โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดินหน้าชน : ‘ไม้กันหมา’ โดย เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 เม.ย. 2563 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2563 เวลา 07.00 น.

ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 รายใหม่ขึ้นทุกวัน ยอดติดเชื้อสะสมก็เข้าสู่ 2 พันคน และยอดผู้ตายก็สะสมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงข่าวล่าสุดบอกว่า 3 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตที่ยืนยันล่าสุดเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

กรุงเทพฯ เป็นแหล่งที่พบผู้ป่วยสูงสุด จึงต้องเริ่มใช้มาตรการไม้นวมก่อนและไม้นวมเริ่มแข็งขึ้น มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงตีสี่ของวันรุ่งขึ้น รวม 6 ชั่วโมง จะได้ผลแค่ไหนก็จะดูจากตัวเลขติดเชื้อสะสมกับผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในพื้นที่ กทม.จะลดลงหรือไม่
ถ้ายังไม่ได้ผล เคอร์ฟิวก็จะปรับเพิ่ม อาจจะเป็น 8 ชั่วโมง หรือ 10 ชั่วโมง ใครฝ่าฝืนเจอโทษหนักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุก 2 ปี ปรับถึง 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อส่องกล้องไปยังจังหวัดในประเทศไทย มีมาตรการปิดจังหวัดกันมากขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งการแจ้งให้ประชาชนที่ออกจากบ้าน ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยกันทุกคน อย่างสมุทรสาคร ตั้งโทษค่าปรับแพงมากถึง 2 หมื่นบาท

ทางจังหวัดก็ออกมาชี้แจงโดยผู้ว่าฯ ไม่ต้องการให้ประชาชนพลาดมาติดเชื้อโควิด-19 โดยใช่เหตุ เพราะติดโรคนี้แล้ว ไม่ว่าหายหรือตาย ชีวิตเปลี่ยนทั้งสิ้น

แต่ที่ต้องเอามาพูดกันอีกครั้งเรื่องของหน้ากากอนามัยที่มีทั้งสีขาว ฟ้า และเขียว นั้น สามารถป้องกันไม่ให้ละอองน้ำลายที่เกิดจากการไอ จาม ของคนที่อยู่รอบข้างแพร่กระจายสู่อากาศมาใส่หน้าเรานั้น ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงวินาทีนี้หน้ากากอนามัยอย่างว่า ก็ยังไม่มีขายในตลาด หรือหาซื้อกันอย่างสะดวกได้เลย ทั้งที่ประชาชนคนทั่วไปก็อยากหาซื้อใส่กันเอง ไม่ได้ต้องการรอให้ใครมาแจกกันฟรีๆ หรือไปต่อคิวหาซื้อกันยากๆ ที่เป็นเหมือนกันทั้งประเทศ เพราะต่างก็อยากใช้ชนิดที่ป้องกันได้ดี

ย้ำอีกครั้งว่า เป็นความล้มเหลวของกระทรวงที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบตั้งแต่ต้น ปล่อยให้สินค้าแบบนี้ขาดตลาด หาซื้อกันยากหรือไม่ได้เลยมาเป็นเวลาร่วม 2 เดือนเศษ เข้าไปแล้ว ในประเทศไทยมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยมากมาย ของกลับถูกกักตุนอยู่ในตลาดออนไลน์ และในมือของพ่อค้าหน้าเลือดที่หวังผลกำไร ตำรวจล่อซื้อจับกันเป็นรายวัน

หลายคนที่ไม่มีหน้ากากกระดาษอนามัยแบบนี้ ก็ต้องหันไปใช้หน้ากากผ้าที่ควรจะเรียกว่า “ผ้าปิดจมูก” ใครมีทุนทรัพย์หน่อยก็ไปซื้อหน้ากากที่ผลิตด้วยวัสดุอย่างดีราคาแพงถึงหลักร้อยใส่กันแทน ไม่ว่าจะใช้หน้ากากผ้าปิดจมูกหรือวัสดุอย่างดีแค่ไหนล้วนแต่เป็นการหาทางออกให้ตัวเอง ยิ่งเนิ่นนานเข้า ไม่มีใครหวังจะได้เห็นหน้ากากอนามัยราคาที่รัฐออกมาควบคุมเหลือชิ้นละ 2.50 บาท หาซื้อกันง่ายๆ ได้อีก

การใช้มาตรการให้ทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากของแต่ละจังหวัด ต้องกลับมาดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้นข้อหนึ่งด้วยว่า ประชาชนก็ไม่มีใครอยากเสี่ยงติดเชื้อเพื่อตายไปกับโรคนี้กันหรอก แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้ใช้หน้ากากอนามัยที่ใช้ป้องกันได้ดีกว่าการใช้ผ้าปิดจมูก ส่วนใหญ่ใช้หน้ากากที่เป็นเพียงเนื้อผ้าพื้นๆ ไม่ได้มีสรรพคุณเหมือนวัสดุนาโน ดักฝุ่น ป้องกันน้ำ ดักเชื้อโรคได้

บรรดาดารานักร้องนักแสดงจนถึงเซเลบหลายรายที่บริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากชนิดที่ต้องใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลและชุดอุปกรณ์ป้องกัน PPE แล้ว ก็บ่นกันเรื่องการหาหน้ากากที่จะบริจาคให้หมอใช้แทบยากเย็นแสนเข็ญ ยอมกัดฟันซื้อกันกล่อง 50 ชิ้น แพงๆ ทั้งนั้น ซื้อมาแล้วก็ต้องรีบบริจาคเก็บนานไม่ได้ อาจเจอแจ๊กพ็อตข้อหากักตุนสินค้าเข้าไปอีก

ถึงเวลาที่ภาครัฐควรจะตระหนักในความรู้สึกของประชาชนให้มากกว่านี้ ทำให้ “หน้ากากอนามัย” เป็นสินค้าทีหาซื้อกันได้ง่ายขึ้น อย่าทำให้ประชาชนต้องใช้ “ผ้าปิดจมูก” ป้องกันถูกจับปรับเพื่อเป็น “ไม้กันหมา” เลย

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...