M ยังไหวไหม? 9 เดือนราคารูด 24% ฟากโบรกฯ ยังแนะทั้ง “ซื้อ” และ “ถือ” ชี้สถานะการเงินแกร่ง-ธุรกิจมีโอกาสเติบโต
ราคาหุ้น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงวันทำการล่าสุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 24.38% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 40.25 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.67 และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย.67 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 30.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 31.46 ล้านบาท
โดยปัจจัยที่เป็นตัวกดดันราคาหุ้น คาดว่ามาจากความกังวลในด้านผลประกอบการ หลังตัวเลขผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566
ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ พบว่ายังคงแนะนำ “ซื้อ” และ “ถือ” หุ้น M เนื่องจากสถานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งธุรกิจมีโอกาสเติบโตจากการขยายสาขาเพิ่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโตตามไปด้วย
โดย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น M ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 39.00 บาท โดยภาพของการแข่งขันในตลาดสุกี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง MK ยังคงดำเนินกลยุทธ์รักษาฐานลูกค้าเดิม โดยมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพสินค้า การให้บริการ และทำ Festive menu เพิ่มความหลากหลายของเมนูนอกจากนี้ยังเพิ่มแบรนด์ใหม่ MK Buffet ขยายฐานลูกค้า ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก
ซึ่งเชื่อว่า MK มาถูกทางแล้วเพราะมีหลายสาขาที่อยู่ใน Location เดียวกัน ในห้างเดียวกัน ถ้าหากปรับสาขานึงเป็นบุฟเฟ่ต์เพื่อขยายกลุ่มลูกค้า และอีกสาขานึงก็จะมี Economies of scale มากขึ้น อีกทั้งเชื่อว่า MK ยังแข่งขันได้ในตลาดสุกี้ สอดคล้องกับข้อมูลบริษัทที่ว่ายอดขายสาขาที่อยู่ในทำเลเดียวกันกับคู่แข่งไม่ได้รับผลกระทบ
ขณะเดียวกันคาดว่าบริษัทจะเปิดสาขาสุทธิอย่างน้อย 4 สาขาต่อปี ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป แบ่งเป็น MK 1 สาขา Yayoi 1 สาขา และแหลมเจริญซีฟู้ด 2 สาขา หรือคิดเป็นไม่ถึง 1% ของสาขาทั้งหมด โดยเชื่อว่าการเติบโตหลังจากนี้จะมาจากการขยายแฟรนไชส์ร้านอาหารแหลมเจริญในต่างประเทศ และการเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารผ่านการเข้าซื้อกิจการ
ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1.45 พันล้านบาท ลดลง 14% จากปีก่อน และกลับมาฟื้นตัวเป็น 1.6 พันล้านบาท โต 9% ในปี 2568 และ 1.7 พันล้านบาท โต 4% ในปี 2569 จากยอดขายที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนต่อเนื่อง
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ถือ” จากสถานะทางการเงินที่อยู่ในเกณฑ์ดีและพัฒนาการใหม่ ๆ ในขณะที่รอการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นของธุรกิจในปัจจุบันและการเติบโตของกิจการใหม หุ้น M ด้วยราคาเป้าหมาย 34.00 บาท โดยผลตอบรับของ MK Buffet สาขาแรกที่ Central Westgate ค่อนข้างเป็นบวกโดยมีราคาที่ได้รับความนิยมอยู่ที่ 499 บาท/หัว คิดเป็น 80% ของลูกค้า
แม้ว่าบุฟเฟ่ต์จะมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 50% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 66-67% ของ M อัตรากำไรดังกล่าวยังเป็นระดับที่ยอมรับได้ จากรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์ดีและไม่ได้แข่งขันกันเองกับสาขาที่ให้บริการตามสั่ง (A la carte) ที่อยู่ในศูนย์การค้าเดียวกัน M กำลังขยาย MK Buffet สาขาที่สองที่ Future Park Rangsit ซึ่งบริษัทฯ มีสาขา MK อยู่แล้ว 2 สาขา อย่างไรก็ดีจากตัวเลขสาขาที่มีจำกัดอยู่ในปัจจุบัน กิจการดังกล่าวจึงยังไม่ได้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญให้แก่ผลประกอบการโดยรวม
ในตอนต้นปี 2567 M ซื้อที่ดิน 131 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด รวมมูลค่า 1.7 พันลบ. ที่ดินผืนดังกล่าวปัจจุบันเป็นที่ตั้งของครัวกลาง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นการเช่า บริษัทฯ จะเพิ่มครัวกลางอีก 1 แห่ง สำหรับแบรนด์แหลมเจริญในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมี 3 สาขา อยู่ในมาเลเซีย ภายใต้กิจการร่วมค้าชื่อ MK Restaurant Sdn Bhd ซึ่ง M ถือหุ้น 50% บริษัทฯ มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนสาขาในมาเลเซียเป็น 4 และ 6 แห่งภายในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ
นอกจากนี้ M ยังวางแผนเปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารใหม่ในไตรมาส 4/67 กำลังจับตาดูพัฒนาการใหม่ที่จะช่วยผลักดันการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่องกำไรน่าจะไม่ฟื้นตัวในระยะสั้น คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/67 จะลดลงเหลือ 355 ลบ. ลดลง 11% จากไตรมาสก่อน และ 8.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังยอดขายสาขาเดิมในไตรมาสนี้ยังลดลง 13% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เทียบกับ -11% ในไตรมาส 2/67 โดยได้รับผลกระทบจาก Low season พร้อมกับฝนและน้ำท่วมในหลายจังหวัด นอกจากนี้ อำนาจในการซื้อของผู้บริโภคและการแข่งขันก็กำลังกดดันการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG)
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรไตรมาส 4/67 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน แต่ตัวเลขอาจลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ที่ลดลง โดยต้นทุนแรงงานคิดเป็น 30% ของรายได้โดยบริษัทฯ มีพนักงานรายวันคิดเป็น 20-30% ของแรงงาน จากการวิเคราะห์ของบล.ฟินันเซีย ไซรัส ถ้าค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็น 400 บาท/วัน โดยสมมติให้ปัจจัยอื่นคงที่ ประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ของบล.ฟินันเซีย ไซรัส จะลดลง 7%
อย่างไรก็ดี ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 จะลดลง 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัว 7.4% ในปี 2568