โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมถึงยังมี ‘คลินิกทำแท้งเถื่อน’ กลางกทม. ทั้งที่เรามีกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้ง?

Mirror Thailand

อัพเดต 09 ก.ย 2567 เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2567 เวลา 11.09 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา เพิ่งมีการจับกุม ‘คลินิกทำแท้งเถื่อน’ ภายในซอยเพชรบุรี 31 กรุงเทพมหานคร โดยพบว่าคลินิกแห่งนี้เปิดให้บริการมานานกว่า 20 ปี และคนที่ให้บริการก็เป็น ‘หมอปลอม’ ที่ไม่ได้มีใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพเวชกรรม ซึ่งนับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เข้าใช้บริการ

ขณะที่ตอนนี้ ประเทศไทยเรามีกฎหมายที่อนุญาตให้คนที่ตั้งท้องไม่พร้อมสามารถเข้ารับการยุติการตั้งครรภ์กับโรงพยาบาลรัฐ ภายในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ แต่การที่ยังมีคนเลือกใช้บริการคลินิกทำแท้งเถื่อนอยู่ ก็สะท้อนชัดเจนว่า ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายได้

ว่าแต่ อะไรบ้างที่เป็นข้อจำกัด ไม่ให้คนเข้าถึงการทำแท้งที่ถูกกฎหมายและปลอดภัยได้อย่างที่ควรจะเป็น?

อย่างแรกก็คือเรื่องของ ‘บุคลากรทางการแพทย์’ ที่บุคลากรจำนวนมากยังมีความเชื่อว่าการทำแท้ง = ทำบาป ดังนั้นจึงไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะให้บริการทางการแพทย์แก่คนที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากสถานพยาบาลหนึ่งๆ อาจปฏิเสธที่จะทำให้แล้ว ยังปฏิเสธที่จะส่งเคสต่อให้สถานพยาบาลอื่นๆ ที่สามารถทำให้ได้ด้วย

รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล จาก เครือข่ายท้องไม่พร้อม เคยให้ข้อมูลกับ Mirror Thailand ว่า “ปัญหาหลักๆ อยู่ที่สถานบริการไม่ให้บริการ ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขอะไรที่มาช่วยให้การทำแท้งถูกกฎหมาย เขาก็จะไม่ให้บริการอยู่ดี เพราะฉะนั้นอาจบอกได้ว่า กฎหมายตอนนี้มันเอื้ออำนวยให้สถานบริการที่ให้บริการอยู่แล้วสบายใจและมั่นใจมากขึ้น ขณะเดียวกัน สถานบริการหรือผู้ให้บริการอย่างหมอหรือพยาบาลจำนวนหนึ่งที่ไม่อยากให้บริการ ยังไงเขาก็จะไม่ให้บริการ ต่อต้าน วางเฉย ไม่สนใจ และไม่ทำอะไรเลย”

ดังนั้น สำหรับแนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาจเป็นเรื่องของความชัดเจนจากรัฐเกี่ยวกับกรณีนี้ อย่างที่ รศ.ดร. กฤตยา อชวนิจกุลกล่าวว่า “เราประชุมระดับภูมิภาคกับผู้ให้บริการจากสถานพยาบาลของรัฐ ทั้ง 4 ภูมิภาค พบว่า เขามีความต้องการตรงกันคืออยากได้ความชัดเจนจากส่วนกลางว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ และไม่ได้ผิดกฎหมาย และควรทำ หรือถ้าทำไม่ได้ ต้องทำอย่างไรต่อ” และย้ำว่า “ไม่ได้บอกว่านโยบายของส่วนกลางต้องบังคับให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องทำแท้งให้ แต่เราต้องการให้ส่วนกลางมีความชัดเจนว่า ใครพร้อมสามารถทำได้ ใครไม่พร้อม ต้องส่งต่อ”

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางเคสที่เกิดการส่งต่อแล้ว ก็อาจเกิดความล่าช้าในกระบวนการ จนเวลาล่วงเลยทำให้อายุครรภ์สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จนไม่สามารถเข้ารับบริการกับสถานพยาบาลของรัฐได้อยู่ดี

