โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

M ยังไหวไหม? 9 เดือนราคารูด 24% ฟากโบรกฯ ยังแนะทั้ง “ซื้อ” และ “ถือ” ชี้สถานะการเงินแกร่ง-ธุรกิจมีโอกาสเติบโต

Wealthy Thai

อัพเดต 25 ม.ค. 2568 เวลา 06.08 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2567 เวลา 10.15 น.

ราคาหุ้น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงวันทำการล่าสุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 24.38% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 40.25 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.67 และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย.67 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 30.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 31.46 ล้านบาท
โดยปัจจัยที่เป็นตัวกดดันราคาหุ้น คาดว่ามาจากความกังวลในด้านผลประกอบการ หลังตัวเลขผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566
ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ พบว่ายังคงแนะนำ “ซื้อ” และ “ถือ” หุ้น M เนื่องจากสถานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งธุรกิจมีโอกาสเติบโตจากการขยายสาขาเพิ่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโตตามไปด้วย
โดย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น M ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 39.00 บาท โดยภาพของการแข่งขันในตลาดสุกี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง MK ยังคงดำเนินกลยุทธ์รักษาฐานลูกค้าเดิม โดยมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพสินค้า การให้บริการ และทำ Festive menu เพิ่มความหลากหลายของเมนูนอกจากนี้ยังเพิ่มแบรนด์ใหม่ MK Buffet ขยายฐานลูกค้า ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก
ซึ่งเชื่อว่า MK มาถูกทางแล้วเพราะมีหลายสาขาที่อยู่ใน Location เดียวกัน ในห้างเดียวกัน ถ้าหากปรับสาขานึงเป็นบุฟเฟ่ต์เพื่อขยายกลุ่มลูกค้า และอีกสาขานึงก็จะมี Economies of scale มากขึ้น อีกทั้งเชื่อว่า MK ยังแข่งขันได้ในตลาดสุกี้ สอดคล้องกับข้อมูลบริษัทที่ว่ายอดขายสาขาที่อยู่ในทำเลเดียวกันกับคู่แข่งไม่ได้รับผลกระทบ
ขณะเดียวกันคาดว่าบริษัทจะเปิดสาขาสุทธิอย่างน้อย 4 สาขาต่อปี ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป แบ่งเป็น MK 1 สาขา Yayoi 1 สาขา และแหลมเจริญซีฟู้ด 2 สาขา หรือคิดเป็นไม่ถึง 1% ของสาขาทั้งหมด โดยเชื่อว่าการเติบโตหลังจากนี้จะมาจากการขยายแฟรนไชส์ร้านอาหารแหลมเจริญในต่างประเทศ และการเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารผ่านการเข้าซื้อกิจการ
ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1.45 พันล้านบาท ลดลง 14% จากปีก่อน และกลับมาฟื้นตัวเป็น 1.6 พันล้านบาท โต 9% ในปี 2568 และ 1.7 พันล้านบาท โต 4% ในปี 2569 จากยอดขายที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนต่อเนื่อง
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ถือ” จากสถานะทางการเงินที่อยู่ในเกณฑ์ดีและพัฒนาการใหม่ ๆ ในขณะที่รอการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นของธุรกิจในปัจจุบันและการเติบโตของกิจการใหม หุ้น M ด้วยราคาเป้าหมาย 34.00 บาท โดยผลตอบรับของ MK Buffet สาขาแรกที่ Central Westgate ค่อนข้างเป็นบวกโดยมีราคาที่ได้รับความนิยมอยู่ที่ 499 บาท/หัว คิดเป็น 80% ของลูกค้า
แม้ว่าบุฟเฟ่ต์จะมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 50% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 66-67% ของ M อัตรากำไรดังกล่าวยังเป็นระดับที่ยอมรับได้ จากรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์ดีและไม่ได้แข่งขันกันเองกับสาขาที่ให้บริการตามสั่ง (A la carte) ที่อยู่ในศูนย์การค้าเดียวกัน M กำลังขยาย MK Buffet สาขาที่สองที่ Future Park Rangsit ซึ่งบริษัทฯ มีสาขา MK อยู่แล้ว 2 สาขา อย่างไรก็ดีจากตัวเลขสาขาที่มีจำกัดอยู่ในปัจจุบัน กิจการดังกล่าวจึงยังไม่ได้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญให้แก่ผลประกอบการโดยรวม
ในตอนต้นปี 2567 M ซื้อที่ดิน 131 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด รวมมูลค่า 1.7 พันลบ. ที่ดินผืนดังกล่าวปัจจุบันเป็นที่ตั้งของครัวกลาง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นการเช่า บริษัทฯ จะเพิ่มครัวกลางอีก 1 แห่ง สำหรับแบรนด์แหลมเจริญในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมี 3 สาขา อยู่ในมาเลเซีย ภายใต้กิจการร่วมค้าชื่อ MK Restaurant Sdn Bhd ซึ่ง M ถือหุ้น 50% บริษัทฯ มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนสาขาในมาเลเซียเป็น 4 และ 6 แห่งภายในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ
นอกจากนี้ M ยังวางแผนเปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารใหม่ในไตรมาส 4/67 กำลังจับตาดูพัฒนาการใหม่ที่จะช่วยผลักดันการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่องกำไรน่าจะไม่ฟื้นตัวในระยะสั้น คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/67 จะลดลงเหลือ 355 ลบ. ลดลง 11% จากไตรมาสก่อน และ 8.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังยอดขายสาขาเดิมในไตรมาสนี้ยังลดลง 13% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เทียบกับ -11% ในไตรมาส 2/67 โดยได้รับผลกระทบจาก Low season พร้อมกับฝนและน้ำท่วมในหลายจังหวัด นอกจากนี้ อำนาจในการซื้อของผู้บริโภคและการแข่งขันก็กำลังกดดันการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG)
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรไตรมาส 4/67 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน แต่ตัวเลขอาจลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ที่ลดลง โดยต้นทุนแรงงานคิดเป็น 30% ของรายได้โดยบริษัทฯ มีพนักงานรายวันคิดเป็น 20-30% ของแรงงาน จากการวิเคราะห์ของบล.ฟินันเซีย ไซรัส ถ้าค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็น 400 บาท/วัน โดยสมมติให้ปัจจัยอื่นคงที่ ประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ของบล.ฟินันเซีย ไซรัส จะลดลง 7%
อย่างไรก็ดี ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 จะลดลง 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัว 7.4% ในปี 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...