ทำไมถึงยังมี ‘คลินิกทำแท้งเถื่อน’ กลางกทม. ทั้งที่เรามีกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้ง?
เมื่อ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา เพิ่งมีการจับกุม ‘คลินิกทำแท้งเถื่อน’ ภายในซอยเพชรบุรี 31 กรุงเทพมหานคร โดยพบว่าคลินิกแห่งนี้เปิดให้บริการมานานกว่า 20 ปี และคนที่ให้บริการก็เป็น ‘หมอปลอม’ ที่ไม่ได้มีใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพเวชกรรม ซึ่งนับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เข้าใช้บริการ
ขณะที่ตอนนี้ ประเทศไทยเรามีกฎหมายที่อนุญาตให้คนที่ตั้งท้องไม่พร้อมสามารถเข้ารับการยุติการตั้งครรภ์กับโรงพยาบาลรัฐ ภายในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ แต่การที่ยังมีคนเลือกใช้บริการคลินิกทำแท้งเถื่อนอยู่ ก็สะท้อนชัดเจนว่า ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายได้
ว่าแต่ อะไรบ้างที่เป็นข้อจำกัด ไม่ให้คนเข้าถึงการทำแท้งที่ถูกกฎหมายและปลอดภัยได้อย่างที่ควรจะเป็น?
อย่างแรกก็คือเรื่องของ ‘บุคลากรทางการแพทย์’ ที่บุคลากรจำนวนมากยังมีความเชื่อว่าการทำแท้ง = ทำบาป ดังนั้นจึงไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะให้บริการทางการแพทย์แก่คนที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากสถานพยาบาลหนึ่งๆ อาจปฏิเสธที่จะทำให้แล้ว ยังปฏิเสธที่จะส่งเคสต่อให้สถานพยาบาลอื่นๆ ที่สามารถทำให้ได้ด้วย
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล จาก เครือข่ายท้องไม่พร้อม เคยให้ข้อมูลกับ Mirror Thailand ว่า “ปัญหาหลักๆ อยู่ที่สถานบริการไม่ให้บริการ ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขอะไรที่มาช่วยให้การทำแท้งถูกกฎหมาย เขาก็จะไม่ให้บริการอยู่ดี เพราะฉะนั้นอาจบอกได้ว่า กฎหมายตอนนี้มันเอื้ออำนวยให้สถานบริการที่ให้บริการอยู่แล้วสบายใจและมั่นใจมากขึ้น ขณะเดียวกัน สถานบริการหรือผู้ให้บริการอย่างหมอหรือพยาบาลจำนวนหนึ่งที่ไม่อยากให้บริการ ยังไงเขาก็จะไม่ให้บริการ ต่อต้าน วางเฉย ไม่สนใจ และไม่ทำอะไรเลย”
ดังนั้น สำหรับแนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาจเป็นเรื่องของความชัดเจนจากรัฐเกี่ยวกับกรณีนี้ อย่างที่ รศ.ดร. กฤตยา อชวนิจกุลกล่าวว่า “เราประชุมระดับภูมิภาคกับผู้ให้บริการจากสถานพยาบาลของรัฐ ทั้ง 4 ภูมิภาค พบว่า เขามีความต้องการตรงกันคืออยากได้ความชัดเจนจากส่วนกลางว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ และไม่ได้ผิดกฎหมาย และควรทำ หรือถ้าทำไม่ได้ ต้องทำอย่างไรต่อ” และย้ำว่า “ไม่ได้บอกว่านโยบายของส่วนกลางต้องบังคับให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องทำแท้งให้ แต่เราต้องการให้ส่วนกลางมีความชัดเจนว่า ใครพร้อมสามารถทำได้ ใครไม่พร้อม ต้องส่งต่อ”
อย่างไรก็ตาม สำหรับบางเคสที่เกิดการส่งต่อแล้ว ก็อาจเกิดความล่าช้าในกระบวนการ จนเวลาล่วงเลยทำให้อายุครรภ์สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จนไม่สามารถเข้ารับบริการกับสถานพยาบาลของรัฐได้อยู่ดี
