ส่งออก อัญมณี – เครื่องประดับ ไทยสดใสยาวถึงปีหน้า
อานิสงส์ เศรษฐกิจโลกฟื้น - เงินเฟ้อชะลอตัว เพิ่มอำนาจซื้อยุโรป-จีน หนุนตลาด อัญมณี และ เครื่องประดับ เอเชียและทั่วโลกขยายตัว ไทยเด้งรับโอกาสใหญ่ผู้นำและศูนย์กลางของภูมิภาค
นายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ช่วงเวลาตั้งแต่ปีนี้ถึงปีหน้า ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีโอกาสที่ดีท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างยุโรปและจีน
ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการส่งออกของภาครัฐยังเสริมให้สินค้ากลุ่มนี้เติบโตในทุกประเภท เช่น เครื่องประดับเงิน โต 20.66% หรือพลอยเนื้อแข็ง โต 5.31% นอกเหนือจากนี้ ด้วยนโยบายลดอุปสรรคด้านการนำเข้าอัญมณีจะช่วยให้การจัดงานแสดงสินค้าในไทย อย่างงาน JGAB 2025 กลายเป็นเวทีสำคัญในการกระตุ้นความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ พร้อมช่วยส่งเสริมธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างดี”
ทั้งนี้ข้อมูลจากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยตามพิกัดอัตราศุลกากรช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2567 ขยายตัว เพิ่มขึ้น16.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2566 ที่มีมูลค่า 8,971.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่10,431.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3 คิดเป็นสัดส่วน 5.29% ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย
อย่างไรก็ดี หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้นหักออก ด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 5,778.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 7.82% อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) รายเดือน พบว่า เดือนสิงหาคม 2567 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 23.13% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2567
ขณะที่สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในรอบ 8 เดือนแรกของปีนี้ คือ ทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป คิดเป็น สัดส่วน 44.61% ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและ เครื่องประดับไทยโดยรวม มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 28.80%
โดยสินค้าของไทยที่ เติบโตได้ดีคือ เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน และเครื่องประดับเทียม
อย่างไรก็ดีภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปัญหาอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก คลี่คลายลง โดยการเติบโตทางภาคบริการของโลกเป็นตัว ขับเคลื่อนหลัก เห็นได้จากดัชนีภาคบริการโลกขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือนต่อกัน นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกมี แนวโน้มผ่อนคลายลง โดยตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกายัง ขับเคลื่อนไปได้จากภาคบริการยังขยายตัว
ขณะที่สหภาพยุโรป เริ่มกลับมาฟื้นตัวจากภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศ คู่ค้าหลักจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีมุมมองเป็นบวกต่อ แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เช่นเดียวกับเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นมีสัญญาณฟื้นตัว จากแรงหนุนจากการบริโภคภายใน ประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัว
ขณะที่ Deloitte คาดการณ์การ ขายปลีกในช่วงวันหยุดประจำปีของไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเผยแพร่ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ยอดขายตามฤดูกาลมีแนวโน้มที่จะ เพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 2.3-3.3 ในปี 2567 เมื่อเทียบกับ ปีก่อนหน้า
ส่วนปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การคาดการณ์ ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังจะขยายตัวและจะไม่เกิดภาวะ ถดถอยได้หรือไม่ เช่นเดียวกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก ส่วน ความตึงเครียดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะ ตะวันออกกลางและการกีดกันทางการค้า ยังเป็นประเด็นที่อาจ กดดันต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทานต่อไป
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หากมองถึงตลาดอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลก แรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตจะมารวมอยู่ที่ตลาด โดยเฉพาะในอินเดีย จีนและอาเซียน ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งของการเติบโตในเศรษฐกิจทั่วโลก นั่นทำให้โอกาสสำคัญของตลาดอัญมณีและเครื่องประดับมารวมอยู่ในประเทศอาเซียน
ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ส่งออกคนสำคัญของ 2 ประเทศข้างต้นและทั่วโลก นั่นจึงทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้คว้าโอกาสที่ดีที่สุดในฐานะผู้นำและศูนย์กลางของภูมิภาค
ทั้งนี้ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีแผนจับมือกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดงาน“Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2025” หรือ JGAB 2025 ในระหว่างวันที่ 23-26 เมษายน 2568 บนพื้นที่กว่า 17,000 ตารางเมตร เพื่อ ตอบรับการขยายตัวในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับเอเชียและทั่วโลก สร้างโอกาสที่ดีที่สุดแก่ผู้ประกอบการไทยและกลุ่ม SMEs ในการตอบโจทย์กระแสความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมีเอกลักษณ์แบบ Made In Thailand