เสือซุ่ม มังกรซ่อน และหนอนผีเสื้อ Kung Fu Hustle (คนเล็กหมัดเทวดา)
หนังเรื่อง Kung Fu Hustle เพิ่งจะกลับมาอีกครั้งใน Netflix ประจวบเหมาะกับวาระครบรอบ 20 ปีของงานชิ้นนี้พอดี
Kung Fu Hustle ประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ทั้งในด้านรายได้ คำวิจารณ์ และรางวัล นับแต่แรกเริ่มออกฉายเมื่อปี 2004 ที่สำคัญยิ่งคือหนังไปไกลถึงขั้นประสบความสำเร็จระดับนานาชาติ ทำเงินทั่วโลกมากเกินกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จนถึงปัจจุบัน เวลา 20 ปีก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณงามความดีของหนัง ซึ่งขึ้นหิ้งเป็นงานคลาสสิกไปเป็นที่เรียบร้อย
อาจกล่าวได้ว่า Kung Fu Hustle เป็นบทสรุปส่งท้าย ‘ยุคทองหนังจีนกำลังภายใน’ ซึ่ง Crouching Tiger, Hidden Dragon ของอั้งลี ได้เริ่มเปิดศักราชไว้เมื่อปี 2000 จนเกิดผลงานเด่นๆ อีกหลายเรื่องติดตามมา เช่น Hero (2002) และ House of the Flying Daggers (2004) ของจางอี้โหมว
ความเป็นยุคทองในช่วงเวลาดังกล่าว อาจไม่ได้มากมายนักในแง่ของจำนวนปริมาณหนังที่สร้างออกมา แต่เป็นการยกระดับหนังจีนกำลังภายในให้เป็นที่ยอมรับของโลกตะวันตก มีงานสร้างใหญ่โตอลังการ เต็มไปด้วยความน่าตื่นตา เหนือสิ่งอื่นใดคือการทำให้ ‘หนังกำลังภายใน’ ซึ่งเคยโดนดูแคลนว่าเป็นเพียงแอ็กชันระดับล่าง ก้าวกระโดดเลื่อนสถานะเป็นงานศิลปะชั้นดี จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสำคัญๆ ของโลกภาพยนตร์หลายๆ สถาบัน
เทียบเคียงกับงานเด่นในช่วงเวลาเดียวกัน ความสำเร็จด้านรางวี่รางวัลของ Kung Fu Hustle อาจด้อยกว่าเรื่องอื่น ไปไกลมากสุดเพียงแค่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำและ BAFTA สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ คือนอกจากจะทำให้หนังกำลังภายในลืมตาอ้าปากมีที่ยืนทัดเทียมหนังแนวอื่นๆ แล้ว งานชิ้นนี้ยังทำให้หนังตลกเบาสมองในแบบฉบับของโจวซิงฉือ ซึ่งถูกมองข้ามละเลย หรือกระทั่งว่าโดนเหยียดว่าเลอะเทอะไร้สาระ กลายเป็นที่เชิดหน้าชูตาในฐานะความบันเทิงชั้นดี
หนังตลกในแบบฉบับของโจวซิงฉือ มีศัพท์เรียกขานสำเนียงจีนกวางตุ้งว่า ‘โม๋วไหลเถา’ (Mou Lei Tou) ผมนั้นไม่มีความรู้พอจะอธิบายลงลึกในรายละเอียด แต่มองจากสายตาคนวงนอกทั่วไปซึ่งไม่รู้วัฒนธรรมจีน เท่าที่เห็นผ่านการดูหนังของเขา พอจะสรุปได้ว่าเป็นอารมณ์ขันโฉ่งฉ่าง เอะอะมะเทิ่ง ติงต๊อง ผสมผสานกันระหว่างตลกเจ็บตัว การล้อเลียน บทพูดเหลวไหล ทะลึ่งตึงตัง และมีส่วนผสมของความเป็นการ์ตูน ไม่สมจริง
พูดอีกแบบว่าเป็นอารมณ์ขันที่คาบลูกคาบดอก ระหว่างความสนุกสนานเฮฮากับรสนิยมที่น่ากระอักกระอ่วน ด้วยลักษณะพื้นฐานของอารมณ์ขันเช่นนี้ หนังส่วนใหญ่ของโจวซิงฉือจึงประสบความสำเร็จในหมู่คนดูระดับชาวบ้านทั่วๆ ไป แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากนักวิจารณ์
