ไร่องุ่นศรีสุรัตน์-ไร่อารีย์หนองคาย พลิกขายออนไลฟน์แทนเปิดสวนท่องเที่ยว
องุ่นเป็นไม้ผลชนิดเถาเลื้อยที่มีอายุยาวนานหลายปี นอกจากเก็บผลขายแล้วยังเปิดไร่สร้างรายได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ปัจจุบันการปลูกองุ่นเริ่มแพร่หลายอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย หลากหลายรูปแบบ หลากหลายสายพันธุ์หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกสาขาอาชีพได้รับผลกระทบถ้วนหน้า รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นจาก ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย “ไร่ศรีสุรัตน์” และ “ไร่อารีย์” เช่นกัน
ไร่ศรีสุรัตน์ปรับตัวขายออนไลน์
“พิทักษ์ ศรีสุรัตน์” เจ้าของไร่ศรีสุรัตน์เล่าว่า เดิมทีอาชีพหลักของตนรับราชการและปลูกสับปะรดเป็นรายได้เสริม แต่เกิดปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำจึงรื้อแปลงทิ้งหาพืชชนิดใหม่ จึงมองเห็นองุ่นและสตรอว์เบอรี่เป็นผลไม้ทางเลือก นอกจากขายผลผลิตได้แล้ว ยังสามารถเปิดสวนให้ประชาชนเข้ามาท่องเที่ยวได้ด้วย เริ่มแรกเลือกปลูกองุ่นก่อนในพื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 200 ต้นในปี 2560 ปัจจุบันผ่านมา 3 ปี สามารถปลูกองุ่นได้ 4 แปลง จนมาเจอการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 เล่นงาน ต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ การหารายได้ใหม่ โดยหันมาขายผ่านตลาดออนไลน์แทนการเปิดสวนสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว รอสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลายค่อยเดินหน้าใหม่
“เราเลือกปลูกองุ่นโดยวางเป้าหมายใช้การท่องเที่ยวนำการตลาดสร้างรายได้ โดยให้คนเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อผลผลิตในสวนเอง ตอนแรกเลือกพันธุ์องุ่นที่ปลูกง่ายก่อนและมาหัดลองผิดลองถูกอยู่ 1 ปีก็เริ่มได้ผลผลิต จากช่วงแรก ๆ เราก็ลำบาก จึงได้ปรับโครงสร้างและประสบความสำเร็จได้ด้วยเงินลงทุน 1.5 แสนบาทต่อไร่ หลังจากนั้น นักท่องเที่ยวให้การตอบรับดี ผลผลิตองุ่นที่ได้ราคาขายเริ่มต้นประมาณ 100-200 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 1 แสนบาทต่อปี ซึ่งมุมมองจากข้าราชการมาทำเกษตรผมว่าดีนะ เพราะผมก็อยากพัฒนาพื้นที่ด้วยให้สามารถต่อยอดได้ในอนาคต”
“พิทักษ์” เล่าว่า ตอนนี้ปลูกองุ่น 6 สายพันธุ์ บนพื้นที่ 5 ไร่ มีพันธุ์ไวต์มะละกา, แบล็กโอปอล, คาร์ดินัล, ป๊อกดำ,ฟิลิป และแบล็กโอเปิล โดยองุ่นนั้นให้ผลผลิตทุก 4 เดือน องุ่นที่ปลูกมีผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ผลสวย รสชาติหวาน ได้ผลผลิตรวมปีละประมาณ 1 ตัน แต่ในปี 2563 นี้ผลพวงจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 และตามมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคภาครัฐ ประชาชนหยุดเดินทางท่องเที่ยว และหยุดทำงานที่บ้าน ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ไร่ ซึ่งผมก็เข้าใจสถานการณ์จึงต้องหาวิธีการกระจายผลผลิตองุ่นที่ออกมา ไม่เช่นนั้นจะเน่าเสียและขาดทุน ดังนั้น จึงได้ปรับรูปแบบด้วยการนำองุ่นแพ็กส่งขายตามตลาดและขายผ่านตลาดออนไลน์ มีการเปิดเพจไร่องุ่นศรีสุรัตน์ให้ลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อองุ่น แล้วจัดส่งให้ทางไปรษณีย์หรือบริษัทขนส่งเอกชน
ไร่อารีย์แนะการปลูกองุ่นคุ้มค่า
“นางสาวอารีย์ อุตมะ” เจ้าของสวนองุ่น “ไร่อารีย์” บอกว่า สมัยก่อนทำอาชีพค้าขายอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วหันกลับมาทำการเกษตรที่บ้าน โดยได้คำแนะนำจากเจ้าของไร่ศรีสุรัตน์ จึงได้ตัดสินใจเริ่มปลูกองุ่นในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 6 สายพันธุ์ในปี 2562 จนถึงขณะนี้องุ่นยังไม่ถึง 1 ปีดีนัก แต่เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้วเกือบร้อยละ 80 ของพื้นที่ปลูก
แนวคิดของไร่องุ่นทั้งสองแห่งล้วนต้องการเปิดไร่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ร้านกาแฟ ร้านอาหารบริการนักท่องเที่ยว ต้องรอให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ผ่านพ้นไปก่อนจึงจะสามารถกลับมาเปิดไร่ให้ท่องเที่ยวได้ตามที่ตั้งใจไว้
สำหรับการปลูกองุ่นนั้น เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด ไม่ชอบน้ำฝนและไม่ชอบอากาศหนาว การดูแลแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 2 เดือนแรกเป็นช่วงที่ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน ส่วน 2 เดือนหลังให้น้ำน้อยลงเพราะเป็นช่วงที่องุ่นกำลังจะให้ผลผลิต หากให้น้ำมากไปจะทำให้องุ่นรสจืด ต้องจำกัดปริมาณน้ำให้พอเหมาะจึงจะทำให้องุ่นมีรสชาติหวานกำลังดี
ส่วนศัตรูพืชที่ต้องระวังมักจะเป็นเชื้อราและแมลง เกษตรกรต้องหมั่นดูแลตัดแต่งกิ่งองุ่นเป็นประจำ หากดูแลดีต้นองุ่นจะมีอายุยืนยาวได้ 10-20 ปี และสามารถคืนเงินลงทุนได้ตั้งแต่ปีแรกที่ให้ผลผลิต
นอกจากนี้ บทความงานวิจัยจากสถาบันวิจัยพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.ระบุไว้ว่า องุ่นเป็นไม้ผลทางเลือกสำหรับส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกเป็นอาชีพ เพราะเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูง สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
รวมถึงองุ่นยังเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพทางการตลาด เนื่องจากราคาและความต้องการของตลาดมีสูง และสามารถใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การปลูกองุ่นนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพของเกษตรกร และหากมีเงินทุนยังสามารถแปรรูปผลผลิตทำน้ำองุ่น และหมักทำไวน์องุ่นได้ ซึ่งปัจจุบันมีให้เห็นในหลายพื้นที่เช่นเดียวกัน จึงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง