โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ว่าด้วย ‘อาหารและการแปล’ เข้าใจศาสตร์การแปล เมื่ออาหารไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่กลมกล่อมด้วยวัฒนธรรม

The MATTER

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2567 เวลา 11.00 น. • Social

Northern style chili dip
Spicy minced chicken salad
Stir-fried pork and basil
ลองทายกันเล่นๆ เดาออกไหมว่าเมนูอาหารไทยที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษนี้คืออะไรบ้าง

อันแรก Northern Style พอเข้าใจอยู่ว่าน่าจะเป็นอาหารเหนือแน่ๆ ส่วน Chili dip น่าจะเป็นน้ำพริกสำหรับจิ้มอะไรสักอย่าง แต่น้ำพริกของภาคเหนือมีตั้งหลายแบบ แล้วอันนี้มันคือแบบไหนกันนะ ต่อมา ไก่สับเผ็ดๆ คลุกกับเครื่องปรุงเหมือนสลัด ก็มีความเป็นไปได้หลายเมนู แต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี ส่วนอันสุดท้ายผัดกะเพราหมูแน่ๆ แต่ basil เหมือนจะแปลว่าโหระพาด้วยนี่นา มันแทนกันได้ใช่ไหมนะ

ก่อนจะพูดถึงเรื่องต่อไป เราขอเฉลยของอาหารไทยทั้ง 3 เมนูนี้คือ น้ำพริกอ่อง ลาบไก่ และผัดกะเพราหมู ไหน มีใครตอบถูกบ้าง

เป็นอีกเรื่องที่คนไทยหลายคนต้องกุมขมับกับการแปลชื่ออาหารไทยเป็นภาษาต่างประเทศ บางครั้งหลายเมนูก็มักถูกแปลโดยใช้คำศัพท์วัตถุดิบ หรือหยิบยืมเมนูต่างชาติมาก็อาจทำให้คนนึกภาพตามได้ง่ายขึ้น แต่บางทีก็เป็นการลดทอนวัฒนธรรมต้นทางไป แม้ดูเผินๆ จะใกล้เคียงกัน แต่ลึกลงไปชื่อของอาหารก็มีเรื่องราวและวัฒนธรรมของชนชาติซ่อนอยู่ไม่น้อย

เมื่อไม่นานมานี้ก็มีประเด็นถกเถียงบนอินเทอร์เน็ตว่าด้วยเรื่อง การแปลชื่อเมนูอาหารไทยอย่างไรดี เช่น การแปลขนมผิงว่า ‘Thai Scone’ เป็นการแปลที่ถูกต้องไหม แม้ว่าจะมีกระบวนการทำ รสชาติ หรือวิธีการกินต่างกันก็ตาม นอกจากนี้ยังมีกรณีคล้ายๆ กัน เช่น โอโคโนมิยากิ ของญี่ปุ่นว่า ‘Japanese pancake’ ถึงแม้จะแปลได้ไม่ผิดนัก แต่หากคนไม่คุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่นก็อาจนึกถึงหน้าตาของเมนูนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะขาดเซนส์ของอาหารซึ่งมีส่วนผสมของที่ใส่ตามใจชอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึก หมู ไก่ เบคอน ชีส กิมจิ แล้วราดซอสสูตรเฉพาะและมายองเนสลงไป

วิธีการแปลชื่อเมนูอาหารที่ดีควรเป็นแบบไหน การทับศัพท์ไปเลยจะเป็นทางออกให้กับเรื่องนี้จริงหรือเปล่า แล้วเราจะส่งออกวัฒนธรรมผ่านเมนูอาหารอย่างไรได้บ้าง The MATTER ชวน ดร.วิชยา ปิดชามุก หรืออาจารย์น้ำ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอังกฤษ และผู้รับผิดชอบหลักสูตรการแปลและล่ามในยุคดิจิทัล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตอบปัญหาเหล่านี้กัน

ผิดไหมถ้าแปลชื่ออาหารด้วยการหยิบยืมวัฒนธรรมอื่น?

หากอยู่ต่างประเทศแล้วอยากทานอาหารไทยขึ้นมา ร้านอาหารไทยก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่พอหยิบเมนูขึ้นมาเท่านั้นแหละ จำไม่ได้เลยว่าเคยเป็นคนไทยมาก่อน เพราะเมนูอาหารไม่ใช่ชื่อที่เราคุ้นเคย แต่เป็นชื่อที่ถูกแปลเพื่อให้คนต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมไทยสามารถนึกภาพตามได้ง่ายมากกว่า

หลายคนจึงตั้งคำถามขึ้นมาว่าการแปลเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจด้วยการหยิบยืมวัฒนธรรมอาหารอื่น หรือใช้วิธีการทำและวัตถุดิบมาช่วยแปล บางทีก็เป็นทำให้รากเหง้าของอาหารขาดหายไปหรือเปล่านะ และคงไม่ดีต่ออาหารชนิดนั้นแน่ๆ เพราะอาจเกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้

ประเด็นนี้อาจารย์น้ำอธิบายจากมุมมองของผู้สนใจศึกษาเรื่องการแปลและผู้สอนแปล ว่า “การแปลด้วยวิธีการที่ว่าไปข้างต้นเป็นวิธีการปรับบทแปลที่พบเห็นได้ทั่วไป และนับเป็นปัญหาหนึ่งของการแปลงาน จากตำราของโมนา เบเกอร์ (Mona Baker) ศาสตราจารย์ด้านการแปลภาษา บอกว่าข้อดีของวิธีแปลแบบนี้คือช่วยให้ผู้อ่าน ‘เข้าใจ’ ง่ายเพราะเป็นสิ่งที่เขาคุ้นชินมากกว่า

“ในกรณีของ ‘Thai Scone’ ที่พูดถึงบนอินเทอร์เน็ต ก็เป็นไปได้ว่าผู้แปลอาจจงใจที่จะแปลแบบเอื้อให้ผู้รับสารเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว มากกว่าต้องการที่จะนำเสนออัตลักษณ์ของอาหารหรือขนมไทย การเลือกปรับบทแปลโดยใช้สิ่งทดแทนทางวัฒนธรรมจึงไม่ใช่เรื่องผิดในตัวมันเอง

“การที่ขนมผิงถูกแปลเป็น Thai scone มีหลายคนมองว่า ขนมผิงไม่ได้เหมือนสโคนขนาดนั้น สโคนจึงไม่ใช่คู่เทียบที่ดีที่สุด มีบางคนเสนอด้วยว่าถ้าใช้ว่าเมอแร็งก์ยังจะเหมือนกว่า (แน่นอนว่า มีหลายคนคิดว่ายังไม่ใกล้เคียงอยู่ดี) จะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้มีปัญหาว่าการปรับบทแปลโดยการใช้สิ่งเทียบเคียงหรือทดแทนทางวัฒนธรรมนั้นทำไม่ได้ แต่เขาติดตรงที่ว่าเทียบได้ไม่ใกล้เคียงกับที่เขาคิดมากกว่า

ส่วนบางคน ไม่เห็นด้วยตั้งแต่ใช้สิ่งเทียบเคียงแล้ว เพราะมองว่าการแปลด้วยวิธีนี้ทำให้วัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในชื่อเรียกอาหารหายไป

“ดังนั้นเราจึงอาจพูดได้ว่า การแปลแบบนี้อาจมีปัญหาในกรณีที่ทำให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไป” อาจารย์น้ำอธิบาย

นอกจากนี้อาจารย์ด้านการแปลยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้แปลเลือกใช้วิธีนี้ เช่น ผู้ว่าจ้างอนุญาตให้ผู้แปลปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมแค่ไหน หรือเป้าหมายของการแปลชิ้นนั้นคืออะไร หากเพียงแค่ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจได้รวดเร็วก็อาจเลือกใช้วิธีนี้ รวมไปถึงการยอมรับของคนในสังคมว่าคิดอย่างไรกับการแปลที่ไม่ ‘ตรง’ กับต้นฉบับแบบนี้ หากยอมรับได้ก็ถือว่าวิธีการแปลนี้ไม่ผิดนัก

วัฒนธรรมหล่นหายเพราะการแปลจริงหรือ?

สำหรับข้อกังวลที่ว่าวัฒนธรรมที่ติดอยู่ในชื่ออาหารหายไปเมื่อถูกแปลเป็นภาษาอื่นจริงไหม เสียงจากอาจารย์ด้านการแปลก็บอกว่ามีทั้งกรณีที่จริงและไม่จริง

“ถ้ายกกรณีของขนมผิง ก็ต้องยอมรับว่านัยของคำกริยา ‘ผิง’ ที่หลายคนมองว่าเป็นจุดเด่นของขนมชนิดนี้หายไปจริง เพราะผู้อ่านป้ายชื่อภาษาอังกฤษจะตีความว่าเป็นขนมอบจำพวกสโคนไป (แม้ว่าในปัจจุบัน ขนมผิงบางเจ้าก็ไม่ได้ใช้เตาถ่านและกรรมวิธีแบบโบราณแล้ว แต่ใช้อบในเตาอบแทนก็มี) พอแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Thai scone ปุ๊บ กรรมวิธี ‘ผิง’ หายไปจากชื่อในภาษาอังกฤษทันที”

อาจารย์น้ำยกตัวอย่างการแปลชื่ออาหารภาษาอื่นมาเป็นภาษาไทยด้วยเทคนิคเดียวกัน ก็พบว่าทั้งกรณีที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน และไม่ได้สร้างความเข้าใจแตกต่างจากต้นฉบับเท่าไหร่

ในกรณีการแปลเมนูอาหารที่ทำให้เข้าใจผิด เช่น ‘paella’ อาหารชนิดหนึ่งของสเปน ซึ่งเมื่อมาอยู่ที่ไทยก็ถูกแปลว่าข้าวผัดสเปน สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยอาหารสเปนก็คงนึกว่าอาหารจานนี้คือการนำข้าวสวยไปผัดในกระทะเหมือนข้าวผัดสไตล์ไทยที่คุ้นเคย แต่ความจริงแล้วเมนูนี้เป็นการหุงในน้ำสต็อกด้วยไฟอ่อนๆ เป็นเวลานาน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่แม้มีการแปลภาษาไทยก็ไม่ได้ทำให้ความเข้าใจแตกต่างไปจากเดิมมากนัก เช่น การแปล ‘bibimbap’ ว่าข้าวยำเกาหลี ซึ่งภาษาเกาหลีก็หมายถึงการนำข้าวมายำหรือคลุกเคล้าเช่นเดียวกัน

“ที่น่าสนใจคือทั้งกรณีของ paella และ bibimbap เราจะพบอีกหนึ่งกลวิธีการแปลที่ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน คือทับศัพท์ไปเลยว่า ปาเอญ่าและบิบิมบับ และดูเหมือนว่าบิบิมบับจะเป็นชื่อที่ติดปากคนไทยมากกว่าข้าวยำเกาหลีเสียอีก” อาจารย์น้ำกล่าว

นอกจากนี้การแปลเมนูอาหารด้วยการทับศัพท์นี้ยังเกิดขึ้นในอาหารไทยที่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติด้วย อย่าง Pad Thai หรือ Tom Yum Kung ซึ่งตอนนี้ผัดไทยก็ถูกบรรจุในพจนานุกรมของ Oxford และ Cambridge ไปแล้วเรียบร้อย อีกคำที่อาจารย์น้ำทำนายว่ามีแววจะเป็นเมนูติดปากของชาวต่างชาติตามรุ่นพี่ไปได้คือ ‘Moo Krata’ นั่นเอง

แล้วต้องแปลอย่างไรให้เข้าใจกันทั้ง 2 ฝ่าย

จนถึงตอนนี้การแปลชื่ออาหารก็ยังเป็นปัญหาที่ชวนหัวปวดอยู่ไม่น้อย ถ้าใช้คำทับศัพท์ไปเลย ชาวต่างชาติก็คงไม่เข้าใจว่าเมนูนี้คืออะไร เดารสชาติไม่ถูก หรือคงนึกไม่ออกว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ส่วนจะให้แปลโดยหยิบยืมวัฒนธรรมอื่นมาให้เข้าใจเร็วๆ ก็กลายเป็นว่าคลาดเคลื่อนกับอาหารนั้นอีก

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลขอสงบศึกนี้ และเสนอทางออกของเรื่องนี้ไว้ว่า การใช้คำทับศัพท์ พร้อมคำอธิบายสั้นๆ อาจเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน วิธีนี้ช่วยให้คนต่างชาติเข้าใจ แถมวัฒนธรรมไทยยังคงอยู่ในชื่ออาหาร วินวินกันทั้ง 2 ฝ่าย

“เราได้ลองถามนักศึกษาในชั้นเรียนวิชาแปลระดับปริญญาตรีว่าควรแปลอย่างไร ส่วนใหญ่เห็นว่าควรทับศัพท์แล้วตามด้วยคำอธิบายสั้นๆ อย่างกรณีขนมผิงเพื่อไม่ให้เกิดประเด็นว่าขนมไทยทำไมต้องเอาขนมฝรั่งมาเป็นตัวเทียบด้วย ก็อาจจะเขียนว่า ‘Kanom Ping’ แทน แล้วเขียนคำอธิบายสั้นๆ ห้อยไว้ข้างล่างเอาน่าจะดีกว่า แต่อธิบายยาวมากก็ไม่ได้ด้วยนะ เพราะพื้นที่มีจำกัด”

อย่างไรก็ตามอาจารย์น้ำก็ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า อันที่จริงการแปลชื่อเมนูอาหารก็ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว มีเพียงบางวิธีที่นิยมมากกว่า มีงานการวิจัยในไทยจำนวนมากพบว่าการทับศัพท์ชื่ออาหารไปเลย แล้วตามด้วยการแปลชื่ออาหาร รวมถึงใส่คำอธิบายสั้นๆ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้กันแพร่หลาย โดยคำอธิบายมักจะกล่าวถึงวัตถุดิบหรือส่วนผสมหลัก (เนื้อสัตว์ ผัก เครื่องปรุงที่สำคัญ) และวิธีการปรุง ซึ่งตรงกับสิ่งที่นักศึกษาในชั้นเรียนได้เสนออย่างที่บอกไปข้างต้น

นอกจากนี้อาจารย์น้ำยังเสริมด้วยว่าการแปลอาหารจึงไม่ใช่แค่การถอดความจากภาษาใดไปภาษาหนึ่งเท่านั้น แต่เพราะอาหารยึดโยงกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจสังคม ศาสนา ศีลธรรม อุดมการณ์ ฯลฯ ทำให้ตอนนี้การศึกษาเรื่องการแปลกับอาหารออกไปอย่างกว้างขวางหลายมิติ เพื่อให้รักษาวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับอาหารนั้น การทับศัพท์ พร้อมคำอธิบายก็เป็นวิธีหนึ่งที่ลบอคติจากผู้แปลด้วยเช่นกัน

“การแปลภาษาไม่ใช่แค่การเทียบคำ และในทำนองเดียวกัน อาหารก็ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์เราบริโภคในฐานะปัจจัย 4 อาหารมีฟังก์ชั่นทางสังคม ส่วนตัวมองว่าวิธีทับศัพท์ ตามด้วยคำอธิบายสั้นๆ เป็นทางที่ ‘เซฟ’ กว่าสำหรับผู้แปล ในแง่ที่ว่ามันเป็นกลาง (objective) กว่า ในขณะที่วิธีใช้สิ่งทดแทนทางวัฒนธรรมหรือหาตัวเทียบเคียงนั้นเป็นความคิดส่วนตัว (subjective) กว่า โดยเฉพาะในแง่ของอาหาร เพราะ ‘ลิ้น’ ของเราไม่เหมือนกัน ถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมและบริบททางสังคมที่ต่างกัน อย่าว่าแต่คนจากต่างวัฒนธรรม คนไทยเองก็ยังตีความรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นอาหารไม่เหมือนกันเลย”

ทั้งนี้อาจารย์น้ำก็ได้ทิ้งท้ายถึงข้อควรระวังสำหรับการทับศัพท์ไว้ว่า “ ผู้แปลอาจระวังนิดนึงว่า พอถอดจากชื่อไทยเป็นตัวอักษรภาษาปลายทางแล้ว ถ้าเลี่ยงได้ ก็อย่าให้ตัวสะกดไปตรงกับคำที่ก่อให้เกิดนัยประหวัดที่ไม่น่าอภิรมย์ในภาษานั้นๆ เพราะคนอ่านแค่ชื่ออาจจะรู้สึกว่าอาหารอะไร ทำไมชื่อไม่น่ากินเอาเสียเลย”

แม้ว่าการคงภาษาเดิมไว้จะเป็นวิธีให้เกียรติวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ก็ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยให้เข้าใจที่มาของอาหารชนิดนั้นด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้ชื่ออาหารเป็นเพียงข้อมูลที่ฟังแล้วผ่านเลยไป การให้ความสำคัญกับชื่อและที่มาของอาหารก็เป็นอีกทางหนึ่งช่วยให้เรารู้จักวัฒนธรรมอื่นๆ ได้ดีขึ้นด้วย

อ้างอิงจาก

The localization of food- and drink-related items in video games: The case of The Witcher 3 in Arabic Mohammed Al-Batineh Digital Translation 10:1 (2023), pp. 37–57.

อาหารไทยในฝรั่งเศส: การศึกษาการแปลชื่ออาหารไทยเป็นภาษาฝรั่งเศส. ธีระ รุ่งธีระ. มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ 25 ฉบับที่ 1

“Editor’s Introduction.” Desjardins, Renée. 2019. CuiZine: the Journal of Canadian Food Cultures/la revue des cultures culinaires au Canada 9 (2). https://doi.org/10.7202/1055214ar

Intelligibility of English in Thai Street Food Menus Perceived by East Asian Tourists. Naridtiphol Srisongka & Vimolchaya Yanasugondha. LEARN Journal: Language Education and Acquisition Research Network Journal, Volume 12, Issue 2, July 2019

Graphic Designer: Manita Boonyong
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...