โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อินทัชจากยุคดวงดาวเกิดใหม่เป็นโอเมก้าน้อยในยุค 90

นิยาย Dek-D

อัพเดต 21 มี.ค. 2567 เวลา 14.34 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2567 เวลา 14.34 น. • ดอกไม้ในกระถางดินเผา
อินทัชนายทหารหนุ่มยุคดวงดาวออกทำภารกิจเสี่ยงตายเพราะอกหัก แต่ภารกิจไม่สำเร็จเขาตายและย้อนเวลามาเกิดใหม่เป็นโอเมก้าน้อยในยุค 90 ที่ห่างจากยุคดวงดาวถึง 5000 กว่าปี

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่อนุญาตให้คัดลอกหรือทำซ้ำไม่ว่ากรณีใด ๆ

กรุณาอ่านคำเตือนก่อนเข้ามาอ่านนะคะ

ต้องขออภัยสำหรับคนที่ไม่ชอบแนวมิิติพิเศษแบบนี้นะคะ

นิยายเรื่องนี้เป็นแนวชายรักชาย ผู้ชายท้องได้ เกิดใหม่ ย้อนเวลา มาอยู่ในร่างคนอื่น ชื่อ สถานที่ เหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรม อาจไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างเกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งล้วน ๆ ไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครองของประเทศใด ไม่ได้เจตนาจะพาดพิงถึงใคร หรือสถาบันใด ไม่ได้เจตนาจะเหยียดใครหรืออะไรทั้งนั้น

สำนวนภาษาอาจจะสับสนไปบ้าง งงไปบ้าง หรือขาดความสมเหตุสมผล อาจมีคำหยาบคาย การกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อจารีตประเพณีและศีลธรรมอันดีงาม ในเนื้อเรื่องอาจมีการฆ่า เลือด และการทรมาน รวมไปถึงการกระทำอันรุนแรง ต่อเด็กและเยาวชน รวมไปถึงสตรี และผู้สูงอายุ อาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของไรท์ แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากไม่ชอบกดออกได้เลยค่ะ หากชอบถูกใจ กรุณากดหัวใจ หรือคอมเมนท์เป็นกำลังใจกันได้และโปรดใช้คำสุภาพกันด้วย ไรท์ยินดีรับคำติชมในเชิงสร้างสรรค์ รวมไปถึง ถ้าชอบเอาเข้าชั้นได้เลยนะคะ

จะพยายามปรับปรุง แก้ไขให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป รักคนอ่านทุกคน ขอบคุณที่การสนับสนุนค่ะ

จะมีการติดเหรียญตั้งแต่ตอนที่ 6 เป็นต้นไปค่ะ สำหรับระยะเวลาการอัพนิยายนั้น จะพยายามลงให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ตอนนะคะ หากไรท์ไม่ติดขัดอะไรนะคะ

เตือนอีกครั้ง นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โปรดอย่าหาความสมเหตุสมผลและสาระใด ๆ จากนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ

…………………………………………………………………………………..

พลโท อินทัช ทหารหนุ่มวัย 26 ปีดวงดาว ทหารหนุ่มอนาคตไกล เขาอกหักเพราะรักคนที่มีฐานะต่างกัน เขารับภารกิจเสี่ยงตายเพื่อหลบหนีความเจ็บปวดทางใจ แต่เขาละเลยคนใกล้ตัวที่รักเขามานาน คนที่เขาคิดเพียงพี่ชายที่แสนดี ภารกิจที่อินทัชรับผิดชอบล้มเหลว และเขาเป็นคนส่งลูกเรือทั้งหมดนับร้อยหนีออกมาได้ เขายอมสละชีวิต เพราะคิดว่าทุกอย่างไม่เหลือแล้ว แต่วินาทีสุดท้ายของชีวิต อินทัชกลับนึกถึงพี่ชายคนนั้น อเล็กซานเดอร์ บารอน พี่ชายที่แสนดีของเขา

อินทัชตายและได้ย้อนเวลากลับมาเกิดในร่างของเด็กน้อยวัย 10 ขวบ โอเมก้าน้อยในยุค 90 กับสิ่งที่ติดตัวมาด้วย นั่นคือกำไลอัจฉริยะของเขา ชีวิตใหม่ในยุคโบราณสำหรับอินทัชจะเป็นอย่

เกิดใหม่ในยุค 90

ตอนที่ 1 เกิดใหม่ในยุค 90

“พลโทอินทัช อัลเกรย์รายงานตัวครับผม” นายทหารหนุ่มในเครื่องแบบเต็มยศ ด้านหลังตามมาด้วยเหล่าลูกทีมอีก 10 คน ที่สนิทและร่วมเป็นร่วมตายกับอินทัชมา รวมอินทัชด้วยก็เป็น 11 คนพอดี หลังจากอินทัชรายงานตัว คนอื่น ๆ ก็ตามมารายงานตัวกันอย่างพร้อมเพรียง

“อิน อิน” เสียงตะโกนเรียกชื่อเล่นของอินทัชมาแต่ไกล ร่างสูงใหญ่ของทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาหาในขณะที่อินทัชกำลังจะก้าวขึ้นยานรบของเขา

“พี่อเล็กซ์” อินทัชหยุดก้าวเดิน ก่อนจะหันมาทางคนมาใหม่

“ทำไมไม่ปรึกษาพี่ก่อนละอิน” อเล็กซานเดอร์ บารอน ชายหนุ่มจากตระกูลใหญ่ บุตรชายคนเล็กของท่านผู้นำจักรวรรดิดวงดาวดาแอนเชียร์คนปัจจุบัน อเล็กซ์ เป็นรุ่นพี่ในสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยทหารอวกาศด้วยกัน เขาหลงรักอินทัชมาตั้งแต่แรกเจอ แต่อินทัชไม่ได้สนใจเขา คิดเพียงแค่เขาคือรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่งเท่านั้น และอีกอย่างที่อินทัชไม่กล้าคิดเพราะเขารู้ว่าอเล็กซ์เป็นบุตรชายท่านผู้นำจักรวรรดิ

อาจเพราะอินทัชหน้าตาดี รูปร่างไม่ได้ใหญ่โตเหมือนทหารคนอื่น ๆ รูปร่างออกไปทางสูงโปร่งเสียมากกว่า ก็อย่างที่รู้กันว่ามนุษย์ในยุคดวงดาวนั้นไม่ใช่แค่อายุยืนยาวโดยเฉลี่ยคนละ 350-500 ปีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงส่วนสูงด้วย เฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 180 ซม. และสูงสุดอยู่ที่ 250 ซม.ในเพศชาย และต่ำสุดที่ 160 สูงสุดที่ 200 สำหรับเพศหญิง แต่ก็มีผู้หญิงบางคนที่สูงถึง 230 ซม. ก็มี ส่วนอินทัชนั้นมีความสูงอยู่ที่ 190 ซม. ถือว่าเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงโปร่ง แต่ไม่ได้บอบบางจนเกินไปอินทัชกลับมีกล้ามเนื้อสวยงามน่าหลงใหล ใบหน้านั้นจะมองว่าหล่อ น่ารัก หรือสวยก็ได้

แต่สำหรับอเล็กเขามองว่าอินทัชสวย เขาพยายามตามจีบอินทัชมาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เขาเป็นรุ่นพี่ของอินทัช แต่กลับมีคนคว้าหัวใจของอินทัชไปครองโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นั่นคือ คาเวลล์ ลูเทอร์ ลูกชายคนโตของรองผู้นำจักรวรรดิดวงดาวดาแอนเซียร์ แต่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าคนเป็นพ่อนั้นไม่ได้ชอบใจเลยสักนิด อาจจะเป็นเพราะว่าอินทัชเป็นเด็กกำพร้าที่ถีบตัวเองจนขึ้นมาสู่ยศพลโทได้ในปัจจุบันนี้ ใช่ อินทัช คือพลโทอินทัช อัลเกรย์ ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลหากมีคนหนุนหลังสักหน่อย

แต่เพราะเขาเป็นเด็กกำพร้าที่โตมากับสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ากลางของจักรวรรดิดวงดาว เขาจึงไม่มีคนหนุนหลัง อย่าง ธันวา ดิวรางค์คนนั้น เขารู้ดีว่าทำไมอินทัชจึงตัดสินใจไปทำภารกิจเสี่ยงชีวิตในครั้งนี้ดี

“ผมไม่เป็นอะไรครับ ผมตั้งใจไปเอง และผมหวังว่าหากผมไปแล้วผมจะได้รับเกียรติอันสูงส่งในครั้งนี้ครับ” อินทัชคิด และคิดว่าเขาคงไม่ได้กลับมาอีก แต่สิ่งที่เขาพูดไปมันตรงกันข้ามกัน

“ไม่เห็นสำคัญเลย หากอินคิดว่าทำแบบนี้แล้วอินจะเปลี่ยนความคิดคนได้ พี่บอกเลยว่าไม่เลยนะอิน เชื่อพี่ อย่าไปเลยนะ พี่ขอร้อง” สิ่งที่อเล็กซ์พูดมาไม่ใช่ว่าอินทัชจะไม่รับรู้ เขารู้ว่าอเล็กซ์รักเขา แต่เขาเห็นอเล็กซ์เป็นแค่พี่ชายที่ดีคนหนึ่งเท่านั้น เขาโง่เอง เขาตาบอดเอง แต่ตอนนี้คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

“ขอบคุณในความหวังดีนะครับ และขอบคุณที่รักผม” พูดจบอินทัชก็ยื่นกล่องดนตรีอัจฉริยะให้กับอเล็กมือหนารับมันมาถือเอาไว้แต่ไม่ได้มองมันเลยแม้แต่น้อย เขากลับมองเพียงแค่ใบหน้าสวยน่ารักของคนที่เขารักหมดใจเท่านั้น

“เมื่อถึงเวลามันจะเปิดออกเอง ลาก่อนนะครับพี่อเล็ก พี่ชายที่แสนดี” อินทัชยิ้มหวานที่สุดส่งให้คนที่เขาน่าจะรักได้ในสักวันหากเขายังมีชีวิตอยู่นะ

“ไม่ อิน!! อินอย่าไป” อินทัชหายไปขึ้นไปบนยานรบเสียแล้ว 10 นาทีต่อมายานรบขนาดใหญ่ ที่จุลูกเรือได้ถึงมากถึงหนึ่งพันถึงสองพันคนก็พุ่งทยานออกไปจากจุดปล่อยยานเสียแล้ว

อเล็กซานเดอร์ จ้องมองยานลำสีเงินค่อย ๆ หายไปจากครรลองสายตา ภายในอกของเขามันวูบโหวงเหมือนกำลังจะเสียของรักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ดวงตาคู่คมสีเขียวอ่อนแสง น้ำตามากมายไหลลงมาอย่างไม่ขาดสายโดยไม่รู้ตัว อเล็กก้มมองสิ่งของในมือ พลางทอดถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ใจของเขาเจ็บแปลบยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ รักที่ไม่สมหวังของทั้งสองคนจะไม่มีวันจะสมหวังจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ เมื่อคิดว่าอะไร ๆ คงจะไม่มีทางกลับมาดังที่เขาคิดอีกแล้ว อเล็กก็กลับหลังหันเดินจากไปในเวลาต่อมา

อินทัชและลูกเรือในยานรบ OOA-1 ทั้งหมดรวมแล้ว 100 ชีวิตกำลังมุ่งหน้าไปสู่ดาวทมิฬ ซึ่งเป็นจุดที่ยานขนส่งพาณิชย์ลำหนึ่งของจักรวรรดิดวงดาวดาแอนเชียร์ได้รับอุบัติเหตุ และเป็นที่รู้กันดีว่า ดาวทมิฬนั้นน่ากลัวแค่ไหน เพราะมันมีสัตว์ร้ายอวกาศอาศัยอยู่ แม้มันจะไม่เคยออกนอกดาวมาก่อนก็ตาม แต่ใครจะไปรู้ว่ามันจะไม่ออกมาละ

“ทุกคนเตรียมพร้อมในชุดนักรบอวกาศ” เสียงทุ้มติดไปทางหวานตะโกนสั่งการทันที ที่ยานพุ่งผ่านรูหนอนมาแล้วได้สักพัก ลูกเรือทุกคนพุ่งไปยังจุดสวมใส่ชุดนักรบอวกาศ ตอนนี้ทุกคนจะมียูนิฟอร์มสีดำที่ปกป้องได้ทุกสภาวะอากาศอยู่กับตัวแล้ว จึงพาตัวเองเข้าสู่ตู้แคปซูลสีใสเพื่อสวมใส่ชุดนักรบอวกาศ ที่มีความคล่องตัวสูง ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนชุดนักบินอวกาศในสมัยเมื่อ 4,000 ปีก่อน