นั่นจึงนำไปสู่ประเด็นถัดมาคือเรื่องของ ‘กฎหมาย’ ซึ่งปัจจุบันระบุให้สามารถเข้ารับการทำแท้งได้ที่อายุครรภ์สูงสุดไม่เกิน 12 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มนักเคลื่อนไหวเองต้องการเรียกร้องให้ขยับขึ้นมาเป็น 24 สัปดาห์ โดยอ้างอิงจากหลักขององค์การอนามัยโลก ที่ยืนยันว่าการยุติการตั้งครรภ์ภายใน 24 สัปดาห์ยังปลอดภัยอยู่ เพราะหากกำหนดที่ 12 สัปดาห์ ผู้ที่ทำแท้งหลังจากนั้นจะมีความผิดทันทีตามมาตรา 301 ที่ระบุว่า “หญิงที่ทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ซึ่งในความเห็นของ รศ.ดร.กฤตยา มองว่าประเทศไทยควรยกเลิกมาตรา 301 ได้แล้ว โดยกล่าวว่า “การที่เรายังเอาผิดผู้หญิงอยู่ แปลว่าการมองว่า ‘การทำแท้งคืออาชญากรรม’ มันจะฝังอยู่ในระบบอาญาของไทย เราจึงควรจะถอนมาตรานี้ออกไปเสีย” โดยรศ.ดร.กฤตยา ยังยกตัวอย่างกฎหมายของประเทศแคนาดาที่ไม่ต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง ไม่มีการพูดเรื่องการทำแท้งว่าถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แต่ให้การทำแท้งเข้าไปอยู่ในระบบสาธารณสุขเหมือนการรักษาอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะไม่มีการตั้งโทษเอาผิดคนที่ทำแท้ง ยังช่วยให้พวกเธอสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเป็นปกติด้วย
อย่างไรก็ตาม อันที่จริงตอนนี้ไทยเราก็มีกฎหมายมาตรา 305 ที่ขยายหลักเกณฑ์ให้หญิงที่มีอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้เช่นกัน แต่ต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งระบุว่า สามารถทำแท้งได้ในกรณีดังนี้ คือ (1) กรณีที่เกี่ยวกับสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่จะเป็นอันตรายต่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ (2) ตัวอ่อนในครรภ์มีปัญหาทุพพลภาพ หรืออันตรายร้ายแรง (3) การตั้งครรภ์มาจากการกระทำความผิดทางเพศ ซึ่งหากเข้าข่าย 3 ข้อนี้ไม่กำหนดอายุครรภ์แต่อย่างใด และหากจะว่ากันจริงๆ ตัวกฎหมายมาตรา 305 ก็สามารถใช้เป็นหลักการในการช่วยเหลือคนที่ท้องไม่พร้อมจำนวนมากในเวลานี้ได้แล้ว หากมีการทำความเข้าใจกฎหมายและมีการนำไปใช้อย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดจึงวนกลับมาที่เรื่องของ ‘ความเชื่อ’ ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับการทำแท้งปลอดภัยในเวลานี้ เพราะแม้กฎหมายจะชัดเจนขึ้นแล้ว หรือขยายอายุครรภ์ไปถึง 24 สัปดาห์ แต่หากสังคมและบุคลากรทางการแทพย์ยังมีอคติต่อการทำแท้งอยู่ ก็ย่อมมีคนที่ได้รับผลกระทบและต้องหันไปพึ่งพิงคลินิกเถื่อนกันตามเดิม
เราจึงต้องย้ำกันอีกครั้งว่าการปกป้องคุณภาพชีวิตเด็กที่เกิดจากความไม่พร้อมนั้นสำคัญกว่าความเชื่อเรื่องวิญญาณเด็กหรือบาปกรรม และสำคัญที่สุดคือเราต้องเคารพสิทธิในร่างกายของผู้ตั้งครรภ์ หากเธอตัดสินใจแล้วจะยุติการตั้งครรภ์ ก็ไม่ควรมีใครก้าวล่วงหรือกีดกันสิทธิที่เธอพึงทำได้ตามกฎหมาย เพียงเพราะใช้ความเชื่อส่วนบุคคลไปตัดสินชีวิตคนอื่น เพราะคนที่ต้องแบกรับภาระถัดจากนั้นไปตลอดชีวิตคือตัวผู้ตั้งครรภ์เอง ไม่ใช่ตัวผู้ให้บริการแต่อย่างใด
อ่านบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ได้ที่ https://mirrorthailand.com/movinon/socialissues/101199
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ทำไมถึงยังมี ‘คลินิกทำแท้งเถื่อน’ กลางกทม. ทั้งที่เรามีกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้ง?
- มาสนิทกับจิ๋มตัวเองให้มากขึ้น ใน ‘จิ๋มเฟส 2’ ที่ชวนท่องโลกของจิ๋มโดยไม่อิงตำรา แต่ใช้ประสบการณ์ของเราในการเข้าใจจิ๋มตัวเอง
- Rebecca Cheptegei นักวิ่งมาราธอนโอลิมปิกชาวยูกันดา เสียชีวิตแล้ว หลังถูกแฟนหนุ่มจุดไฟเผา
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com