ที่ผมกล่าวว่าไม่ได้รับการเหลียวแลนั้น ควรต้องรีบบอกกล่าวว่าผมไม่แน่ใจว่าสภาพการณ์ในฮ่องกงเป็นเช่นไร แต่ในบ้านเรานั้นเด่นชัด หนังของโจวซิงฉือระยะ 5 ปีแรก (ประมาณปี 1990-1995) ถูกมองว่าเป็นตลกชั้นต่ำ ไม่เคยมีนักวิจารณ์หยิบยกมาเขียนถึง ซ้ำร้ายกว่านั้น หนังของเขายังเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างดูถูกดูแคลน ประมาณว่าใครสักคนที่ตั้งใจจะไปดูหนังของโจวซิงฉือ อาจต้องกระมิดกระเมี้ยนหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ผู้อื่นพบเห็น
ยุคสมัยนั้น การดูหนังของโจวซิงฉือในบ้านเรา นอกจากจะเป็นเรื่องไม่เท่ขั้นรุนแรงสาหัสแล้ว ยังมีความหมายแฝงถึงรสนิยมบกพร่องด้วยนะครับ
ขออนุญาตบันทึกไว้ว่า คนแรกที่เขียนถึงหนังของโจวซิงฉือ (เท่าที่ผมทราบและเห็นผ่านตา) คือผู้ใช้นามปากกาว่า ‘จันทิมา’ ในนิตยสาร ‘หนังและวิดีโอ’ นะครับ ส่วนตัวผมเองนั้นไม่แน่ใจว่าเป็นลำดับที่เท่าไร แต่คุยโม้ได้ว่าผมน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่แสดงความชื่นชมหนังของเขา (ตามประสาคนชอบหนังตลก) อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในเวลาต่อมา การเขียนถึงหนังของโจวซิงฉือในแง่ของการวิจารณ์ หรือลงลึกในเชิงวิเคราะห์ เช่นเดียวกับหนังประเภทอื่นๆ ทั่วไป กลายเป็นเหตุการณ์ปกต และถึงจุดหนึ่ง การดูและชื่นชอบของโจวซิงฉือในบ้านเรา ก็พลิกเปลี่ยนถือเป็นเรื่องเท่
ภาพลักษณ์จากติดลบโดนเย้ยหยันมาเป็นยกย่องชื่นชมนั้นสอดคล้องกับเส้นทางผลงานการแสดงและกำกับของโจวซิงฉือ กระทั่งว่าตรงกันกับบุคลิกตัวละครในหนังหลายๆ เรื่องที่เขาสวมบทบาท
โจวซิงฉือเริ่มต้นจากการเล่นหนังตลกเลอะเทอะเหลวไหล และประสบความสำเร็จกลายเป็นหนังฮิตทำเงิน แต่ด้อยคุณภาพ จากนั้นก็ยืนระยะเป็นดาวตลกระดับซูเปอร์สตาร์เรื่อยมา พร้อมๆ กับที่ผลงาน (ทั้งที่แสดงอย่างเดียวและเล่นด้วยกำกับด้วย) เริ่มพัฒนาพิถีพิถันขึ้นตามลำดับ (และเริ่มมีงานมาสเตอร์พีซที่ได้รับการยกย่อง อาทิเช่น A Chinese Odyssey ทั้ง 2 ภาค) จนกระทั่งก้าวสู่จุดสูงสุดในช่วงปี 1996-2004 (มีข้อสังเกตว่า เป็นช่วงที่โจวซิงฉือเล่นหนังน้อยลง และในจำนวนส่วนน้อยนี้ เขาเริ่มมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในฐานะผู้กำกับมากขึ้น) ด้วยผลงานแสดง-กำกับที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่องกันอย่าง The God of Cookery (1996), King of Comedy (1999), Shaolin Soccer (2001) และ Kung Fu Hustle (2004)