ชุดที่พวกเขาใส่เหมือนชุดหมีของพวกช่างในโรงงานอุตสาหกรรม แต่จะกระชับกว่านั้น ชุดจะเป็นสีเทาทำจากวัสดุพิเศษที่ทนความร้อน ทนแรงกระแทกและฉีกขาด มีระบบหมุนเวียนออกซิเจนอยู่ในชุด ทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับระบบการควบคุมเข้ากับริสแบนด์บนข้อมือของทุกคน มันคือเอไออัจฉริยะยิ่งใครที่มียศสูง ๆ ก็จะมีเอไอที่มีสมองอันชาญฉลาดมากขึ้นไปตามลำดับ แต่หากใครที่มีผลงานดีเด่นอย่างอินทัช ก็จะได้รับของรางวัลเป็นเอไอระดับ S5 มาครอบครอง รวมไปถึงเงินและของมีค่ามากมายอย่างพวกแร่หายากอะไรแบบนั้น

ซึ่งเอไอของแต่ละคนจะมีระดับที่ต่างกันไปตามยศของแต่ละคนนอกเสียจากว่าใครจะมีเงินไปอัพเกรดมันขึ้นมาเองได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทหารบางคนมีริสแบนด์ที่อัจฉริยะระดับ S1 ได้อย่างสบาย ๆ สำหรับเอไอระดับสูงสุดของจักรวรรดิดวงดาวนั้นจะมีด้วยกัน 5 ระดับคือ S1 S2 S3 S4 S5 ซึ่งถ้าเป็น 5 ถือว่าระดับสูงสุดเลยทีเดียว ต่ำกว่านี้ก็จะเป็นระดับ A B C D E และ F คือระดับต่ำสุดหรือระดับเริ่มต้น เอไออัจฉริยะนั้นจะมีระดับความคิดที่คล้ายกับมนุษย์นั่นขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระดับไหน

เอไอระดับเอสขึ้นไปนั้นจะมีร่างกาย หรือที่เรียกว่าร่างแอนดรอยด์ ร่างกายของหุ่นแอนดรอยด์นั้นจะแข็งแรง และทนทานมากกว่าเป็นพิเศษ แต่จะต่างจากหุ่นรบโดยสิ้นเชิงและจะอัจฉริยะแค่ไหนขึ้นอยู่กับสมองกลที่ว่าจะอยู่ในระดับใดมากกว่า แม้จะเหมือนมนุษย์ขนาดไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เอไอไม่สามารถทำได้คือ จิตสำนึกที่เหมือนมนุษย์นั้นไม่มี นอกนั้นเอไอมีเหมือนมนุษย์แทบทุกอย่าง แต่หากเป็นเอไออัจฉริยะระดับสูงหรือระดับ S5 จะมีความรู้สึกนึกคิดคล้ายมนุษย์มากขึ้นนั่นเอง

เอไออัจฉริยะไม่ได้เชื่อมต่อแค่สมองของเรา แต่มันผูกและเชื่อมต่อถึงระดับจิตวิญญาณต่างหาก ในระบบของริสแบนด์ที่ทุกคนใส่กันอยู่ที่ข้อมือ ข้างใดก็ได้แล้วแต่ถนัด มันทำจากวัสดุพิเศษเหมือนกับชุดนักรบของทหารทุกคน คุณภาพของวัสดุเรียกว่าในระดับเดียวกัน ริสแบนด์นั้นมันคือที่ควบคุมภายนอก และเป็นสิ่งที่เรียกว่ามิติหลุมดำ มีไว้สำหรับใส่ของต่าง ๆ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ที่ควบคุมโดยเอไอของเจ้าของอีกทีหนึ่ง

และใช่ ในกำไลของอินทัชนั้นมียานรบสองลำซึ่งเป็นยานรบประจำตำแหน่งนักรบระดับ S5 ซึ่งเป็นนักรบระดับสูงสุด และสิ่งที่ทำให้อินทัชขึ้นสู่ระดับสูงสุดได้เร็วกว่าใครนั้นเป็นเพราะเขามีพลังพิเศษ นั่นคือพลังจิต สำหรับคนที่มีพลังพิเศษนั้นมีเพียงแค่ 5% ของประชากรทั้งหมดของจักรวรรดิดวงดาวจะมีกัน และระดับพลังจิตของอินทัชคือระดับ S5 แล้วนั่นเอง เพราะอย่างนี้เขาจึงมีความสำคัญกับจักรวรรดิมาก และมักจะเป็นที่อิจฉาของใครหลาย ๆ คน

ในมิติหลุมดำของอินทัชไม่ได้มีแค่ยานรบประจำตำแหน่งที่เป็นยานหลักหนึ่งลำ และยานสำรองหนึ่งลำเท่านั้น แต่เขายังมียานอื่น ๆ อีกหลายลำด้วยกัน ส่วนมามันจะเป็นรางวัลที่เขาทำงานสำเร็จนั่นเอง มีตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ ยังมีรถหลากหลายแบบที่สามารถแปลงร่างเป็นยานบินรบได้ มีทั้งรถตู้ดัดแปลง 3 คัน รถสปอร์ต 5 คัน รถเอสยูวีแบบใหม่ 3 คันและแบบเก่า 2 คัน รวมไปถึงมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบท์สุดล้ำ 2 คัน รวมไปถึงมอไซด์แบบธรรมดาที่แม่บ้านชอบใช้กันก็มี

แต่ที่ว่าธรรมดาที่ไม่ใช่ธรรมดา เพราะยานพาหนะทุกลำของอินทัชสามารถแปลงร่างเป็นยานบินได้ และมันยังติดตั้งอาวุธร้ายแรงหลายอย่างมีไว้เพื่อป้องกันตัวเองได้อีก จะบอกว่ายานพาหนะพวกนั้นมันสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างและสรีระของมันให้เข้ากับยุคสมัยที่มันเจอได้ และยังมีหุ่นยนต์รับใช้เกรดนักรบอีก 500 ตัว ซึ่งมันจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง แต่มันไม่ได้มีจิตใจที่เป็นมนุษย์เต็มร้อยเท่านั้น เพราะมันถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ว่าปกป้อง ป้องกัน และรักษาความปลอดภัยให้กับอินทัช หรือทำตามอินทัชและเอไอส่วนตัวของอินทัชสั่งเท่านั้น

ยังไม่หมดแค่นั้นอินทัชยังเก็บแร่ต่าง ๆ มากมายจากดวงดาวที่เขาถูกส่งไปปราบปรามเหล่าโจรสลัดไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแร่ทองคำ แร่ผลึกสีใส (เพชร) แร่ผลึกหลากสี (นิล มรกต ทับทิม เป็นต้น) ที่อินทัชเก็บมาไว้เป็นภูเขาในมิติหลุมดำ ที่เขาเก็บมานั้นเพราะเห็นว่ามันสวยดี และที่สำคัญในมิติหลุมดำยังมีโพชั่นระดับต่าง ๆ อยู่อีกนับไม่ถ้วน เช่นระดับพิเศษ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ ถามว่าทำไมอินทัชไม่กินมันละ นั่นเพราะร่างกายที่พิเศษของเขา มันแข็งแกร่งอยู่แล้ว เขามีไว้สำหรับกินเวลารู้สึกเหนื่อย ๆ แค่นั้น

เขาได้รับมันมาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนในระดับวิทยาลัยตอนอายุ 10 ขวบ เพราะความเป็นอัจฉริยะของอินทัชบวกกับเขามีพลังพิเศษพลังจิตที่แข็งแกร่งตั้งแต่เด็ก เขาจึงได้เรียนในระดับนี้ตอนอายุยังน้อย และเขาก็เริ่มได้รับน้ำโพชั่นมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบนั่นแหละ เขาสะสมมาเรื่อย ๆ จนจบระดับมหาวิทยาลัยในอายุ 15 ปี ตอนที่จบในระดับวิทยาลัยนั้นเขาอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น พอจบมาเขาก็เริ่มเข้ารับราชการเป็นพลทหารคนหนึ่งเลย และเริ่มได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยตอนอายุ 13 จบมาในอายุ 15 ปี และรับภารกิจแรก และรับมาเรื่อย ๆ จนได้เลื่อนยศขึ้นเป็นพันตรี เขาไต่เต้ามาด้วยตนเองตลอดระยะเวลาหลายปี เลื่อนมาจนถึงตอนนี้คือยศพลโท

น้ำโพชั่นที่ได้รับประจำวัน รวบรวมเอาไว้เยอะมาก จนถึงปัจจุบันนี้เอง จนตอนนี้ในมิติหลุมดำของเขานั้นมีน้ำโพชั่นสีฟ้าใสที่มันมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย เพิ่มพลัง ปรับสมดุลร่างกาย และสรรพคุณอีกมายมาย ไม่ว่าจะรักษา ป้องกัน และเสริมความงามได้ด้วย เรียกว่ามันมีประโยชน์มาก ๆ น้ำโพชั่นนั้นมีอยู่มากมายเป็นห้อง ๆ ซึ่งแต่ละห้องนั้นคือขนาดห้องขนาด 20*20 เมตร และในห้องนั้นก็จะมีตู้ปรับอุณหภูมิเก็บน้ำโพชั่นแยกย้อยออกเป็นตู้ ๆ มีจำนวนทั้งหมด 4 ห้องด้วยกัน น้ำโพชั่นเหล่านี้อินทัชได้รับรางวัลคราวละเป็นล้านหลอดก็มี น้ำโพชั่นของเขาจะมี 4 ระดับด้วยกัน คือระดับพิเศษ ระดับสูง ระดับกลางและระดับต่ำ ระดับละหนึ่งห้อง ห้องละ 10 ล้านหลอดแล้วมั้ง ระดับต่ำจะมีเยอะที่สุดคือ 50 ล้านหลอด เพราะหากคุณมีเงิน คุณก็ซื้อน้ำโพชั่นระดับต่ำเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก

เมื่อทุกคนพร้อมยานรบลำใหญ่ก็มุ่งหน้าสู่การทำภารกิจเสี่ยงตายอีกครั้ง เป้าหมายในครั้งนี้คือสำเร็จอย่างเดียวเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่า ภารกิจครั้งนี้จะทำให้อินทัชไม่ได้กลับไปพร้อมกับลูกเรือของเขาและมันทำให้เขาจากไปชั่วนิรันดร์

ประเทศ สุวรรณภูมิ ปี คศ.1990 เดือน เมษายน (พศ.2533)

แสงสีทองส่องสว่างฉายชัดบนท้องฟ้าในยามเช้าตรู่ของทุกวัน ชาวบ้านต่างพากันมุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นาของตน บ้านนาของสองตายายก็เช่นกัน

“อื้อ ปวดหัวจัง” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กน้อยวัย 10 ขวบบิดกายเล็กน้อยก่อนจะลุกนั่งอย่างมึนงง ใบหน้าน่ารักแก้มป่องจมูกปากจิ้มลิ่ม แม้ร่างกายเล็กผอมบางและตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันพอสมควร ผมสีดำหยาบกร้านยาวถึงกลางหลังยุ่งเหยิงโดนขยี้อีกสองสามครั้ง ก่อนดวงตากลมโตสีอำพันจะเปิดขึ้นเต็มตา

“อะ อะไรกันเนี่ย ที่นี่ ที่ไหน” เด็กน้อยร้องขึ้นอย่างตกใจก่อนจะมองไปรอบ ๆ ตัว จึงเห็นว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในห้องนอนที่มีผนังเป็นไม้กระดานสีน้ำตาลซีด ๆ เป็นห้องสี่เหลี่ยมที่แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย ตนเองนอนอยู่บนเตียงที่มีเบาะแข็ง ๆ ปูรองนอน ผ้าห่มผืนบางที่คลุมตัวอยู่นั้นช่างเก่าแล้วเก่าอีก นี่มันอะไรกัน อินทัชพยายามเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขา

จู่ ๆ ความทรงจำอันลางเลือนของเจ้าของร่างก็ปรากฏขึ้นมา ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือ พ่อเอาเขามาทิ้งไว้กับปู่ย่าตั้งแต่เล็ก ๆ และเมื่อไม่กี่วันก่อน พ่อมาหาปู่เพื่อต้องการเงินจากการบังคับให้ปู่ขายที่นา แต่ปู่ไม่ยอม เลยทะเลาะกับพ่อและอินทัชวิ่งเข้าไปดึงมือพ่อเพื่อจะตามพ่อไปด้วย แต่พ่อสะบัดมือจนอินทัชล้มลงและหัวฟาดเขากับอ่างน้ำหน้าบ้าน จนอินทัชคนใหม่เข้ามาอยู่แทนนี่ละ อินทัช นั่นคือชื่อของเจ้าหนูคนนี้ และมันคือชื่อเดียวกันกับเขาด้วย เด็กคนนี้ชื่อ อินทัช ดิวรางค์ นามสกุลนี้เหมือนกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนอย่างนั้นแหละ อินทัชก้มหน้ามองมือของร่างน้อยนี้ อ่า นี่มือของเจ้าของร่างนี้สินะ มือน้อย ๆ ที่ผอมมาก มือน้อยยกขึ้นจับใบหน้าของตน ก่อนจะเหลือบไปเห็นตู้เสื้อผ้าใบเก่าที่มีกระจกบานใหญ่หน้าประตูตู้

ร่างเล็กจ้อยหย่อนขาลงจากเตียงอย่างแผ่วเบาก่อนจะเหยียบพื้นแต่เพราะร่างกายนี้เพิ่งจะสูญเสียจิตวิญญาณเจ้าของร่างไป แล้วมีจิตวิญญาณดวงใหม่เข้ามาแทนที่ได้ไม่นาน จึงไม่แปลกที่เขาจะไร้เรี่ยวแรง เมื่อไม่อาจจะเดินไปที่ตู้นั้นได้ อินทัชจึงนั่งลงที่เดิมแล้วเรียบเรียงเรื่องราวที่ทำให้ตนเข้ามาอยู่ร่างเล็ก ๆ นี้ เขารับภารกิจกอบกู้ยานพาณิชย์ลำหนึ่งที่ถูกชนแล้วไม่มีผู้รอดชีวิต แล้วมันเกิดอะไรขึ้นละ ทำไมเขาจำไม่ได้ อินทัชสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วตั้งสตินึกคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

“อ่า ทีโอตามเรามาด้วยไหมนะ” อินทัชพูดออกมาเสียงเบาหวิวคล้ายไม่แน่ใจอะไรเลยยกมือข้างขวาขึ้นมามอง ก็เห็นเป็นกำไลสีเงินบนข้อมือเล็กจึงยิ้มออกมา แต่เมื่อคิดไปถึงเรื่องราวที่ทำให้เขามาอยู่ที่นี่ เขารู้สึกหัวใจบีบรัดเมื่อคิดถึงเหตุการณ์นั้น ยานรบของพวกเขาโดนเจ้าสัตว์ร้ายที่มีไฟรอบตัวพ่นลูกไฟใส่ ในขณะที่ยานต้องทนต่อแรงกดดันจากไฟที่มีความร้อนมหาศาลนั้น อินทัชสั่งการให้ลูกเรือหนีออกไปให้หมด แต่ไม่มีใครทำตาม เขาจึงใช้ไม้ตายสุดท้าย ด้วยพลังจิตระดับ S5 ส่งทุกคนออกไปสู่ยานรบลำเลียงให้หนีออกไปจนหมดในที่สุด

“ดีแล้ว เป็นแบบนี้ดีแล้ว” อินทัชยิ้มอย่างอ้อนล้า น้ำตาคลอดวงตาคู่สวยพร้อมที่จะไหลลงมาได้ตลอดเวลา เขานึกถึงใบหน้าของพี่ชายที่แสนดีอย่างพี่อเล็ก ชายหนุ่มใจดีที่สุดสำหรับเขา ป่านนี้คงเปิดกล่องนั้นแล้วละมั้ง แต่ที่อินทัชไม่รู้ก็คือ หลังพวกเขาออกเดินทางมา อเล็กซานเดอร์ บารอน เดินทางติดตามเขาไปกับยานรบส่วนตัวเข้ารูหนอนไปหาเขา เพราะไม่มีสัญญาณตอบรับจากยานของอินทัชทำให้เขาร้อนใจ

(สวัสดียามเช้าครับบอส) เสียงเอไอที่ไม่ใช่แค่โมโนโทนดังขึ้น ทำเอาร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนอินทัชจะยิ้มกว้างออกมา หากทีโอตามเขามาแบบนี้ของทุกอย่างก็ตามเขามาด้วยนะสิ

“ดีใจจังที่นายยังอยู่” เสียงเล็ก ๆ ติดแหบเพราะขาดน้ำพูดขึ้น

(ตรวจพบความผิดปกติของร่างกายนี้ครับ) ทีโอพูดขึ้น ทำเอาอินทัชขมวดคิ้วมุ่น

“อะไรเหรอ” อินทัชถามออกไปอย่างไม่เข้าใจตากลมโตกะพริบปริบ ๆ อย่างน่ารักน่าเอ็นดู

(ดูเหมือนร่างนี้จะป่วยก่อนหน้านี้ ตอนนี้เจ้านายต้องดื่มน้ำโพชั่นก่อนนะครับ) ทีโอแนะนำก่อนจะเอาน้ำโพชั่นออกมาให้เจ้านายได้ดื่มกิน โพชั่นระดับต่ำปรากฏในมือเล็ก โพชั่นหนึ่งหลอด บรรจุในหลอดแก้วทรงยาวมีฝาปิดเป็นฝาเกรียวที่แน่นหนา ความจุอยู่ที่หลอดละ 150 ml. เมื่อได้รับมาแล้วอินทัชก็ดื่มเข้าไปอย่างว่าง่าย ผ่านไปไม่นานร่างกายที่อ่อนล้าก็ดีขึ้นทันที

(แต่ร่างกายนี้ก็แปลก ๆ นะครับ) แต่ทีโอก็ยังตรวจพบอะไรอีกบางอย่าง

"อะไรละ) อินทัชสงสัย

(ก่อนอื่น ผมต้องแจ้งบอสก่อนว่า โลกที่เรามาอยู่นี้คือมิติที่คล้ายกับโลกสีฟ้าเมื่อ 5,000 ปีก่อนครับ ปีนี้ที่เรากำลังอยู่นั้นคือปี คศ.1990 ครับ) ทีโอบอกเจ้านายออกไป

“ห๊ะ ย้อนไป 5,000 กว่าปีเลยเหรอ เราอยู่ในยุคดวงดาวปีที่ 6999 ตอนนี้คือ 1990 อ่า ให้ตายเถอะทีโอ” สีหน้าของเจ้าตัวเล็กสลดลง นี่เขาย้อนเวลากลับมาไกลถึง 5 พันกว่าปีเลยเหรอนี่ คนตัวเล็กทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงแข็ง ๆ ก่อนจะลุกนั่งใหม่อีกครั้งเหมือนคิดอะไรออก

“อะ เดี๋ยวเมื่อกี้ทีโอบอกเราว่า ร่างกายเรามีความผิดปกติเหรอ คืออะไรละ” อินทัชนึกได้จึงถามออกไป

(จากที่ผมตรวจสอบดาวดวงนี้ มันคือดาวคู่ขนาดกับดาวโลกสีฟ้าเมื่อ 5000 ปีก่อน และประชากรของดาวนี้จะไม่ได้มีแค่เพศชายและหญิง แต่จะมีเพศรองด้วยครับ เพศรอง คืออัลฟ่า เบต้า และโอเมก้า อัลฟ่านั้นคือผู้อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซอาหาร มีอำนาจและแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเพศรองทั้งสามครับแต่มีเปอร์เซ็นต์การเกิดค่อนข้างต่ำอยู่ 25% ของประชากรทั้งหมดบนดาวดวงนี้

อย่างที่สองคือเบต้า คนพวกนี้ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็คือบุคคลธรรมดาทั่วไปเหมือนดาวเรานะครับ คนกลุ่มนี้จะมีประชากรที่เยอะที่สุดราว 55% ของประชากรครับ ส่วนอย่างสุดท้ายคือโอเมก้า จะเป็นประชากรที่อ่อนแอที่สุดของห่วงโซอาหาร และไม่ว่าหญิงและชายที่เป็นโอเมก้าจะมีร่างกายรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เสมอ และที่สำคัญหากเป็นโอเมก้าชายจะมีมดลูกเหมือนผู้หญิงครับ ประชากรของชนชั้นนี้จะอยู่ที่ 20% ครับ) ทีโอรายงาน

“หมายความว่าผู้ชายท้องได้แบบที่พวกเราเคยทำการปลูกถ่ายมดลูกเทียมให้กับเพศชายเพื่อการตั้งครรภ์นะเหรอ” อินทัชถามขึ้นออกมา

(ครับ แต่ที่นี่ไม่ต้องปลูกถ่ายอวัยวะแบบในยุคเรา แต่มันจะมีอยู่ในร่างกายอยู่ก่อนแล้วครับ แล้ว บอสก็เป็นเพศรองโอเมก้าครับ) คำตอบของทีโอทำเอาอินทัชตาลุกวาว เขาฝันมาตลอดว่าหากเขามีคนรัก และแต่งงานกันเขาจะทำการปลูกถ่ายมดลูกเพื่อมีลูกกับคนรัก แต่ตอนนี้เราไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว

“ดีจัง ฉันเป็นโอเมก้า มิน่า ถึงว่าทำไมรู้สึกแปลก ๆ กับร่างกายนี้” อินทัชก้มมองร่างกายตัวเอง ที่ตอนนี้จิตวิญญาณรวมกับร่างได้สำเร็จแล้ว เขาจึงไม่ได้รู้สึกว่ามันโหวงเหวงอีกแล้วหลังกินน้ำโพชั่นเข้าไป

(แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอสจะต้องเรียนรู้นั่นก็คือการป้องกันตัว อาการฮีทในโอเมก้าทุกคนครับ ระยะเวลาจะไม่เท่ากันครับ บางคน 3 วัน บางคน 5 วัน บางคน 7 วัน ต่อเดือนครับ บางคน 2 เดือนมีอาการแค่ 3 วันก็หมดก็มีครับ มันคล้ายกับประจำเดือนของผู้หญิง หรือหากจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือช่วงเวลาที่ติดสัตว์นะครับ สำหรับการฮีทครั้งแรกของโอเมก้าทุกคนนั้นจะต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเป็นโอเมก้าประเภทไหนครับ)

“เข้าใจแล้ว” อินทัชตอบรับ

(แต่บอสครับ ร่างกายนี้ดูเหมือนมันจะมีความแตกต่างจากโอเมก้าทั่วไปนะครับ มีผลวิจัยอยู่หนึ่งงานครับ บอกว่า หากโอเมก้าที่เกิดจากอัลฟ่าชายและอัลฟ่าหญิงในระดับอีนิกม่าอัลฟ่าขึ้นไป โอเมก้าคนนั้นจะถือว่ามีสายเลือดพิเศษ จะมีโอกาสเป็นโอเมก้าควีน หรือควีนโอเมก้าได้ครับ คุณสมบัติของควีนนี้ก็คือ ท้องยาก รูปร่างสูงกว่าโอเมก้าทั่วไป รูปร่างที่เย้ายวนกว่า ต้านทานฟีโรโมนของอัลฟ่าต่าง ๆ ได้ ไม่เว้นแม้แต่คิงอัลฟ่า

และยังใช้ฟีโรโมนควบคุมอัลฟ่าได้ด้วย แต่สำหรับบอสคงไม่ต้องใช้พวกนั้นเพราะบอสของผมมีพลังจิต บอสมีร่างกายและฮอร์โมนเป็นแบบนั้นครับ) ทีโอรายยาวถึงการเป็นโอเมก้าของอินทัชในร่างนี้ให้ฟัง

“แต่ตอนนี้ร่างกายนี้อ่อนแอมากเลยนะ เราขอโพชั่นระดับต่ำอีกสักหลอดเถอะ” พูดจบหลอดน้ำสีฟ้าก็ปรากฏที่มือเล็กนุ่มนิ่มของเขาทันที รวดเร็วเท่าความคิด เปิดฝากระดกดื่มทันทีผ่านไปไม่นานร่างกายรับรู้ได้ถึงพลังอันเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

(มีอีกอย่างที่ผมจะต้องบอกบอสครับ) จู่ ๆ ทีโอก็พูดขึ้น

“ว่ามาสิ” อินทัสไม่ได้แปลกใจอะไรมากแล้วเพราะแค่เขามาเกิดใหม่ในร่างคนอื่นนี่ก็สุดยอดเกิดกว่าวิทยาศาสตร์จะเข้าใจแล้วละ

