ส่องกลาโหม ยุค 'บิ๊กอ้วน' สามเส้า-สามก๊ก ตท.10 ขยับอีก!! ปิดตำนาน 'บิ๊กทิน' สงบศึกทัพเรือ
ด้วยเพราะสวมหมวกหลายใบ โดยเฉพาะเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม และเป็นคีย์ของพรรคเพื่อไทย และเป็นมือขวาสายตรงของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และต้องคอยช่วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนถูกเรียกขานว่าเป็น พี่เลี้ยง นายกฯ อิ๊งค์ จึงทำให้บิ๊กอ้วน นายภูมิธรรม เวชยชัย ไม่มีเวลาในการทุ่มเททำงานในฐานะ รมว.กลาโหม ได้เต็มที่นัก
โดยให้ทีม ตท.10 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของอดีตนายกฯ ทักษิณ มาคุมกลาโหม ดูหน้าห้องสนามไชย 1 ให้
นำโดย บิ๊กหมี พล.อ.ไตรศักดิ์ อินทรรัสมี เลขานุการ รมว.กลาโหม พร้อมบิ๊กต่วย พล.ร.อ.ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ และ พล.อ.วุทธิ์ วิมุกตะลพ ที่เคยเป็นทีมหน้าห้องยุคบิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เพื่อน ตท.10 เป็น รมว.กลาโหม
ประกอบกับได้ไฟเขียวจากนายทักษิณ ให้รื้อฟื้นสัมพันธ์เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 เอาไว้ ด้วยการจัดงานเลี้ยงรุ่น ทุกๆ 3 เดือน
แม้นายทักษิณจะไม่ยอมรับตำแหน่งประธานรุ่น หลังบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต รมว.มหาดไทย ลาออก โดยให้เข้าระบบการวน ทบ.-ทร.-ทอ.-ตำรวจ
แต่เพื่อนๆ ก็ประเคนตำแหน่งประธานที่ปรึกษาให้นายทักษิณ
แม้ ตท.10 อัสดงจากอำนาจในกองทัพไปแล้ว เกษียณราชการกันมานาน หมดอำนาจไปพร้อมนายทักษิณ ตั้งแต่ถูกรัฐประหารไปแล้ว พร้อมๆ กับการครองอำนาจของพี่น้อง 3 ป. ที่หยั่งรากลึกในกองทัพ และในทางการเมืองมายาวนานก็ตาม
แต่อย่างน้อย การที่ ตท.10 มีประสบการณ์ และยังมีเครือข่ายลูกน้อง แม้ไม่ได้อยู่ในอำนาจ แต่ก็ติดตามความเคลื่อนไหวในกองทัพ เป็นหูเป็นตาให้ได้
เพราะตราบใดที่ยังมี พ.ร.บกลาโหม และบอร์ด 7 เสือกลาโหม มีอำนาจแข็งแกร่งในการแต่งตั้งโยกย้ายนายพล ก็ยากที่ฝ่ายการเมืองจะเข้าแทรก หรือแชร์อำนาจ อีกทั้งยังมี “ดีลข้ามขั้ว” ค้ำคออยู่ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถล้างบาง ล้างแค้นกองทัพ
ดังนั้น การที่นายทักษิณพยายามรวมกลุ่มเพื่อน ตท.10 จึงอาจไม่ใช่แค่เพราะวัยที่อยากจะรำลึกความหลังวัยเยาว์เท่านั้น แต่ยังต้องการรื้อฟื้น แก้ไขวันเก่าๆ ที่เคยผิดพลาด จนทำให้ ตท.10 ต้องอัสดง
คงมีแค่ ตท.10/1 เพื่อนร่วมรุ่นต่างขั้วเท่านั้น ที่ยังคงมีอำนาจต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา 1 ในพี่น้อง 3 ป. เป็นแกนนำ หลังเป็นกำลังหลักในการรัฐประหาร ยึดอำนาจนายทักษิณ เพื่อนร่วมรุ่น เมื่อปี 2549 จากเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 จนเป็น ผบ.ทบ. และวางตัวบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น้องรักสายทหารเสือฯ สมาชิก 3 ป. ขึ้นสู่อำนาจ เป็น ผบ.ทบ.ต่อ 4 ปี และรัฐประหาร อยู่ยาวอีก 9 ปี จนยึดอำนาจในกองทัพไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ดังนั้น มาวันนี้ เมื่อนายทักษิณกลับมาประเทศไทยได้ และพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีชื่อ แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ จะพบว่า พล.อ.อนุพงษ์ ก็มีความเคลื่อนไหวในการมาร่วมงานเลี้ยงรุ่น ตท.10 ในส่วนของ ทบ. หรือ จปร.21 งานเลี้ยงที่ไม่มีนายทักษิณ เพราะเป็นอดีตนายร้อยตำรวจ
แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ยอมที่จะมาพบเจอเพื่อนที่ความสัมพันธ์ร้าวฉานกันไปนานแล้วอย่างบิ๊กหยอย พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเคยเป็นแกนนำคนเสื้อแดง และหลังรัฐประหารก็โดนคดี จนไม่เผาผีกับ พล.อ.อนุพงษ์ แต่ยอมมาเจอพบปะพูดคุยเคลียร์ใจกันแม้ว่าจุดยืนทางการเมืองจะยังคงแตกต่างกันต่อไปก็ตาม
รวมถึงบิ๊กตู่ พล.อ.พรชัย กรานเลิศ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. ซึ่งเคยเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ. ในยุคนายทักษิณเป็นนายกฯ แต่การรัฐประหารก็เป็นการดับฝันของ พล.อ.พรชัย และเป็นการเปิดทางให้ พล.อ.อนุพงษ์ ขึ้นสู่ฝั่งฝันบนเก้าอี้ ผบ.ทบ. ที่ได้มาพบปะพูดคุยเปิดใจกัน โดยมี พล.อ.ไตรศักดิ์ เลขานุการ รมว.กลาโหม ยุคนายภูมิธรรมมาร่วมงานด้วย
กลุ่มก้อนนี้ จึงถูกมองว่าเป็นสายอำนาจของอดีตนายกฯ ทักษิณในกลาโหม ที่มาสอดส่องในกลาโหม
ขณะที่สายของนายภูมิธรรม ก็ยกทีมงานพลเรือนจากกระทรวงพาณิชย์มาช่วยงานที่กระทรวงกลาโหมพรึบ ด้วยความที่เคยเป็น รมว.พาณิชย์มาก่อน จึงทำให้บรรยากาศในกระทรวงกลาโหมแปลกตาไปเพราะการมีพลเรือนปรากฏตัวมากขึ้น
ขณะที่อีกสาย อีกกลุ่มหนึ่งก็คือทีมงานของบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ที่กว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี ก็ต้องนั่งรอบนเก้าอี้เลขานุการ รมว.กลาโหมมาราว 1 ปีเต็มในยุคนายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหมพลเรือน
แต่เมื่อได้เป็นรัฐมนตรีแล้วก็ไม่ได้นั่งทำงานที่กระทรวงกลาโหม แต่ต้องไปเป็นที่ปรึกษา ศปช.ส่วนหน้า นั่งทำงานอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ดูแลการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการฟื้นฟูหลังน้ำลดเพราะกำลังหลักที่ใช้ก็เป็นกำลังทหารจากทุกเหล่าทัพ ที่คาดว่าจะได้กลับมากรุงเทพฯ ราวต้นเดือนพฤศจิกายนนี้
แต่ พล.อ.ณัฐพล ก็มีทีมงานที่ช่วยดูแลอยู่ที่กระทรวงกลาโหม จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 แล้วยังมีนายทหารที่เคยทำงานกับ พล.เอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาลมาช่วยงานหลายคน จนถูกมองว่าเป็นอีกกลุ่มก๊วนหนึ่ง
ส่งผลให้กระทรวงกลาโหมถูกมองว่ายังมีความแตกแยกระหว่างกลุ่มก๊วน และระหว่างพลเรือนกับทหาร
ขณะที่นายสุทิน คลังแสง อดีต รมว.กลาโหม ที่มีชื่อขี้นทำเนียบเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในฐานะ รมว.กลาโหมพลเรือนคนแรกไปเรียบร้อยแล้ว จนเริ่มจับตามองกันว่าในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหน้า นายสุทินจะได้คัมแบ๊กสู่กระทรวงกลาโหมหรือไม่ หรือจะได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ เพราะดูท่าว่านายสุทินเองก็ยังแฮปปี้กับการเป็น รมว.กลาโหม และการทำงานร่วมกับทหาร