นั่นจึงนำไปสู่ประเด็นถัดมาคือเรื่องของ ‘กฎหมาย’ ซึ่งปัจจุบันระบุให้สามารถเข้ารับการทำแท้งได้ที่อายุครรภ์สูงสุดไม่เกิน 12 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มนักเคลื่อนไหวเองต้องการเรียกร้องให้ขยับขึ้นมาเป็น 24 สัปดาห์ โดยอ้างอิงจากหลักขององค์การอนามัยโลก ที่ยืนยันว่าการยุติการตั้งครรภ์ภายใน 24 สัปดาห์ยังปลอดภัยอยู่ เพราะหากกำหนดที่ 12 สัปดาห์ ผู้ที่ทำแท้งหลังจากนั้นจะมีความผิดทันทีตามมาตรา 301 ที่ระบุว่า “หญิงที่ทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ซึ่งในความเห็นของ รศ.ดร.กฤตยา มองว่าประเทศไทยควรยกเลิกมาตรา 301 ได้แล้ว โดยกล่าวว่า “การที่เรายังเอาผิดผู้หญิงอยู่ แปลว่าการมองว่า ‘การทำแท้งคืออาชญากรรม’ มันจะฝังอยู่ในระบบอาญาของไทย เราจึงควรจะถอนมาตรานี้ออกไปเสีย” โดยรศ.ดร.กฤตยา ยังยกตัวอย่างกฎหมายของประเทศแคนาดาที่ไม่ต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง ไม่มีการพูดเรื่องการทำแท้งว่าถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แต่ให้การทำแท้งเข้าไปอยู่ในระบบสาธารณสุขเหมือนการรักษาอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะไม่มีการตั้งโทษเอาผิดคนที่ทำแท้ง ยังช่วยให้พวกเธอสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเป็นปกติด้วย

อย่างไรก็ตาม อันที่จริงตอนนี้ไทยเราก็มีกฎหมายมาตรา 305 ที่ขยายหลักเกณฑ์ให้หญิงที่มีอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้เช่นกัน แต่ต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งระบุว่า สามารถทำแท้งได้ในกรณีดังนี้ คือ (1) กรณีที่เกี่ยวกับสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่จะเป็นอันตรายต่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ (2) ตัวอ่อนในครรภ์มีปัญหาทุพพลภาพ หรืออันตรายร้ายแรง (3) การตั้งครรภ์มาจากการกระทำความผิดทางเพศ ซึ่งหากเข้าข่าย 3 ข้อนี้ไม่กำหนดอายุครรภ์แต่อย่างใด และหากจะว่ากันจริงๆ ตัวกฎหมายมาตรา 305 ก็สามารถใช้เป็นหลักการในการช่วยเหลือคนที่ท้องไม่พร้อมจำนวนมากในเวลานี้ได้แล้ว หากมีการทำความเข้าใจกฎหมายและมีการนำไปใช้อย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดจึงวนกลับมาที่เรื่องของ ‘ความเชื่อ’ ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับการทำแท้งปลอดภัยในเวลานี้ เพราะแม้กฎหมายจะชัดเจนขึ้นแล้ว หรือขยายอายุครรภ์ไปถึง 24 สัปดาห์ แต่หากสังคมและบุคลากรทางการแทพย์ยังมีอคติต่อการทำแท้งอยู่ ก็ย่อมมีคนที่ได้รับผลกระทบและต้องหันไปพึ่งพิงคลินิกเถื่อนกันตามเดิม

เราจึงต้องย้ำกันอีกครั้งว่าการปกป้องคุณภาพชีวิตเด็กที่เกิดจากความไม่พร้อมนั้นสำคัญกว่าความเชื่อเรื่องวิญญาณเด็กหรือบาปกรรม และสำคัญที่สุดคือเราต้องเคารพสิทธิในร่างกายของผู้ตั้งครรภ์ หากเธอตัดสินใจแล้วจะยุติการตั้งครรภ์ ก็ไม่ควรมีใครก้าวล่วงหรือกีดกันสิทธิที่เธอพึงทำได้ตามกฎหมาย เพียงเพราะใช้ความเชื่อส่วนบุคคลไปตัดสินชีวิตคนอื่น เพราะคนที่ต้องแบกรับภาระถัดจากนั้นไปตลอดชีวิตคือตัวผู้ตั้งครรภ์เอง ไม่ใช่ตัวผู้ให้บริการแต่อย่างใด

อ่านบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ได้ที่ https://mirrorthailand.com/movinon/socialissues/101199

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...