อีกด้านหนึ่ง ในหนังจำนวนหนึ่ง ตัวละครของโจวซิงฉือมักเริ่มต้นที่ชายหนุ่มจำพวกขี้แพ้ มีบุคลิกนิสัย ‘ใฝ่ดี ประพฤติเลว’ ผ่านการระหกระเหินไปสู่ความตกต่ำ และพบจุดเปลี่ยน ได้เรียนรู้เติบโต จนกลายเป็นคนใหม่ และสามารถไต่เต้าก้าวสู่ความเป็นวีรบุรุษหรือจอมยุทธ์ในบั้นปลายท้ายสุด
ลักษณะเด่นทั้งสองประการมาขมวดบรรจบกันใน Kung Fu Hustle
พูดอีกแบบหนึ่ง คือหนังเรื่องนี้เป็นทั้งจุดสูงสุดในฐานะนักแสดงตลกและผู้กำกับของโจวซิงฉือ
อย่างแรกนั้นไม่ใช่ในแง่ของบทบาทหรือการแสดงที่ดีที่สุด แต่เป็นจุดสูงสุดในแง่การปิดฉากตัวละคร ‘อาซิง’ เพราะต่อมาหลังจากนั้น โจวซิงฉือเล่นหนังอีกแค่เรื่องเดียวคือ CJ7 และรับบทเป็นพ่อ ซึ่งไม่ใช่ตัวละครหลักของเรื่อง
ส่วนในฐานะผู้กำกับ โจวซิงฉือมีผลงานทั้งหมด 10 เรื่อง (ไม่นับหนังสั้นเรื่อง 1:99 ซึ่งเป็นงานเฉพาะกิจที่ทำขึ้นในช่วงโรคไข้หวัดซาร์สระบาดเมื่อปี 2003) Kung Fu Hustle เป็นงานลำดับที่ 6 และประสบความสำเร็จสูงสุด ถัดจากนั้นหนังของเขาก็มีรูปโฉมเปลี่ยนไป คือมีความเป็นหนังจีนแผ่นดินใหญ่ไม่เหลือเค้าเดิมที่เป็นหนังฮ่องกง
จุดเด่นแรกสุดของ Kung Fu Hustle คือความบันเทิงระดับอภิมหาสนุก เกือบๆ จะเข้าขั้น non stop โดยเฉพาะช่วงเปิดเรื่อง 30 นาทีแรก ซึ่งบันเทิงอย่างต่อเนื่องไม่มีผ่อนคันเร่ง
หนังใช้ฉากหลังในช่วงทศวรรษ 1940 พูดถึงเซี่ยงไฮ้ในยุคเฟื่องฟูหรูหราและเต็มไปด้วยอาชญากรมากมาย เกิดการแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างแก๊งต่างๆ จนท้ายที่สุดแก๊งขวานซิ่งสามารถขึ้นมามีอำนาจ และเบียดเบียนผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว โดยตำรวจได้แต่มองตาปริบๆ ไม่กล้ายื่นมือเข้ามาปราบปราม มีเพียงแค่ชุมชนถิ่นย่านเสื่อมโทรมเท่านั้นที่ยังพอมีความเป็นอยู่สุขสงบ เนื่องจากผู้คนยากไร้ขัดสน จนบรรดานักเลงอันธพาลไม่สนใจจะข้องแวะข่มเหง
หนึ่งในชุมชนเหล่านั้นคือตรอกเล้าหมู ซึ่งดำเนินใช้ชีวิตปกติเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่งนักเลงกระจอก 2 คนก็บุกรุกเข้ามา แอบอ้างเป็นสมาชิกแก๊งขวานซิ่ง ข่มขู่รีดไถเงินชาวบ้าน
นักเลงแอบอ้างทั้งสองห่วยเกินกว่าจะสร้างความระคายเคืองใดๆ แก่คนอื่น และล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ในความผิดพลาด กลับเป็นเหตุชักนำแก๊งขวานซิ่งตัวจริงเข้ามา จนสถานการณ์บานปลายคับขัน ส่งผลให้ชาวบ้านสามคน ได้แก่ ช่างตัดเสื้อ คนขายบะหมี่ และกรรมกรแบกหาม ซึ่งปกปิดงำประกายอย่างมิดชิด ต้องเผยโฉมแท้จริงในฐานะจอมยุทธ์
นับจากนั้น สงครามยืดเยื้อระหว่างแก๊งขวานซิ่งกับชาวบ้านตรอกเล้าหมูก็เริ่มต้นขึ้น ฝ่ายแรกจ้างวานนักฆ่าและจอมยุทธ์ฝีมือดีมาเป็นพวกพ้อง ฝ่ายหลังก็เริ่มปรากฏยอดฝีมือใน ‘ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์’ ออกมาแสดงตัวตามลำดับ