(มิติหลุมดำของบอสมันเปลี่ยนสภาพครับ) น้ำเสียงตื่นเต้นของทีโอทำเอาอินทัชตาโต

“ห๊ะ ยังไง” ดวงตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง

(มันเปลี่ยนสภาพเป็นมิติพิเศษของผู้ที่มีพลังพิเศษมิติครับ แต่มันไม่ได้มีแค่การเก็บของไว้อย่างเดียวเช่นเดียวกับมิิติของผู้มีพลังพิเศษมิตินะครับ แต่ภายในคือโลกใบเล็กที่สามารถเข้ามาอาศัยอยู่ได้เหมือนโลกภายนอกทุกอย่างครับ บอสได้บ้านเพิ่มมาหนึ่งหลังเป็นบ้านเรือนไทยโบราณแบบบ้านในโลกคู่ขนานนะครับ ขนาดกลาง 4 ห้องนอน5 ห้องน้ำครับ แล้วยังมีน้ำพุสีฟ้าอยู่ที่สวนหน้าบ้านด้วยครับ) ทีโออธิบายมาคร่าว ๆ ทำเอาอินทัชอยากจะเข้าไปในนั้นทันที

“เราอยากเข้าไป” อินทัชบอกอย่างเอาแต่ใจ

(ครับ บอสแค่บอกว่าเข้า) มีหรือที่ทีโอจะขัดใจเจ้านายตัวน้อยของเขา ก่อนจะบอกออกมาอย่างยินดี

“เข้า” สิ้นสุดคำพูดนั้นร่างกายเล็ก ๆ ก็หายไปทันที บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไปเป็นลานไม้ดอกไม้ประดับหน้าบ้านหลังหนึ่ง เรือนไทยหลังใหญ่ ที่ยกสูงจากพื้นแค่เล็กน้อยเท่านั้น มีบ่อน้ำพุสีฟ้าใสส่งกลิ่นหอมเหมือนกับใบเตยสด ๆ กลิ่นของมันกระจายไปทั่วบริเวณ อินทัชเดินตรงไปหาน้ำพุนั้นก่อนเป็นอันดับแรก เขากวักมันดื่มสองสามอึกก็ตาโตเบิกกว้างออกมาอย่างตื่นเต้น

“เหมือนน้ำโพชั่นระดับสูง-ระดับพิเศษเลยนะ หรือว่ายังไงทีโอ” อินทัชสงสัย

(ผมจะตรวจสอบเดี๋ยวนี้ครับ) อินทัชพยักหน้ารอการตรวจสอบ ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาทีผลตรวจสอบก็ปรากฏตรงหน้า หน้าจอสีฟ้าเขียวก็ลอยเด่นขึ้นมา

(เหมือนน้ำโพชั่นระดับพิเศษครับ น้ำพุสายเล็ก ๆ แต่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินและมันออกมาเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยล้นออกมาจากบ่อที่ถูกทำขึ้นเลยนะครับ เห็นไหมครับ) อินทัชเพิ่งจะสังเกตตามที่ทีโอบอก

“อ่า จริงด้วย ว่าแต่ ทีโอร่างนายละ อยู่ในนี้ไหม หรือว่าไม่มีแล้ว” อินทัชเหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นมาได้เกี่ยวกับร่างแอนดรอยด์ของทีโอ

(อยู่ครับ ตอนนี้มิติหลุมดำ อ่า ไม่ใช่ มิติพิเศษของบอส มันจับแยกออกไปเก็บให้เป็นสัดส่วนเรียบร้อยแล้วครับ ทางด้านซ้ายมือของเรือนไทย บอสเห็นไหมครับ นั่นคือโกดังมิติหลุมดำ มีทั้งหมด 5 โกดัง ดูเหมือนมันไม่ใหญ่ขนาดโกดังแต่ละหลังเท่ากับ 40*60 เมตร ทุกหลัง แต่ใส่อะไรเข้าไปไม่เคยเต็มนะครับ) ทีโอบอกออกมา

โกดังพวกนั้นมันมีทั้งหมด 5 สี แต่ละสีจะแบ่งตามของที่จัดเก็บในนั้นอย่างสีเขียวคือพวกพืชผักผลไม้ที่มีอยู่ในมิติ ซึ่งในนี้มีทุกอย่างเลยก็ว่าได้ ทำยังกับจะหนีซอมบี้ อย่างในนิยายที่เขาเคยอ่านเจอมาก่อนไม่มีผิด

“อืม สีเขียว ขาว ฟ้า ดำ แดง ถ้าเดาไม่ผิดสีแดงกับดำนี่คือของจากยุคดวงดาวใช่ไหม” อินทัชถามออกไป

(ถูกต้องครับ ส่วนสีขาวและฟ้าคือพวกอาหารสดและอาหารแห้ง รวมไปถึงของใช้จำเป็น จะว่าไป ทำไมให้มาเหมือนจะถึงวันสิ้นโลกอย่างนั้นแหละครับ) ทีโอพูดเหมือนกับประชดอะไรบางอย่าง

“หึหึ คิดเหมือนเราเลย แต่ไม่มีหรอก เรารู้สึกได้” อินทัชบอกออกมา

“เราเข้าบ้านกันดีกว่า” ว่าแล้วอินทัชก็เดินเข้าบ้านหลังใหญ่ที่เขาเห็นตรงหน้าทันที บ้านเรือนไทยหลังนี้มีทั้งหมด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องทานอาหาร ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องใต้ดิน

และนี่คือที่สุดของที่สุด คือมีห้องใต้ดินด้วย ห้องใต้ดินทีโอบอกว่ามันคือที่เก็บสมบัติของอินทัช มันก็คือมิติหลุมดำอีกนั่นแหละ เพราะขนาดห้องเท่ากับโกดังไม่มีผิด แต่พอเข้าไปมันก็เหมือนจะใส่อะไรได้ไม่มาก ชั้นใต้ดินนี้มีห้องจัดเก็บโพชั่นของอินทัชอยู่ด้วย และยังมีห้องสำหรับรักษาพยาบาลในยุคดวงดาว รวมไปถึงห้องแลปของเขาด้วย

“ว้าว นี่มันวิเศษมาก” อินทัชเดินลงบันใดมาถึงห้องใต้ดิน ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา มันก็เหมือนห้องนั่งเล่นห้องหนึ่ง เขาเพียงแค่เรียกหน้าจอสีฟ้าขึ้นมา ในนั้นจะบอกว่าในห้องใต้ดินนี้มีอะไรบ้าง หากต้องการก็แค่บอกจุดประสงค์ออกไปเท่านั้น

“สำรวจน้ำโพชั่นทุกระดับ” พูดจบหน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงก็โผล่มาตรงหน้า

(น้ำโพชั่นระดับต่ำทั้งหมด 100 ล้านขวด ระดับกลาง 50 ล้านขวด ระดับสูง 50 ล้านขวด ระดับพิเศษ 30 ล้านขวด) ทีโออ่านรายงาน

“เอ๊ะ เรากินระดับต่ำไปแล้ว 2 ขวดไม่ใช่เหรอ ทำไมมันยังเท่าเดิมละมันเพิ่มมาได้ยังไง” ทำเอาอินทัชงงกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของน้ำโพชั่นในทุกระดับของเขา

(มันคงเพิ่มมาตอนที่บอสจัดเก็บสิ่งของ ตอนจะหลบหนีมั้งครับ) ทีโอบอกออกมา ทำให้อินทัชคิดถึงตอนที่กำลังจะหลบหนีออกจากยานรบของเขา ลูกน้องของเขาคงใส่มันมาให้เขาแน่ ๆ

(จากกล้องบันทึกของผม มันคือสิ่งที่ลูกน้องของบอสทำให้ก่อนหนีไปครับแม้พวกเขาจะไม่ได้เต็มใจหนีไปเพราะบอสเป็นคนบังคับพวกเขาก็ตาม พวกเขาหวังว่าบอสของพวกเขาจะรอดกลับไป แต่อาจจะใช้เวลานานสักหน่อยครับ) ทีโอบอกออกมา

“แต่ฉันก็ไม่รอด หึหึ ช่างเถอะ” อินทัชตัดบทไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้นอีก

(บอสครับอย่าเสียใจไปเลยครับ) น้ำเสียงเศร้าของทีโอดึงอินทัชออกจากภวังค์เศร้านั้นได้ดีทีเดียว

“หึหึ ขอบใจนะทีโอนายคือครอบครัวของฉัน” อินทัชบอกออกไปยิ้ม ๆ

(ยินดีครับ) ทีโอตอบน้ำเสียงดีขึ้น แต่เหมือนอินทัชจะคิดอะไรได้

“ว่าแต่ฉันกินน้ำโพชั่นไป 2 หลอดนี่ ทำไมมันยังเท่าเดิมละ มันต้องลดลง 2 หลอดสิ ว่าไหม” อินทัชสังเกตความผิดปกติของห้องเก็บของใต้ดินแห่งนี้ ทำเอาทีโอนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ๆ เพื่อหาคำตอบให้กับเจ้านาย

***เรื่องนี้จะเป็นแนวโอเมก้า ที่ชายหนุ่มจากยุคดวงดาวตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างโอเมก้าน้อยน่ารักจนใจเจ็บไปเลยจ้า…..5555ไม่รู้คนอ่านจะคิดแบบไรท์หรือเปล่า แต่ยังไงก็ฝากน้องอินทัชไว้อีกคนนะคะ***

ชีวิตใหม่ของอินทัชและมิติหลุมดำ-1-

ตอนที่ 2 ชีวิตใหม่ของอินทัชและมิติหลุมดำ-1-

(บอสครับ ดูเหมือนว่า บอสจะโชคดีมหาศาลเลยละครับ) ทีโอบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นคล้ายมนุษย์ไม่มีผิด

“อะไรเหรอ” อินทัชถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ

(ก็ เมื่อสักครู่บอสสงสัยว่าทำไมกินน้ำโพชั่นไปตั้งสองหลอด แต่ทำไมมันไม่ลดลงหรือหายไปแต่มันยังอยู่เท่าเดิม บอสลองกินอีกหลอดสิครับ) ทีโออยากจะทดลองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ อินทัชทำตามอย่างว่าง่ายเขาเรียกน้ำโพชั่นระดับต่ำออกมาหนึ่งหลอดก่อนจะกระดกกินเข้าไปทันที

(ว้าว เห็นไหมครับบอส จำนวนหลอดน้ำโพชั่นกลับมาเท่าเดิมอีกแล้วครับ นั่นแสดงให้เห็นว่า ห้องเก็บของในห้องใต้ดินแห่งนี้คือมิติอินฟินิตี้ครับ) ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นทำเอาอินทัชตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง

“เป็นไปได้ยังไงเนี่ย ลำพังมีมิติพิเศษนี่สุดยอดแล้ว และยังจะมีห้องใต้ดินแบบอินฟินิตี้อีกเหรอนี่ ฮ่า ๆ จะให้ของขวัญผมเป็นการชดเชยชีวิตที่แล้วเหรอครับพระเจ้า” อินทัชที่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ถึงกับเอ่ยออกมา

(ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ) ทีโอสนับสนุนคำพูดเจ้านาย

“หึหึ ฉันจะพยายามคิดแบบนั้นนะทีโอ ว่าแต่ สมบัติอย่างอื่น ๆ ละ” อินทัชถามออกไปเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

(แร่ทองคำ 1,000 ล้านตัน แร่ผลึกสีใส 700 ล้านตัน แร่ผลึกหลากสี สีละ 500 ล้านตัน และยังมีแอนเที่ยมแร่พิเศษที่ทำชุดนักรบจำนวน 1,000 ล้านตัน แร่แกรมเมอร์ไนท์(หินพลังงาน) 200 ล้านก้อน ที่เหลือก็เป็นแร่เงิน แร่ดีบุก แร่ทังสแตน อย่างละ 100 ล้านตันครับ และยังมีผ้าพับที่ทำจากใยแมงมุมอวกาศอีกราว 100 ล้านพับ มีทั้งหมด 20 สีครับ) ทีโออ่านรายงานนั้นให้เจ้านายฟังอย่างละเอียด

“อืมก็ยังเท่าเดิมนี่นะ ว่าแต่ในยุคนี้เขาใช้เงินแบบไหนกันละทีโอ” เสียงเล็ก ๆ ถามออกไป ว่าแล้วทีโอก็ฉายภาพเงินของประเทศนี้ให้กับเจ้านายได้รับรู้

