนิค แอซิด โดดเด่นในเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแบบสุดๆ ครีมลดรอยแผลเป็นในท้องตลาดหลายแบรนด์จึงนิยมใช้ ไฮยารูลอนิค แอซิด เป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับแผล
- ทำหน้าที่เป็นตัวดูดความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง กักเก็บน้ำไว้บนผิวเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นตลอดเวลา
- ช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม ไม่แห้งแตก ลดเลือนริ้วรอย และยังช่วยให้ผิวหนังกระชับขึ้น - ช่วยลดขนาดของบาดแผล บรรเทาอาการปวด และอาจช่วยบรรเทาอาการของแผลไฟไหม้ได้ด้วย
- ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูของเซลล์ ทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น
จากการวิจัยพบว่าช่วงเดือนแรกของกระบวนการซ่อมแซมผิวหนัง (Wound Healing Process) การดูแลรักษาแผลให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลาจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นถึง 40% เชียวนะ (อ้างอิง) เนื่องมาจากแผลที่ชุ่มชื้นทำให้เซลล์ผิวหนัง และ Growth Factor ต่างๆ ที่อยู่รอบแผลซ่อมแซมผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ก่อให้เกิดการอักเสบของแผล และเซลล์พังผืดบางชนิด จึงเชื่อว่ามีผลทำให้โอกาสการเกิดแผลเป็นลดน้อยลง
 โอ้โห มีดีมากกว่าแค่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและแผลเป็นนะเนี่ย!

อ่านต่อ กดเลย
รีวิวจากคอมมูนิตี้จีบัน : Noomani
สอบถามข้อสงสัย คุย LINE@ กับ Jeban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...