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นายสุทินจะได้กลับมาอีก เพราะสไตล์ของนายทักษิณ คือได้ตอบแทนด้วยการให้เป็นรัฐมนตรีไปแล้วหนึ่งปี
แม้นายสุทินจะพ้นเก้าอี้เสนาบดีกระทรวงกลาโหมไปแล้ว แต่เรื่องราวของนายสุทินก็ได้กลายเป็นตำนานของกระทรวงกลาโหมที่มี รมว.กลาโหมที่เป็นครู แล้วให้มาคุมทหาร
แต่นายสุทินก็โบกมือลากระทรวงกลาโหมไปแบบที่เรียกว่าจบไม่สวยนัก จากปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายชั้นนายพลครั้งล่าสุดที่มีปัญหาในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ ถึงขั้นที่เรียกว่าเกิดสึนามิในกองทัพเรือเลยทีเดียว ด้วยเพราะมีการวัดพลัง วัดกึ๋น วัดกลยุทธ์ในการศึกครั้งนี้ไม่น้อย
ขณะที่บิ๊กดุง พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม อดีต ผบ.ทร.หมาดๆ ยังช้ำไม่หาย จากศึกชิงเก้าอี้ ผบ.ทร. จากการถูกรุมกระหน่ำจากการฝ่าม่านประเพณี ทร. เสนอชื่อบิ๊กแมว พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. อยู่นอก 5 ฉลามทัพเรือ ไม่เคยเป็น ผช.ทูตทหาร ผ่านตำแหน่ง ผบ.หน่วยน้อยมาก และไม่ได้จบโรงเรียนนายเรือ เป็น ผบ.ทร.แทน
เพราะยังคงมีการส่งต่อข้อความ ที่เสมือนใบปลิวทางไลน์ ในแวดวงทหารเรือ ทั้งหน้าบ้าน และหลังบ้าน ด้วยถ้อยคำรุนแรง
โดยเฉพาะการที่ พล.ร.อ.อะดุง ยังไม่ย้ายออกจากบ้านพักรับรอง ผบ.ทร. ริมน้ำเจ้าพระยา เพราะบ้านส่วนตัวยังสร้างไม่เสร็จ เป็นความเข้าใจผิด ส่งผลให้ พล.ร.อ.อะดุง ได้แจ้งไปยัง ทร. ว่า จะย้ายออกภายใน 20 ตุลาคม 2567 นี้ เพราะใช้เวลาเก็บของพอสมควร ไม่ได้คิดจะอยู่นาน เพื่อคอยเป็นโค้ชให้ พล.ร.อ.จิรพล ผบ.ทร. เพื่อน ตท.23 เพราะบิ๊กแมวสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง
ไม่ต้องมี พล.ร.อ.อะดุงคอยช่วยให้คำแนะนำ
ท่ามกลางการจับตามองว่า ศึกใน ทร. และคลื่นใต้น้ำ จะจบลงหรือไม่
เพราะสำหรับบิ๊กน้อย พล.ร.อ.วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง รุ่นน้อง ตท.24 ที่ถูกแขวนเป็นประธานที่ปรึกษา ทร. ก็ยังต้องพบเจอและร่วมงานกับ พล.ร.อ.จิรพล
ส่วนบิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ รอง ผบ.ทร.นั้นเป็นเพื่อน ตท.23 กันอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหา และยังได้คุมงบประมาณในโครงการต่างๆ รวมทั้งเรือดำน้ำจีน ก็ย่อมต้องเป็นผู้ช่วย พล.ร.อ.จิรพล แม้จะชิง ผบ.ทร.กันมาก็ตาม
ด้านบิ๊กวิน พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ที่ถูกเตะจากรอง ผบ.ทร. ข้ามไป บก.ทัพไทย แจ้งวัฒนะ เข้ากรุ รอง ผบ.ทหารสูงสุด นั้นก็ดูจะเก็บเนื้อเก็บตัว เป็นแคนดิเดต ผบ.ทร.ที่ชอกช้ำที่สุด เพราะถูกวางแผนสกัดมาถึง 3 ครั้ง 3 ปี 3โผ
แม้จะเป็นคนที่มีประวัติรับราชการเป๊ะ แบบลูกประดู่มากที่สุดก็ตาม แต่ที่สุดก็ไม่ได้เป็น ผบ.ทร. พ่ายแพ้แก่ พล.ร.อ.จิรพล ม้ามืดและม้านอกสายตา ที่เหาะข้ามแคนดิเดต ผบ.ทร.ทุกคน ขึ้นแม่ทัพเรือฉลุย
ด้วยการยืนยันอย่างแข็งแกร่งของ พล.ร.อ.อะดุง ที่ไม่สะทกสะท้านต่อเสียงท้วงติงในที่ประชุมบอร์ด 6 เสือ ในยุคนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม และ 7 เสือกลาโหม ในยุคบิ๊กอ้วน นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม ไม่ว่า ผบ.เหล่าทัพคนอื่นจะแนะให้ยึดแคนดิเดตที่อยู่ใน 5 ฉลามทัพเรือ ตามประเพณีก็ตาม