(ประเทศที่เราอยู่นี้คือประเทศสุวรรณภูมิ เป็นโลกคู่ขนานกับโลกสีฟ้าเมื่อ 5,000 กว่าปีก่อน ที่ชื่อว่าประเทศไทยครับ เรียกว่าทุกอย่างที่มีความคล้ายคลึงกันมาก ๆ เลยละครับ ค่าเงินของที่นี่เรียกว่า บาท เหมือนกัน มีตั้งแต่เหรียญ 25 สตางค์ 50 สตางค์ เหรียญบาท เหรียญ 5 บาท ธนบัตรใบละ 10 20 50 100 และ500 บาทครับ) ทีโอแจกแจงรายละเอียดค่าเงินให้เจ้านายได้ฟัง อินทัชคิดก็ตาม

“ในมิติไม่มีเงินสักบาท มีแต่แร่ทองคำ กับแร่หินสีสวยพวกนั้น ถ้าเป็นทองก็ต้องหลอมเป็นทองแท่งขึ้นมาก่อนสินะ อ่า ทำไงดีละ ทีโอตรวจสอบหน่อยว่า หากเราจะเอาแร่ทองคำมาหลอมจะขายได้ไหม” อินทัชถามออกไป

(ได้ครับ ทำประหนึ่งว่าเป็นทองคำที่เก่าเก็บ สมบัติประจำตระกูล ไม่มีตราอะไรแบบนั้นครับ) ทีโอแนะนำ

(อันนี้ไรท์สมมุติขึ้นมาเองนะคะ ความจริงนั้นจะทำได้ไหมนั้นไรท์ก็ไม่รู้ค่ะ)

“เยี่ยม!! เราออกไปกันเถอะ ว่าแต่ นายกลับเข้าร่างด้วยนะทีโอ” อินทัชสั่งก่อนจะออกไปจากมิติ แต่ก่อนจะออกไปนั้นเขาขึ้นไปอาบน้ำที่ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ที่เขาจองไว้เป็นห้องนอนของเขาจนเสร็จเรียบร้อย เข้าครัวไปกินอะไรรองท้องสักหน่อย จึงออกมารอปู่กับย่าที่ไปทำนาในห้องนอนห้องเดิม

สันต์ ดิวรางค์ ก่อนออกจากราชการนั้น เขามีอายุเพียง 28 ปี อดีตนายทหารหนุ่มยศพันตรี เขามีปัญหาทางบ้านและหนีออกจากบ้านไปเป็นทหารและเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้วเขาก็ลาออกจากราชการ เดินทางมาเที่ยวทางภาคอีสานของประเทศสุวรรณภูมิ และได้ตกหลุมรักสาวเมืองอีสานจนไม่คิดกลับบ้านกลับช่องของตนอีกเลย เขาทำตัวให้หายสาบสูญไปจากความทรงจำของญาติพี่น้อง แต่เขาไม่คิดสนใจ เขาแต่งงานกับสาวอีสานคนหนึ่งชื่ออรพิน หญิงสาวบ้านนายากจน แต่หน้าตาน่ารักและขยันขันแข็ง ครอบครัวของอรพินมีลูกสาวสองคนเท่านั้น คนโตคืออนงค์ เธอแต่งงานกับคนเมืองแล้วไปอยู่กับสามี ไม่เคยกลับมาหาพ่อแม่อีกเลย

แต่ในวันแต่งงานของน้องสาว เธอกลับมาร่วมงานแต่งงานของน้องสาวกับนายทหารที่ปลดประจำการด้วยการลาออกอย่างนายสันต์ ดิวรางค์ ตอนนั้นมีเงินติดตัวเพียงแค่ 1 แสนบาท นับว่าเยอะมากในยุคนั้นแล้ว สันต์และอรพินแต่งงานกันแบบเรียบง่าย พ่อแม่ของอรพินเรียกสินสอดเพียง 10,000 บาทเท่านั้น แต่นั่นก็นับว่าเยอะมากสำหรับในยุคปู่ย่าแล้ว อนงค์มาเพื่อดูว่าน้องได้สินสอดเท่าไหร่ และแน่นอน เธอมาเพื่อยืมเงินนั้น แต่พ่อแม่ไม่ยอมให้เธอ เพราะมันคือเงินที่จะให้น้องสาวไปตั้งตัวนั่นเอง

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอนงค์ที่โกรธเคืองพ่อแม่ก็ไม่เคยมาเหยียบที่นี่อีกเลย จนพ่อแม่เสียชีวิตไป เธอก็ไม่กลับมาแม้ในงานศพของพ่อแม่เธอก็ไม่เลยสักวัน แม้อรพินจะส่งข่าวไปบอกทางพี่สาวแล้วก็ตาม นานวันเข้าจึงกลายเป็นความห่างเหินของสองพี่น้อง ตอนนี้ทั้งสองอยู่ในวัย 52 และ 50 ปี อรพินไม่รู้ว่าพี่สาวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง จะสุขสบายดีหรือไม่ แต่สำหรับเธอนั้นตั้งแต่มีลูก 3 คน และน้ำท่วมนาครั้งแล้วครั้งเล่าจนสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสิ้นเกือบจะหมดตัวอยู่แล้ว แต่ดีว่าสามีเป็นคนขยันและไม่นิ่งดูดาย เธอและสามีก็ทำงานรับจ้างไปวัน ๆ เท่านั้น เมื่อลูก ๆ ของทั้งสองโตขึ้น ต่างแต่งงานและแยกย้ายครอบครัวกันไปหมด แม้ที่นาตอนนี้จะเหลืออยู่ไม่มากแล้ว แต่ทั้งสองก็ไร้ทุนรอนที่จะทำมันอยู่ดี

สันต์และอรพิน สองสามีภรรยาวัยกลางคนกำลังเดินทางกลับจากไปดูที่นา ที่คิดว่าปีนี้น่าจะเริ่มทำนาได้เสียที แต่เพียงแค่คิดว่าพื้นที่นากว้างขวาง 50 ไร่ และทำเพียงสองคน และไม่มีทุนรอนอะไรเลย จะทำกันอย่างไรไหว

“รีบกลับเถอะพี่ ป่านนี้หนูอินจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้” เพราะเห็นว่าหลานตัวเล็กยังไม่ได้สติจากอาการป่วย ทั้งสองจึงปั่นจักรยานเก่า ๆ ไปนาด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ที่บ้านก็มีรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ และสามารถใช้งานได้อยู่ แต่เพราะเงินที่จะเติมน้ำมันมันไม่มี จึงได้แต่จอดมันทิ้งไว้ที่บ้านทั้งอย่างนั้น คิดว่าเพียงแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับ จึงไปกันสองคน แต่ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้วต้องรีบกลับให้เร็วที่สุด

“อืม” สันต์รับคำก่อนจะรีบปั่นจักรยานอย่างเร่งรีบ ไม่นานก็ถึงบ้านไม้ยกพื้นสูงตามแบบบ้านในชนบทแถบอีสาน เมื่อลงจากรถได้แล้ว อรพินรีบวิ่งขึ้นไปบนบ้าน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อินทัชเดินออกมาจากห้องนอนของตนเอง

บ้านหลังนี้มีห้องนอนเพียงสองห้องเท่านั้น ส่วนพื้นที่อื่น ๆ เป็นโถงกว้างไร้เครื่องเรือนอื่น ๆ นอกจากเสื้อและหมอนเขนยสามเหลี่ยมเท่านั้น ห้องนอนนั้นคือห้องของปู่ย่าและห้องของพ่ออินทัช แต่ตอนนี้มันคือห้องนอนของเขาแล้ว อันที่จริงบ้านหลังนี้แม้จะเก่าและโทรมไปบ้างแต่มันก็ถือว่าเป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง และใหญ่มากหากมันดูดีกว่านี้น่ะนะ

“ย่าจ๋า” เสียงเล็กแหบแห้งเล็กน้อย เอ่ยเรียกหญิงวัยกลางคนผิวกร้านแดดออกคล้ำ ผมยาวที่มัดเกล้าลวก ๆ ใบหน้ามีฝ่าหนาเตอะ แต่ยังบดบังความสวยงามเก่าก่อนไม่ได้ อรพินยิ้มกว้างเมื่อเห็นหลานชายตัวเล็กวัย 10 ขวบเดินออกมาแถมยังเอ่ยเรียกเธอเสียงใส

“หนูอินของย่าตื่นแล้วเหรอลูก ดีขึ้นแล้วเหรอ ทำไมออกมาจากห้องละ” ย่าอรเอ่ยถามหลานน้อยของเธออย่างห่วงใย

อรพินหรือย่าอรของหนูอินเอ่ยถามหลานชายตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ดีว่าตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมของโรงเรียนวัดใกล้บ้าน ตอนนี้หนูอินของย่าอรและปู่สันต์เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4 แล้ว แต่ตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันมาก เธอมองหลานน้อยพลางจับตัวมาวัดไข้ด้วยหลังมือหยาบกร้าน อินทัชรู้สึกสงสารสองปู่ย่าเสียจริง อายุก็ไม่เท่าไหร่ แต่การใช้ชีวิตทำให้ดูสูงวัยขึ้นกว่าอายุจริงเสียอีก

“หนูอินไม่เป็นอะไรแล้วจ้ะย่า แต่หนูหิว” เจ้าตัวน้อยร้องบอก ใบหน้าเล็กยกยิ้มอย่างน่าเอ็นดู แม้ร่างกายจะไม่อ้วนท้วน แต่ใบหน้าเล็กนั้นมีแก้มกลม ๆ ไม่หายไปไหน เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของคนเป็นย่าก็เริ่มเป็นกังวล เพราะอะไรนั้นอินทัชรู้ดี เพราะเงินไม่มี และอาหารก็แทบไม่มีเลย ไม่งั้นสองปู่ย่าจะผอมแบบนี้เหรอ เอาไงดีละอินทัช สองย่าหลานนั่งคุยกันไม่นาน ปู่สันต์ก็เดินขึ้นบ้านมาอีกคน

“ปู่จ๋า” เจ้าก้อนน้อยวิ่งเข้ามากอดเอว ชายวัยกลางคนย่อตัวลงมากอดร่างเล็กเอาไว้อย่างรักใคร่และห่วงใย

“ว่าไงหนูอินของปู่ ฟอด ๆ” สันต์หอมแก้มกลมหลายครั้งด้วยความรักและเอ็นดู หนูอินของปู่อายุ 10 ขวบแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดครบสิบขวบเดือนพฤษภาคมนี้ วันที่ 19 หลังเปิดเทอมสองวัน ซึ่งจะตรงกับวันเสาร์พอดี สันต์อยากให้หลานตัวน้อยมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่ตนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เงินเก็บก็หมดไปแล้ว ตอนนี้ก็มีแต่แรงกายเท่านั้น

“ปู่กับย่าเข้าไปในห้องของหนูหน่อยสิจ๊ะ” อินทัชตัดสินใจเล่านิทานให้ปู่กับย่าฟัง ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนเล็กของหลานน้อยด้วยกันอย่างไม่อิดออด

“มีอะไรเหรอลูก หนูอิน” อรพินถามหลานน้อยทันทีที่ทั้งสองนั่งอยู่ที่เตียงนอนหลังเล็กของหลานชาย อินทัช เรียกอาหารปรุงสำเร็จออกมาสามกล่องและมันยังร้อน ๆ อยู่เลย ทำเอาสองสามีภรรยาตาโตเบิกกว้างแทบจะหัวใจวายตายไปตรงนั้น อ้าปากค้างเหมือนจะถามแต่ถามไม่ออก โอเมก้าน้อยยิ้มกว้างออกมาก่อนจะพุ่งเข้ากอดคนเป็นปู่และย่าของตนเองอย่างออดอ้อน

“ย่าจ๋า ปู่จ๋า ค่อยถามนะจ๊ะ กินข้าวกินน้ำก่อนนะ หนูอินหิวแล้ว” อินทัชบอกออกไปน้ำเสียงเล็ก ๆ ใส ๆ ดวงตากลมโตสีอำพันกะพริบปริบ ๆ ช่างออดอ้อน ห้ามไม่ให้ถาม เพราะตอนนี้เขาหิวมาก ชายหนุ่มในร่างโอเมก้าน้อยทำหน้ายู่เข้าหากันอย่างน่ารัก ทำเอาสองปู่ย่าใจอ่อนยวบ ยอมทำตามที่หลานน้อยต้องการ

