โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุพันธุ์ มงคลสุธี : เงินบาทแข็ง ดอกเบี้ยไม่ลด ‘เอสเอ็มอี’ ไปไม่รอด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 ต.ค. 2567 เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2567 เวลา 05.00 น.

เงินบาทแข็ง ดอกเบี้ยไม่ลด
‘เอสเอ็มอี’ไปไม่รอด

แม้ว่าค่าเงินบาทไทยจะเริ่มอ่อนตัวลงมาบ้างแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทว่าโดยรวมค่าเงินบาทไทยยังถือว่า “แข็งค่า” กว่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นประมาณ 12% ยืนอยู่ที่ระดับประมาณ 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 36.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ประเด็นสำคัญคือ มาจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐ และแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ (ขายสุทธิทั้งหุ้นและบอนด์ไทย) ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทไทยที่ปรับตัวอ่อนลงไปบ้างเล็กน้อย

ผมเองยังเป็นห่วงว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ประเทศไทยจะยังเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดเล็กอย่างเช่นเอสเอ็มอี

ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประเมินว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีอาจทำให้รายได้ในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกทั้งหมดกระทบได้ราว 1.8-2.5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาท ยังเป็นปัจจัยลบกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก

“โดยส่วนมากกลุ่มนี้จะประกอบด้วยเอสเอ็มอีเกือบทั้งหมดที่เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก เป็นผู้ร่วมอยู่ในระบบซัพพลายเชน”

กลุ่มเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อาจจะไม่สามารถแบกรับ “ความเสี่ยงจากค่าเงินบาทผันผวน” อย่างรวดเร็วได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเข้าไปดูแลมากขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดเสถียรภาพได้ เพราะมีปัจจัยอื่น เรื่องดอกเบี้ยและสถาพเศรษฐกิจโดยรวม

นอกจากประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าแล้ว เอสเอ็มอีส่วนมากยังเผชิญกับ “วิกฤตต้นทุนทางการเงินที่สูง” เนื่องมาจาก “โครงสร้างดอกเบี้ย” ของประเทศไทยไม่สะท้อนกับภาวะตลาดโลกที่อยู่ในช่วงขาลง เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีทีท่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงตามเทรนด์ของตลาดโลกแต่อย่างใด

แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.5% ไปแล้วเมื่อวันพุธที่ 18 ก.ย.2567 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงอีกในช่วงปลายปีนี้ จึงถือเป็นการเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยอย่างเข้มข้น

“ทุกวันนี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติก็ยังไม่มีท่าทีที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา จึงทำให้ต้นทุนทางการเงินโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของเอสเอ็มอีสูงตามไปด้วย กลายเป็นว่าแต่ละเดือนชักหน้าไม่ถึงหลังต้องหาเงินตรงนั้นตรงนี้มาโปะให้ผ่านพ้นไปแต่ละเดือน”

แบงก์ชาติเองก็ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อลดแรงกดดัน เพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นการใช้จ่าย เพราะการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสามารถทำได้และเป็นแนวทางที่น่าจะดีที่สุดตอนนี้ อย่างน้อยก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะเปราะบาง

ดอกเบี้ยนโยบายเปรียบเสมือนโครงสร้างหลักของต้นทุนการเงินทั้งหมด หากปรับลดลงได้จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ไม่มากก็น้อย

“พอดอกเบี้ยลด ต้นทุนการเงินก็ลด ธุรกิจเอสเอ็มอีและประชาชนทั่วไปที่เป็นหนี้เงินกู้อยู่กับสถาบันการเงินก็คงลดต้นทุนลงทำให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้ทำหนังสือขอเข้าพบผู้ว่าการแบงก์ชาติ เพื่อยื่นข้อเสนอให้แบงก์ชาติเร่งพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนอยู่แล้วในตลาดการเงินล่วงหน้า (Forward Market) ซึ่งปัจจุบันตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงอย่างน้อย 0.25% ภายในปีนี้ และอีกประมาณ 0.25-0.5% อีกภายในปีหน้า โดยเชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อ Real Sector ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องพิจารณาทบทวนกรอบเป้าหมายการลงทุนของภาครัฐและการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับบริบทศักยภาพและโครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันและอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ไม่อยากให้เอสเอ็มอีพึ่งพาแต่หน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เอสเอ็มอีจะต้องใช้วิถี “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ด้วย หากทำอะไรได้อย่างเช่น “รัดเข็มขัด” ก็ควรลงมือทำทันที เพราะหากเอสเอ็มอี
“รู้ต้นทุน ก็ไม่เจ๊ง” โดยเฉพาะ “ต้นทุนคงที่” เช่น ค่าซื้อเครื่องจักร ค่าเช่าที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าชั้นวางสินค้า ดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร และ “ต้นทุนผันแปร” เช่น วัตถุดิบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคอมมิชชั่น เป็นต้น

ผมมองว่าการจะเพิ่มยอดขายนั้นไม่ง่าย เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มีผลอย่างมากทำให้ยอดขายของเอสเอ็มอีไม่เข้าเป้า ดังนั้น การลดต้นทุนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการปรับตัวของเอสเอ็มอี เอสเอ็มอีจำเป็นต้องรู้จักต้นทุนของตัวเองทุกซอกทุกมุมให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้

สำหรับการเพิ่มยอดขายให้เอสเอ็มอีนั้นยังมีอีกช่องทางหนึ่งคือการกระตุ้นกำลังซื้อ ผ่านการ “บริหารหนี้ครัวเรือน” เพราะถ้าหนี้ครัวเรือนต่ำมันก็จะมีผลโดยตรงต่อกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันภาระหนี้สินส่งผลต่อสภาวะของบุคคล ครอบครัว เป็นปัญหาระดับประเทศ จากข้อมูลสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนไทย สิ้นปี 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะที่ระดับ 91% ต่อ GDP ของประเทศ ส่วนใหญ่มาจากหนี้บัตรเครดิต ลีสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคล ที่ถือว่าเติบโตเร็วที่สุดในรอบหลายสิบปี

“การที่หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ย่อมมีผลกระทบในระยะต่อไป คือ เศษฐกิจเติบโตช้า รายได้ฟื้นช้า ต้นทุนทางการเงินสูงกว่าในอดีต และพฤติกรรมการก่อหนี้โดยขาดวินัยทางการเงินที่ดี”

อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลไม่รีบแก้ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” โดยเร็วอาจฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจและสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว ขณะเดียวกันก็อยากให้แบงก์ชาติเข้ามาดูแลตรงนี้อย่างจริงจัง เพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นประชาชนและเอสเอ็มอีจะมีหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีก และจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานกิตติมศักดิ์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุพันธุ์ มงคลสุธี : เงินบาทแข็ง ดอกเบี้ยไม่ลด ‘เอสเอ็มอี’ ไปไม่รอด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...