ระหว่างการขับเคี่ยวของทั้งสองฝ่าย ตัวเอกของเรื่อง นักเลงกระจอกชื่อ ‘อาซิง’ และเพื่อนคู่หูร่างอ้วน ก็กลายเป็นตัวแปรสำคัญ
หนังมีช่วงเล่าเท้าความย้อนหลังว่า อาซิงในวัยเด็กเคยเป็นคนจิตใจดี มักยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก แต่ผลตอบแทนกลับเลวร้าย พ่ายแพ้ย่อยยับ โดนรุมซ้อมจนเจ็บหนัก และถูกหมิ่นหยามจนเจ็บช้ำน้ำใจ หมดศรัทธาต่อความดี เบนเข็มเป้าหมายสู่วิธีทางอันธพาล แต่ก็ไร้ความสามารถจนไม่อาจรังแกใครได้ ยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวที่ทำสำเร็จคือการกลั่นแกล้งหญิงสาวเป็นใบ้ขายไอติม
ขณะที่ฝ่ายมิจฉาชีพกับชาวบ้านปะทะขับเคี่ยวกัน อาซิงเลือกข้างอยู่ฝั่งคนเลว และค่อยๆ มุ่งสู่เส้นทางด้านมืด กลายเป็นปัจจัยทำให้ฝ่ายชาวบ้านเพลี่ยงพล้ำ แต่ในนาทีตัดสินชี้เป็นชี้ตาย เขากลับตัดสินใจทำบางสิ่งด้วยความรู้สึกเบื้องลึกในใจ จนกลายเป็นการเสียสละเอาชีวิตเข้าแลก
หนังเรื่องนี้มีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่เด่นชัด (ถึงขั้นตัดภาพเทียบเคียงให้เห็นและอธิบายความกันอย่างจะแจ้ง) นั่นคือ หนอนผีเสื้อที่อัปลักษณ์และการกลายร่างเป็นผีเสื้อที่สวยงาม
เส้นทางระหกระเหินของอาซิง จากนักเลงกระจอกงอกง่อยมาเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน
ทั้งพล็อตเรื่องและประเด็นคติธรรมของหนัง ง่ายและตรงไปตรงมา บทหนังไปโดดเด่นที่การลำดับเรื่องได้อย่างกระชับฉับไว ชวนติดตาม และผสมผสานหนังหลายๆ ประเภท เช่น หนังตลก หนังกำลังภายใน และหนังอาชญากรรม เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน (โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ชื่อดังผู้ล่วงลับ เคยเขียนสรุปถึงหนังเรื่องนี้ไว้ว่า เหมือนเฉินหลงโคจรมาพบกับบัสเตอร์ คีตัน พ่วงด้วยเควนติน ทารันติโน และบักส์ บันนี)
บทและการดำเนินเรื่องยังโดดเด่นในการสร้างจังหวะบันเทิง ทั้งอารมณ์ขันครื้นเครง ความเร้าใจ ความฮึกเหิมสง่างามของฉากแอ็กชัน กระทั่งช่วงตอนดรามา เป็นความสนุกครบรสที่ผสมปนกันได้กลมกลืนมาก
ความโดดเด่นต่อมา คืองานสร้างที่น่าตื่นตา การถ่ายทำและเทคนิคพิเศษของ Kung Fu Hustle ไม่ได้มุ่งเน้นที่ความเนี้ยบสมจริง แต่ชวนให้ประทับใจด้วยการออกแบบสิ่งต่างๆ ด้วยเจตนาให้ดูเกินจริง ไม่ว่าจะเป็นเมืองเซี่ยงไฮ้ในแบบเซ็ตฉากขึ้นมาในโรงถ่าย เน้นสีสันฉูดฉาดจัดจ้าน ตรอกเล้าหมูที่ดูซอมซ่อ แต่อาคารบ้านเรือนก็แลดูขลังคลาสสิก เทคนิคพิเศษที่ขับเน้นความเป็นการ์ตูน (ฉากเจ๊สี่วิ่งไล่อาซิงถอดแบบมาจาก loony toons ได้ครื้นเครงมาก)
และที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คืองานออกแบบคิวบู๊ (ซึ่งมีทั้งเล่นจริง เจ็บจริง ใช้ลวดสลิง และสเปเชียลเอฟเฟ็กต์) ฝีมือของหยวนหวูปิง (เครดิตท้ายเรื่องระบุไว้ว่าออกแบบคิวบู๊เพิ่มเติมบางฉากโดยหงจินเป่า) ซึ่งมีทั้งความสวยงาม ความเท่ สง่างาม อารมณ์ขัน (มีฉากหนึ่งถึงขั้นหยวนหวูปิงล้อตัวเองใน The Matrix ) และดุดันมันหยด