ข้าวกล่องที่เห็นคือทั้งสามกล่อง มันคือข้าวผัดกระเพราหมูสับพร้อมไข่ดาวนั่นเอง และยังมีน้ำ 3 ขวดและยังคงเย็นเจี๊ยบอยู่เลย ทั้งสามนั่งลงหน้าเตียงนอนของหลานน้อยพร้อมกับกินข้าวในกล่องที่พอเปิดฝาออกทำเอาท้องไส้ร้องครวญครางออกมาซะน่าอาย แต่ทั้งสามคนไม่ได้สนใจเริ่มลงมือทานข้าวไปด้วยกัน

“อื้ม อร่อย” ทั้งสองร้องออกมาเกือบพร้อมกัน ต่างคนต่างกินอาหารตรงหน้าอย่างเรียบร้อย โดยเฉพาะปู่ของเขา ด้วยสัญชาตญาณบางอย่างบอกกับอินทัชว่าปู่นั้นคงเป็นลูกหลานผู้ดีเก่าเป็นแน่ ปู่เป็นอีนิกม่าอัลฟ่า จัดว่าเป็นอัลฟ่าที่อยู่ในตระกูลผู้ดีระดับสูงเท่านั้น ไม่งั้นคงไม่มีสง่าราศีขนาดนี้แน่ ๆ

“อร่อยไหมจ๊ะ” โอเมก้าน้อยเงยหน้ามองสองปู่ย่า ก่อนจะถามออกไป มือน้อย ๆ หยิบขวดน้ำส่งให้ปู่เปิดให้

“อืม อร่อยสิลูก” ทั้งสองน้ำตาคลอตอบเกือบพร้อมกัน มือหนารับขวดน้ำมาเปิดให้หลานน้อยอย่างไม่อิดออด ก่อนจะเปิดให้กับคู่ชีวิตด้วยเช่นกัน

โอเมก้าน้อยยิ้มรับอย่างพอใจ ทั้งสองกินข้าวจนอิ่ม ตบท้ายด้วยผลไม้ราคาแพงที่หายากในสมัยนี้ อย่างแอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่ และฝรั่งไร้เม็ด ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับชายหญิงวัยกลางคนทั้งสอง

“เอาละ พร้อมจะฟังหนูหรือยังจ๊ะ” อินทัชถามออกไป พร้อมกับย้ายที่นั่งกันไปที่เตียงของอินทัชอีกครั้ง ทั้งสองพยักหน้ารับคำพร้อมที่จะรับฟังสิ่งต่าง ๆ ที่หลานจะเล่าให้ฟังแล้ว

“ปู่กับย่าก็รู้ว่าหนูป่วยเพราะอะไรใช่ไหมจ๊ะ” อินทัชถามเกริ่นนำ ดวงตากลมโตสีอำพันจ้องมองสองปู่ย่ายิ้ม ๆ

“ปู่รู้ หนูหกล้มหัวชนขอบอ่างบัวหน้าบันไดบ้านตอนพ่อของหนูกลับมาครั้งล่าสุด” ปู่บอกออกมาสีหน้าเจ็บปวด

นั่นเพราะว่า เจ้าลูกชายไม่เอาไหนคนนั้นบอกว่าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกหากพ่อแม่ไม่ขายที่เพื่อเอาเงินมาให้ตนเองไปทำทุน เขาจำได้ดีว่าวันนั้น เจ้าอรัญสะบัดมือที่หนูอินจับเอาไว้ไม่ยอมปล่อย จนโอเมก้าตัวน้อยล้มลงหัวฟาดขอบอ่างมันยังไม่สนใจเลย นั่นยิ่งทำให้สันต์เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม

“นั่นแหละจ้ะ ตอนที่หนูอินไม่รู้สึกตัวหลายวันนั้น หนูอินไปเที่ยวที่หนึ่งมาจ้ะ” อินทัชหยุดไปนิดหนึ่งมองสีหน้าทั้งสอง ทั้งสองขมวดคิ้วมุ่น

“หมายความว่า ตอนนั้นที่หลานป่วยหนักไม่ได้สติหลายวัน วิญญาณของหลาน….” คนเป็นย่าเอ่ยถามเสียงสั่น น้ำตาคลอ นึกหวาดกลัวว่าหลานน้อยจะเป็นอะไรไป หลานตัวน้อยคนเดียวทำไมเธอจะไม่รัก เลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะเลยก็ว่าได้

“จ้ะ หนูเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วย ตอนนั้นหนูก็ไม่เข้าใจ แต่คิดไปว่าตัวเองทำไมมีสองคน หนูอินเดินตามใครไปก็ไม่รู้ เขาใส่ชุดสีแดงจ้ะ เขามาชวนหนูไป แล้วเขาก็พาหนูอินไปที่แปลก ๆ เขาบอกว่าที่นี่เป็นอนาคตจากตอนนี้ราว 5,000 กว่าปี ตอนนั้นหนูอินตกใจมากจ้ะ หนูอินเลยจะหนีกลับบ้านมาหาปู่กับย่า หนูกลัวมากเลย” เจ้าตัวเล็กโผกอดคนเป็นปู่แน่น มือหนาลูบหัวกลมปลอบใจ ร่างเล็กบอบบางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

“ไม่ต้องกลัวแล้ว หลานอยู่กับปู่กับย่าที่นี่แล้วนะ” สันต์ก็ใจสั่นกลัวไม่ต่างกัน เขาคิดว่าหากหลานไม่ตื่นขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่พอเป็นแบบนี้เขาก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาได้บ้าง

“จ้ะปู่” เจ้าตัวเล็กผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่น ก่อนจะยืดตัวขึ้นเหมือนทำใจก่อนจะเปิดปากเล่าต่อ

“แต่คนชุดแดงบอกว่าจะพาหนูไปเที่ยวเฉย ๆ หนูเลยตามเขาไป หนูอินถามว่าหนูอินตายแล้วเหรอ เขาบอกว่ายัง แล้วไม่พูดอะไรอีก” เรื่องที่อินทัชเล่าคือเรื่องที่เขาเจอก่อนที่จะมาอยู่ในร่างนี้ แต่ต่างกันตรงที่ ตอนนั้นเขาพาอินทัชย้อนเวลาไม่ใช่ไปอนาคต

สองปู่ย่านิ่งเงียบ คิดไปว่าหลานตายแล้วฟื้นแน่ ๆ และเขาสองคนเชื่อหลานชาย เพราะตั้งแต่เลี้ยงมาหลานตัวน้อยไม่เคยพูดโกหกเลยสักครั้ง จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะเชื่อหลานน้อยของเขา

“แล้วยังไงต่อลูก” ปู่สันต์ถามออกมา

“เขา พาหนูไปเที่ยวทั่วเลย ตอนนั้นหนูอินมีความรู้สึกว่าหนูโตขึ้นและได้เป็นทหารด้วย ในความรู้สึกเหมือนมันนานมาก จนเขาพากลับมาก่อนกลับเขาให้ไอ้นี่มาจ้ะ บอกว่ามันคือของขวัญจากอนาคต ตอนแรกหนูอินก็ว่ามันเป็นแค่กำไลแปลก ๆ สีเงินเท่านั้น และไม่ได้สนใจมันจนเขาพาหนูอินมาส่ง และบอกว่า มันช่วยหนูอินได้และกำไลนี้เขาเรียกว่า ริสแบนด์ ในอนาคตราว ๆ ปี 2006 จะเริ่มมีของแบบนี้ออกมาขายในวันสำคัญ ๆ จ้ะ” อินทัชบอกออกไปตามที่ทีโอบอกเขา จากการศึกษาข้อมูลโลกนี้ล่วงหน้า

“อ่า แล้วมันทำอะไรได้บ้างละ เจ้า….ริสแบนด์นี่นะ” ปู่สันต์ถามออกมาสายตาก็จับจ้องกำไลสีเงินของหลานน้อยไม่วางตา

“อ้อ กำไลนี่นะเหรอจ๊ะ มันคือกำไลอัจฉริยะ ปู่ย่าดูนี่นะ” ว่าแล้วอินทัชก็เอามือแตะที่ตัวริสแบนด์ ภาพหน้าจอสีฟ้าเขียวก็ปรากฏให้เห็น ทำเอาทั้งสองตกใจอีกรอบ แต่คราวนี้ยังพอตั้งสติได้

“และในกำไลนี้มีมิติพิเศษอยู่ด้วยจ้ะ หนูอินเรียกมันว่ามิติหลุมดำ ปู่กับย่าไปกับหนูนะจ๊ะ” ว่าแล้วเจ้าตัวเล็กก็จับมือทั้งสองเอาไว้พาเข้าไปในมิติของตนเองทันที ทำเอาสองผู้เฒ่าหลับตาปี๋ด้วยความตก

แต่ได้ยินเสียงใส ๆ ของหลานตัวน้อยเรียกสติให้ทั้งสองลืมตาขึ้น ทันทีที่เปิดตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือบ้านเรือนไทยหลังใหญ่แต่เป็นแบบชั้นเดียวไม่ได้ยกพื้นสูงมาก และรอบ ๆ เป็นสวนสวยและที่สำคัญตรงหน้าพวกเขาคือน้ำพุสีฟ้าใสที่ส่งกลิ่นหอมออกมาอ่อน ๆ คล้ายกลิ่นใบเตยหอมผสมดอกบัวก็ไม่ปาน ทั้งสองเบิกตากว้าง เพราะสิ่งที่เห็นมันสวยงามเกินจะบรรยาย

“ยินดีต้อนรับปู่ ย่าสู่มิติหลุมดำของหนูอินจ้ะ” อินทัชผายมือไปทางบ้านเรือนไทยหลังงามของเขาทันที สองปู่ย่ายิ้มกว้างให้หลานชายตัวน้อย ก่อนจะเดินตามหลานชายเข้าไปในนั้น เรียกได้ว่าอินทัชพาทั้งสองเดินชมบ้านของเขา จนมาหยุดที่ประตูสีขาวบานหนึ่งทางลงห้องใต้ดิน

“ตรงนี้คือประตูทางลงไปห้องเก็บของใต้ดินจ้ะ” อินทัชบอกออกไป ก่อนเปิดประตูสีขาวทันทีที่เปิดประตูอ้าออก ไฟที่บันใดก็ติดขึ้นมาให้แสงสว่างทันที ทำเอาคนทั้งสองอ้าปากค้างกับความแปลกใหม่ที่กำลังพบเจอ ยุคนี้แม้จะมีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ใช่ว่าจะมีทุกบ้านซะที่ไหนละ อย่างหมู่บ้านที่ทั้งสองอาศัยอยู่นี้ไฟฟ้าก็ยังเข้าไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ พวกเขายังต้องใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดหรือไม่ก็เทียนไข ที่หาซื้อง่ายที่สุด เพราะทุกบ้านจะมีหิ้งพระไว้บูชานั่นเอง

“มาจ้ะย่า ปู่ ตามหนูอินมาเลยจ้ะ” ว่าแล้วเจ้าอินตัวน้อยก็เดินนำหน้าสองปู่ย่าลงไปตามบันไดสู่ห้องเก็บของใต้ดิน เมื่อมาถึงก็เจอเข้ากับห้องนั่งเล่นเหมือนกับห้องนั่งเล่นของบ้านด้านบนไม่มีผิด

“ปู่ ย่า นั่งก่อนจ้ะ” อินทัชบอกคนทั้งสอง ส่วนตัวเองก็นั่งลงตรงกลางระหว่างปู่ย่าของตนเอง

“ที่นี่เย็นสบายดีนะหนูอิน” ย่าอรบอกออกมา เธอหันมองรอบกายและรอบด้านมีแต่ผนังที่ทำจากอะไรสักอย่างเหมือนจะเป็นเหล็กสีเงิน และมีชั้นวางของรอบ ๆ ประดับประดาไปด้วยสิ่งของแปลกตามากมายที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนปู่นั้นก็มองไปรอบ ๆ อย่างสนใจใคร่รู้ สิ่งที่เห็นนั้นมันคือสิ่งที่มาจากยุคดวงดาว ที่ไม่มีในโลกนี้เสียส่วนใหญ่ อย่างปืนหน้าตาแปลก ๆ และมีดสั้นมีดยาวทีี่รูปร่างของมันก็ดูทันสมัยมาก ๆ รวมไปถึงนาฬิกาข้อมือที่มีอยู่หลายเรือนด้วยกัน

“คิก ๆ ย่าอร ปู่สันต์ ดูนี่นะจ๊ะ” อินทัชเรียกให้ทั้งสองหันมามองตนเอง ก่อนที่หน้าจอสีฟ้าจะปรากฏ

“ทีโอ เปิดห้องเก็บทองคำและเหล่าอัญมณีหลากสีให้หน่อย” อินทัชบอกออกไป

(รับทราบครับบอส) แต่ยังไม่ทันทีที่ทีโอจะเปิดประตูที่ว่านั้นออก เสียงของใครอีกคนดังขึ้นทำเอาสองปู่ย่าหันมองไปรอบกายอย่างตื่นตกใจ

“ไม่ต้องตกใจไปจ้ะ นั่นคือผู้ช่วยอัจฉริยะของหนูอินเองจ้ะ เขาชื่อทีโอ” อินทัชรีบบอกพลางผายมือไปทางมุมห้อง ก็ปรากฏร่างสูงสมส่วนในแบบของคนที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ หน้าตาหล่อเหลา ที่อยู่ในชุดสูทสีดำ

“สวัสดีครับคุณท่านทั้งสอง ผม ทีโอ เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่มากับมิติของบอสครับ” ทีโอแนะนำตัวให้ทั้งสองได้รู้จักเขาพร้อมกับโค้งให้อย่างสวยงาม

“อ่า พ่อหนุ่ม หน้าตาดีมากเลย เขาเป็น….”