แต่ในการพบหน้ากันที่สภากลาโหมครั้งแรกของนายภูมิธรรม และ ผบ.ทร.ใหม่ พล.ร.อ.สุวิน ก็เข้ามาสวัสดีทักทาย พล.ร.อ.จิรพล ที่เป็น ผบ.ทร. และเป็นรุ่นพี่ ท่ามกลางสายตาของ ผบ.เหล่าทัพ สมาชิกสภากลาโหม แม้ว่าโดยส่วนตัวทั้งคู่ไม่ได้มีปัญหากันเลยก็ตาม แต่เมื่อต่างเป็นแคนดิเดต ก็ต้องแข่งขันกัน
โดยสมาชิกสภากลาโหมได้ยินเสียง พล.ร.อ.สุวิน ยืนยันกับ พล.ร.อ.จิรพล ให้สบายใจได้ เพราะจะช่วยดูแลงานต่างๆ ของ ทร. ในส่วนที่ต้องผ่านมาถึงรอง ผบ.ทหารสูงสุด ที่ทำให้ถูกมองว่า เป็นการสงบศึกกันแล้ว
แต่กระนั้นก็ตาม กระแสโจมตี จับตา และปรามาส พล.ร.อ.จิรพล ผบ.ทร.คนใหม่ ก็ยังคงอยู่
โดยมีรายงานว่า ทั้งปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. และ ผบ.ทอ. ที่ได้หารือนอกรอบกับนายสุทิน ต่างเห็นด้วยกับหลักการที่จะต้องเลือกจากแคนดิเดตใน 5 ฉลาม ทร.ก็ตาม แต่เมื่อประชุมบอร์ด ต่างก็ต้องรักษามารยาทในการไม่โหวต ก้าวก่าย ผบ.ทร.
ไม่แค่นั้น นายสุทินยังได้ให้กลาโหมทำหนังสือ 2 ฉบับ ยืนยันผลการประชุมบอร์ด 6 เสือ กห. เมื่อ 3 กันยายน 2567 ว่า ยังไม่ลงตัว ค้างอยู่ที่ พล.ร.อ.อะดุง เสนอชื่อ พล.ร.อ.จิรพล ส่วนนายสุทิน เสนอชื่อ พล.ร.อ.สุวิน เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ แต่ไม่ใช่การลงในนามโผทหาร
และทำเอกสารอีกหนึ่งฉบับในการส่งต่อให้นายภูมิธรรม รมว.กลาโหมคนใหม่ มารับหน้าที่ในการโยกย้ายทหารแทน เนื่องจากในช่วงดังกล่าว เป็นช่วงของการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯ และเปลี่ยน รมว.กลาโหม มีโปรดเกล้าฯ ออกมาแล้ว
แต่พบว่า มีการนำเอกสารใบปะหน้าบันทึกการประชุม ไปเป็นเครื่องมือในการนำเสนอขั้นตอนในระดับสูงต่อไป ทั้งๆ ที่ไม่ใช่แนวทางตามขั้นตอน
กล่าวกันว่า หากนายสุทินเอาเรื่องในการให้มีการทบทวน และตรวจสอบขั้นตอนในครั้งนั้นใหม่ ทางกรมเสมียนตรากลาโหมอาจงานเข้าได้ อีกทั้งนายสุทินก็พ้นจากกลาโหมมาแล้วด้วย
ส่งผลให้ต้องเลยตามเลย เมื่อสำเนาบัญชีรายชื่อที่กรมเสมียนตรากลาโหมส่งเข้าขั้นตอนไปนั้นเป็นชื่อของ พล.ร.อ.จิรพล จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้ว จนจบที่ พล.ร.อ.จิรพลนั่นเอง
มาเป็น รมว.กลาโหม 1 ปี 2 วันของนายสุทิน จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่นักการเมืองครูบ้านนอกคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็น รมว.กลาโหมพลเรือนคนแรก ที่ไม่ได้ควบนายกฯ ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชีวิต
เช่นเดียวกับนายภูมิธรรม ที่มารับไม้ต่อในห้วงเปลี่ยนผ่าน ก็เจอยุทธวิธีในการต่อสู้ชิงอำนาจของฝ่ายทหาร ที่สุดเข้มข้น จนสหายใหญ่อึ้งเช่นกัน
แต่ก็ทำให้นักการเมืองรู้จักทหาร รู้จักกองทัพมากขึ้น และต้องระมัดระวังในทุกความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับกองทัพมากขึ้นเช่นกัน
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องกลาโหม ยุค ‘บิ๊กอ้วน’ สามเส้า-สามก๊ก ตท.10 ขยับอีก!! ปิดตำนาน ‘บิ๊กทิน’ สงบศึกทัพเรือ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com