จุดเด่นท้ายสุดคือ Kung Fu Hustle มีสิ่งสำคัญเช่นเดียว Crouching Tiger, Hidden Dragon ได้สร้างไว้ นั่นคือการแสดงความคารวะต่อหนังกำลังภายใน
การเชิดชูหนังกำลังภายในปรากฏให้เห็นตั้งแต่บางฉากที่นำภาพจำของบรูซ ลี มาใช้ (พี่ซัมหัวหน้าแก๊งขวานซิ่ง ก็เคยรับบทตัวละครเลียนแบบบรูซ ลี มาแล้ว ในบทผู้รักษาประตูจากเรื่อง Shaolin Soccer) การคัดเลือกนักแสดง โดยการดึงคนเก่าคนแก่ที่เคยรุ่งเรืองกับหนังแนวนี้เมื่อครั้งอดีต และปัจจุบันเงียบหาย หวนกลับคืนสู่หน้าจออีกครั้ง ประกอบไปด้วย หยวนชิว ในบทเจ๊สี่ เจ้าของบ้านเช่าปากร้าย ซึ่งเด่นมากจนได้รับรางวัลม้าทองคำสาขานักแสดงสมทบหญิง หยวนฮวา ในบทเฮียแหลม (สามีเจ๊สี่) จอมกรุ้มกริ่มเจ้าสำราญ และคนสุดท้าย เหลียงเสี่ยวหลง (บรูซ เหลียง) ดารานักบู๊ที่เริ่มเข้าสู่วงการในช่วงที่มีความพยายามจะค้นหาบรูซ ลี คนใหม่ (ชื่อเหลียงเสี่ยวหลงนี้ก็ตั้งเลียนแบบบรูซ ลี ซึ่งมีชื่อจีนว่าหลีเสี่ยวหลง) และมีบทบาทโดดเด่นเป็นที่รู้จักของผู้ชมบ้านเรามากสุดจากหนังโทรทัศน์เรื่อง ‘ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า’
การปรากฏตัวของบรูซ เหลียงใน Kung Fu Hustle ถือเป็นเซอร์ไพรส์สำคัญ ทั้งการนำนักแสดงที่ถูกลืมกลับมาเล่นหนังอีกครั้ง และรูปโฉมของเขาที่เห็นในหนัง โดยรับบทเป็น ‘เทพเมฆาอัคคี’ ผู้ร้ายตัวสำคัญและเก่งสุดในเรื่อง
จนถึงปัจจุบัน ตัวละครเทพเมฆาอัคคี ขึ้นชั้นเป็นผู้ร้ายยอดเยี่ยมตลอดกาลในประวัติศาสตร์หนังกำลังภายในไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ทั้งความเก่งกาจ บุคลิกไม่แยแสสนใจโลก และความน่าสะพรึงกลัว ที่สำคัญคือ รูปลักษณ์ของเทพเมฆาอัคคี ไม่ได้มีรูปโฉมน่าเกรงขามตามแบบฉบับตัวโกงทั่วไป แต่เป็นลุงแก่ๆ หัวล้าน นุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อกล้าม คีบรองเท้าแตะ เหมือนอาแปะตามร้านกาแฟแถวเยาวราช
แต่ด้วยการเกริ่นนำของบทถึงความน่าเกรงขาม ฉากเปิดตัวในโรงพยาบาลโรคจิต (ซึ่งโจวซิงฉือแสดงความคารวะต่อหนังสยองขวัญคลาสสิกเรื่อง The Shining ของสแตนลีย์ คูบริค) และการออกแบบคิวบู๊ให้แก่ตัวละครรายนี้ เพียงภาพแรกที่เห็น ความรู้สึกของผมนั้นเทียบเท่ากับฉากเปิดตัวฮันนิบาล เล็คเตอร์ ใน The Silence of the Lambs เลยทีเดียว
การบูชาครูอย่างสุดท้าย คือการแสดงความคารวะต่อกิมย้ง ทั้งการเฉลยชื่อนามจริงของเฮียแหลมกับเจ๊สี่ในตอนท้าย ว่าทั้งสองคือเอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่ง รวมถึงวิชาฝีมือต่างๆ ที่ปรากฏในหนัง (ที่เด่นชัดคือพลังคางคกและวิชาราชสีห์คำราม)