“ทีโอเป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะที่มีสมองกลใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด และมีร่างกายเป็นแอนดรอยด์สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ในยุคดวงดาวจ้ะ” อินทัชอธิบายคร่าว ๆ เขาแน่ใจว่าปู่ของเขาต้องเข้าใจแน่ ๆ เพราะปู่อาจจะเป็นต้นกำเนิดตระกูลดิวรางค์ที่เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ด้านเครื่องกลและสมองกลอัจฉริยะก็เป็นได้

“อ่า มิน่า ถึงไม่มีแววตา แต่ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะคิดว่าเป็นมนุษย์จริง ๆ เลยนะ ถ้าดัดแปลงตรงตาอีกนิด ทีโอก็คือมนุษย์ดี ๆ นี่เอง” อินทัชว่าแล้วว่าปู่ต้องเข้าใจ คนตระกูลดิวรางศ์จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อยุคดวงดาว ตระกูลนี้คือตระกูลที่เป็นผู้บุกเบิกเรื่องสมองกลของเหล่าเอไอรุ่นใหม่นี่น่า

“ปู่ทำได้เหรอจ้ะ” หนูอินตัวน้อยรู้สึกตื่นเต้นไปกับสิ่งที่คนเป็นปู่พูด

“เอ่อ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ที่นี่มีห้องทำงานให้ปู่ไหมละ” สันต์ถามออกไปอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก

“แน่นอนครับคุณท่าน ที่นี่มีห้องแลปสำหรับการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ครับ” ว่าแล้วทีโอก็หันไปขออนุญาตเจ้านายทันที อินทัชพยักหน้าอนุญาตประตูห้องสีดำก็เปิดออก ภายในนั้นคือห้องแลป ที่มีไว้ทำสิ่งประดิษฐ์ของอินทัชที่มันอยู่ในมิติหลุมดำอยู่ก่อนแล้ว

“โอ้ นี่มันสุดยอดไปเลยหลานปู่” ว่าแลวก็ก้มหอมแก้มกลมของหลานตัวน้อยของเขา

“พี่ทำได้จริง ๆ เหรอจ้ะ” ย่าอรถามออกมาเพราะสามีของเธอไม่เคยบอกอะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาก่อน

“ทำได้สิ พี่นะจบทางด้านนี้มานะ เอ่อ พี่ไม่ได้บอกกับอรเรื่องที่พี่เรียนจบปริญญาตรีด้านเครื่องยนต์กลไก พี่ขอโทษนะ ก็มันไม่จำเป็นที่จะต้องใช่ที่นี่ พี่เลยไม่ได้พูดเล่าให้ฟังนะสิ” ปู่สันต์รีบหันมาทางย่าอรก่อนจะเอ่ยขอโทษอย่างสำนักผิด ที่ปิดบังเรื่องของตนเอาไว้

“เฮ้อ จะว่าไป มันก็จริงนะที่เราอยู่ที่นี่ มันไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องที่พี่เรียนมา แต่อย่างน้อย พี่น่าจะได้ทำงานที่ดีกว่าจะมาจมปลักอยู่กับคนแบบฉันนะ” เหมือนย่าอรจะนอยแล้วละ

“ย่าจ๋า” ร่างเล็กโผกอดร่างอวบเล็กน้อยของผู้เป็นย่า คล้ายกอดปลอบใจ

“ย่าอย่าคิดมากนะจ๊ะ ปู่รักย่ามากนะ อินรู้” เจ้าอินตัวน้อยเอ่ยปลอบคนเป็นย่าของเขา

ย่าอรเป็นหญิงสาวอัลฟ่าชนชั้นแรงงาน แต่ปู่เป็นอีนิกม่าอัลฟ่าชนชั้นผู้นำ พ่อของอินทัชเป็นอีนิกม่าผสมที่แม้จะไม่ใช่สายเลือดแท้แต่มีสายเลือดความบริสุทธิ์ถึง 75% เลยทีเดียว ส่วนน้องชายและน้องสาวคนหนึ่งเป็นเบต้า อีกคนเป็นโอเมก้า แต่เมื่อพ่อของอินทัชอยู่กินกับแม่ของอินทัชที่เป็นทรูอัลฟ่าที่เป็นสายเลือดแท้ ทำให้อินทัชนั้นกลายเป็นควีนโอเมก้า ซึ่งเรื่องสายเลือดพวกนี้มันช่างละเอียดอ่อนจนอินทัชยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน

“ย่าไม่เสียใจ และไม่โกรธปู่ของหนูอินหรอกนะ ฉันไม่โกรธพี่หรอกจ้ะ ว่าแต่ประตูสีทองนั่นอะไรละ” เหมือนทุกคนจะลืมไปแล้ว

“อ่า มาดูกันเลยจ้ะ” ว่าแล้วอินทัชก็ผละตัวออกมาจากตัวของย่าแล้วเดินนำไปที่ประตูสีทองนั้นทันที

“โอ้คุณพระ!!” ทั้งสองเห็นแล้วต่างตาโตเบิกกว้าง อ้าปากค้าง เพราะสิ่งที่เห็นนั้นคือ ทองคำกองอยู่เป็นภูเขา มันถูกหลอมเป็นแท่งเรียบร้อยแล้ว วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สูงเท่าภูเขาได้มั้ง และยังมีกองภูเขาเหล่าอัญมณีมากมายหลายกองด้วยกัน สองปู่ย่ามองสมบัติของหลานชายอย่างตื่นเต้นเกือบลืมหายใจ

“หลานคิดจะเอาไปขายใช่ไหม” คนเป็นปู่ถามขึ้นเหมือนรู้ใจหลานน้อยของตน เจ้าตัวเล็กฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างร่าเริง

“ใช่จ้ะ” เสียงสดใสตอบรับอย่างรวดเร็ว

“แล้วอีกประตูขาวละลูก หนูอิน” ใช่ยังเหลืออีกหลายประตู อินทัชมองไปที่ประตูสีขาวก่อนจะสั่งให้เปิดประตู

"นี่คือห้องรักษาหรือว่าห้องพยาบาลจ้ะ มันจะมีเครื่องมือในยุคดวงดาว ที่นี่ทีโอทำได้ทุกอย่างจ้ะ" อินทัชตอบ ก่อนจะสั่งเปิดห้องประตูสีแดง และถัดไปเป็นประตูสีฟ้า

“ในห้องนี้คือพวกแร่หายากครับ แร่ที่ไม่มีอยู่ในโลกนี้อย่างแร่แอนเที่ยมแร่พิเศษที่ทำชุดนักรบจำนวน 1,000 ล้านตัน แร่แกรมเมอร์ไนท์ หรือหินพลังงานมีทั้งหมดสามระดับ จำนวน 200 ล้านก้อน และแร่ที่มีอยู่ในโลกนี้อย่างแร่เงิน แร่ดีบุก แร่ทังสแตน อย่างละ 100 ล้านตันครับ และยังมีผ้าพับที่ทำจากใยแมงมุมอวกาศอีกราว 100 ล้านพับ มีทั้งหมด 20 สี แร่แอนเที่ยมนั้นใช้ทำอาวุธ และชุดนักรบพวกนั้นครับ” ทีโอรายงาน ส่วนอินทัชชี้ไปให้ดูชุดนักรบที่อยู่ในตู้โชว์ สองปู่ย่าหันไปมองตามนิ้วเล็ก ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ

“ส่วนประตูสีฟ้านั้น คือห้องที่ใช้เก็บน้ำโพชั่น หรือก็คือน้ำยาที่สามารถรักษา ฟืนฟู เพิ่มพลัง ให้กับร่างกายได้ มีตั้งแต่ระดับต่ำ กลาง สูงและ พิเศษจ้ะ” อินทัชบอกทุกเรื่องราวจนหมด ก่อนที่พวกเขาจะพากันขึ้นไปชั้นบนและไม่นานก็พากันออกไปด้านนอกมิติด้วยกัน และนี่คือชีวิตใหม่ของอินทัชที่กำลังจะดำเนินต่อไปในภายภาคหน้า

ชีวิตใหม่ของอินทัชและมิติหลุมดำ-2-

ตอนที่ 3 ชีวิตใหม่ของอินทัชและมิติหลุมดำ-2-

หลังออกมาจากมิติมาแล้ว ก็พบว่าเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็นตะวันใกล้จะลาลับขอบฟ้าแล้ว ปู่สันต์จึงหาตะเกียงน้ำมันก๊าดมาจุด วางบนโต๊ะใต้หิ้้งพระ ที่มันคือเฟอร์นีเจอร์ชิ้นเดียวในบ้านที่มีจานชามกระเบื้องพอมีราคาและมีอะไรอีกไม่รู้สองสามอย่างที่โชว์เอาไว้พองาม ทำให้พอมีแสงสว่างได้บ้าง ส่วนย่าก็เอาตะเกียงอีกอันมาพาหลานน้อยไปอาบน้ำที่บ่อหลังบ้านห่างออกไปเล็กน้อย หลังบ้านพอลงบันไดมาแล้วจะเจอห้องสวมก่อนจะเดินไปบ่ออาบน้ำ

“ย่าจ๋า ทำไมไม่ทำห้องน้ำบนบ้านละจ้ะ อยู่ข้างล่างนี้น่ากลัวออก” ปกติอินทัชก็เป็นคนกลัวความมืดเหมือนกับอินทัชเจ้าของร่างไม่มีผิด แม้เขาจะเป็นทหารใช่ว่าเขาจะไม่มีอะไรที่เขาไม่กลัว และสิ่งที่กลัวแต่ไม่ถึงกับกลัวมาก ๆ จนทำอะไรไม่ได้นั้นคือความมืด และอินทัชคนใหม่นั้นก็ไม่เคยได้ยินเสียงสรรพสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยในชนบทแบบนี้ เพราะยุคดวงดาวไม่มีให้ได้ยิน แม้ในตอนแรกจะชอบ แต่พอหนักเข้า อินทัชกลับรู้สึกรำคาญ เลยแผ่พลังจิตกระตุ้นให้พวกมันกลัวและลดเสียงลง

“ไม่มีเงินจะทำแบบนั้นหรอกลูก” และนี่คือคำถามที่หลานตัวน้อยถามเธอมาแล้วหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน ใช่จะมีแค่ครั้งนี้เสียที่ไหน

“อ้าว เหรอจ๊ะ" เจ้าตัวทำหน้ายู่เหมือนจะโทษว่าไม่น่าถามเลย

"งั้นกลับขึ้นบ้านเถอะจ้ะย่า หนูหนาวแล้ว” อินทัชถูกห่อด้วยผ้าขนหนูผืนเก่า ๆ ส่วนด้านในนั้นว่างเปล่า ส่วนย่านั้นนุ่งผ้าถุงกระโจมอก แล้วมีผ้าขนหนูผืนน้อยคลุมไหล่ ถือตะเกียงน้ำมันมือหนึ่งจับจูงหลานน้อย แต่หนูอินเอาตะเกียงเจ้าพายุแบบโซล่าเซลล์ออกมาให้ย่า แสงสว่างมากกว่าตะเกียงร้อยเท่า เกือบจะเท่ากลางวันเลยมั้ง ทำเอาคนเป็นย่ายิ้มกว้างออกมา อินทัชจึงเก็บตะเกียงที่ดับเรียบร้อยแล้วเข้าไปเก็บในกำไล สองย่าหลานเดินขึ้นบ้านจากบันไดหลังบ้านด้วยกัน

เมื่อขึ้นบันไดไปแล้ว ย่าก็เอาบันไดขึ้นมาวางบนชานบ้าน ทำให้อินทัชไม่เข้าใจ ว่าทำไมจะต้องเก็บบันไดขึ้นมาด้วย เหมือนย่าจะรับรู้สายตาของหลานชาย

“ป้องกันคนขึ้นบ้านเราไงละลูก” ย่าอรอธิบายให้เด็กน้อยวัยสิบขวบได้ฟัง เจ้าตัวน้อยพยักหน้าจนผมที่เกล้าขึ้นเป็นมวยกระจายออกอย่างน่ารัก

“อ๋อ” เสียงตอบรับสดใสกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้ย่าอรยิ้มดีใจกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของหลานน้อยของเธอ

“ขึ้นมาแล้วก็ไปแต่งตัวซะหนูอิน ปากเขียวแล้วนั่น” คนเป็นปู่เดินเข้ามาดึงหลานเข้าไปแต่งตัวในบ้าน ปล่อยให้ภรรยาเดินตามหลังมาก่อนจะปิดประตูหลังบ้านอย่างแน่นหนาแล้วเดินตามสามีไป

“มานั่งนี่ ปู่หวีผมให้” โอเมก้าน้อยวัยสิบขวบนั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเก่า ๆ ในห้องนอนของตนเอง บนโต๊ะนั้นมีเพียงหวีเก่า ๆ หนึ่งอัน แป้งเด็กกระป๋องน้อยหนึ่งกระป๋อง และมีน้ำมันสีเหลือง ๆ หนึ่งขวดเท่านั้น

นั่นมันเมื่อก่อนตอนนี้อินทัชนำของที่เขาเคยใช้มาวางไว้เต็มไปหมด หวีเขาก็เปลี่ยนใหม่แล้วเหมือนกัน หลังจากใส่เสื้อผ้าชุดนอนชุดใหม่สีฟ้าลายการ์ตูนน่ารัก ที่เขาเอาออกมาจากในกำไลของเขา ถามว่าทำไมในกำไลถึงมีชุดเด็กแบบอินทัชตอนนี้ ตอบเลยว่าเพราะเขาเป็นคนที่ชอบซื้อของไปบริจาคให้กับบ้านเด็กกำพร้านะสิ อย่าลืมว่าโลกก่อนอินทัชโตมาจากบ้านเด็กกำพร้า เขาเลยไม่เคยลืมบ้านที่เลี้ยงเขามา นั่นจึงทำให้ในกำไลจึงมีของใช้เด็กตั้งแต่อายุแรกเกิดจนถึงอายุ 20 ปีก็มี

เสื้อผ้าของเขาตอนอายุ 26 ปี แต่เป็นชุดลำลองที่ตัวใหญ่ ขนาดปู่ใส่ยังพอดีเลย นั่นหมายความว่าปู่ของอินทัชนั้นมีความสูงที่พอ ๆ กับอินทัชในโลกก่อนเลยละ และยังมีชุดเสื้อผ้าลำลองของผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดของโลกก่อนก็มี ก็บอกแล้วว่าเขาชอบซื้อไปบริจาคจะแปลกอะไรถ้ามันจะมีของทุกอย่างครบ เพราะแบบนี้เขาจึงเอาชุดนั้นมาใส่ในตอนนี้อย่างไรละ

“เสื้อผ้าของย่าอยู่นี่จ้ะ” อินทัชบอกออกไปเมื่อตัวเองแต่งตัวพร้อมกับหวีผมเสร็จแล้ว ย่าอรมองมาที่หลานน้อย เธอเห็นชุดใหม่ที่อินทัชอุ้มไว้ในอ้อมแขนเล็ก ๆ นั้นก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูหลานของเธอ ก่อนจะเหลือบมองไปที่สามีที่ตอนนี้อยู่ในชุดนอนแบบคนมีเงินใส่ในเมืองใส่กัน

“ชุดนี้” อรพินถามออกไป

“ชุดที่อยู่ในกำไลหนูอินไง หลานเอาออกมาให้พี่ใส่นะสิ เขาบอกว่ามันคือชุดที่คนคนนั้นให้ไว้มาพร้อมกับกำไลนั่นนะ มีของใช้ของเด็กตั้งแต่อายุแรกเกิดจนคนโตแบบเราด้วยนะ” สันต์เล่าให้ภรรยาฟังตามที่หลานน้อยได้เล่าให้เขาฟัง

“ดีจริง ๆ ขอบใจนะลูก” ย่าอรนั่งลงรับเสื้อผ้าจากหลานน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนในห้องนอน ก่อนจะออกมาย่าก็ใส่ชุดนอนสีเดียวกับปู่แต่เป็นชุดแบบผู้หญิง

“โห ย่ากับปู่หล่อสวยมากเลยจ้ะ” โอเมก้าน้อยร้องออกมาอย่างดีใจ และปลื้มใจก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดทั้งสองเอาไว้ ก่อนจะเอาชุดแปรงสีฟันและยาสีฟันออกมา พร้อมกันนั้นก็เอาข้าวกล่องที่มื้อนี้มีหลายกล่อง เพราะเป็นอาหารชุดที่มีแกง ผักสดและน้ำพริกอีกด้วย

“กินข้าวกันก่อนนะจ๊ะปู่ ย่า แล้วนี่ยาสีฟัน กับแปรงจ้ะ” อินทัชบอกด้วยรอยยิ้มอีกเช่นเคย ทั้งสองยิ้มกว้างให้กับความเอาใจใส่ของหลานชายโอเมก้าตัวน้อยของพวกเขา ทั้งสามนั่งกินข้าวด้วยกันที่เสื้อกลางบ้านที่ใช้เป็นที่รับแขกและนั่งเล่น รวมถึงเป็นที่นั่งกินข้าวไปในตัว เมื่อเสร็จแล้วทั้งสามก็ไปแยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง อินทัชวิ่งเข้าห้องของปู่ย่า ก่อนจะวิ่งออกมา และเข้าห้องตนเองไป

“เจ้าตัวแสบเข้าห้องปู่ทำไม” สันต์ถามออกไป แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหลานชาย ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปและพบว่า หลานน้อยได้เปลี่ยนเบาะปูนอนให้ใหม่ พร้อมเครื่องนอนอย่างอื่นด้วย ทำให้สันต์ยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะจับมือภรรยาเดินเข้าห้องนอนไปด้วยกัน

“พี่สัน” อรพินเอ่ยเรียกสามีเมื่อนั่งลงที่เตียงที่มีเบาะหนานุ่มพร้อมเครื่องนอนใหม่ด้วยกัน

“หือ มีอะไรเหรอ” สันต์ถามภรรยารักเบา ๆ

“ตั้งแต่หนูอินตื่นขึ้นมา หลานของเราก็ดูจะสดใสขึ้น และไม่ได้มีแววตาที่เศร้าสร้อยอีกแล้วนะจ๊ะพี่” อรพูดขึ้นพลางยิ้มกว้างออกมา

“อืม พี่เห็นแล้ว แล้วอรคิดว่าดีไหมล่ะ” สันต์ตอบ

“ดีสิพี่ ฉันนะดีใจมากที่หลานไม่เป็นอะไร แม้เราจะมีหลานหลายคน แต่คนพวกนั้นไม่พาหลานมายุ่งเกี่ยวกับคนจน ๆ แบบเรา มีแต่เจ้าหนูอินของเราคนเดียวนี่แหละจ้ะที่เราต้องรักเขาให้มาก ๆ กว่านี้ ความลับของหลานเราจะต้องเก็บเอาไว้ให้เงียบที่สุดนะจ๊ะพี่” อรพินพูดออกมา

“ใช่ อรพูดถูก เราจะต้องรักหนูอินให้มาก ๆ ให้เหมาะสมกับที่หลานกลับมาอยู่กับเราอีกครั้ง” สันต์พูดจบก็กอดภรรยาเอาไว้

“พี่สันต์ดูนี่สิ หนูอินให้ฉันมา แล้วบอกวิธีใช้ให้ด้วย” อรพินหยิบขวดแก้วสีใสขนาดไม่ใหญ่มากด้านในนั้นมียาเม็ดสีฟ้าใส ๆ จำนวนมาก

“ยาอะไรเหรอ” สันต์ถามออกไป ดวงตาคมก็มองไปยังขวดโหลใบน้อยในมือภรรยา

“ยาบำรุงร่างกาย เราต้องกินยาตัวนี้ด้วยกันจ้ะ หลานให้กินคนละสองเม็ดก่อนนอน และนี่น้ำที่หลานเอาออกมาให้เรากินพร้อมยาจ้ะ” อรบอกกับสามีออกไปตามที่หลานแนะนำ

“อืม พี่เข้าใจแล้ว” สันต์ตอบรับก่อนจะรับยาเม็ดใส ๆ สีฟ้ามาสองเม็ดพร้อมกับน้ำหนึ่งขวด ทั้งสองกินยาเม็ดใสสีฟ้าด้วยกัน ก่อนจะพากันนอนลงและหลับไปในที่สุด

ยาที่อินทัชให้มาคือน้ำโพชั่นระดับต่ำนั่นเอง เขาให้ทีโอดัดแปลงให้เป็นเม็ดซอฟเจลสีฟ้าใส บรรจุในขวดโหลใบน้อยขนาด 100 เม็ด ให้กินวันละสองเม็ดเท่ากับหนึ่งหลอดของโพชั่นระดับต่ำ จะได้บำรุงร่างกายให้ย่าและปู่ของเขาแข็งแรง ผิวพรรณจะได้ดีขึ้นและสวยหล่อขึ้นกว่านี้ ที่สำคัญทั้งสองจะได้ไม่เป็นโรคร้ายอีกต่อไป และจะได้อยู่กับอินทัชนาน ๆ นั่นเอง

เช้าวันต่อมาอินทัชตื่นเช้ากว่าปกตินิดหน่อยเพราะจะต้องเอาของออกมาไว้ในห้องครัวให้ย่าบางส่วน และจัดโต๊ะอาหารตรงโถงหน้าห้องนอน บ้านหลังนี้นั้นมีลักษณะเป็นบ้านแบบทางอีสาน บ้านยกพื้นสูงราวสองเมตรเห็นจะได้ทำลดลั่นตามความเหมาะสม ส่วนหน้าที่เป็นระเบียงจะต่ำลงไปเล็กน้อย บันไดจะอยู่ด้านขวามือของตัวบ้าน (หันหน้าเข้าหาบ้าน) พอขึ้นบันไดมาเจอระเบียง ด้านขวามือจะเป็นประตูสองบานขนาดใหญ่ ปกติปู่ย่าจะเปิดแค่บานเดียว พอผ่านประตูเข้ามาก็จะเจอโถงโล่ง ๆ ด้านซ้ายมือก่อนถึงห้องสองห้องเป็นโถงเล็ก ๆ เป็นมุมนั่งเล่นและรับแขก ซึ่งตอนนี้ก็มีเพียงเสื่อหนึ่งผืนและหมอนสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ย่าทำขึ้นมาเอง ถัดจากโถงรับแขกก็จะเป็นห้องนอนของปู่กับย่าและห้องของหนูอิน

ซึ่งห้องนอนสองห้องจะหันหน้าไปทางด้านขวาของบ้าน ที่เป็นโถงยาวที่เปิดประตูมาเจอตอนแรก ๆ นั่นแหละ ประตูห้องครัวจะอยู่ตรงกลางที่ผนังกั้นห้องครัวกับห้องโถงด้านหน้า ห้องครัวนั้นจะกว้าง 2.5 เมตรและยาวตามความกว้างของตัวบ้าน คือบ้านนั้นกว้างราว ๆ 6 เมตร ถือว่ากว้างพอสมควรสำหรับคนชนบท และมีประตูสำหรับออกไปนอกชานโล่ง ๆ นั้น ประตูด้านหลังนั้นจะเยื้อง ๆ กับประตูกลางไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย โถงครัวถือว่าโล่งมาก มุมด้านขวาย่าเอาไว้ทำครัวและด้านซ้ายจะวางของอะไรก็ไม่รู้เยอะไปหมด พอเราออกจากประตูด้านหลังนั้นจะเจอเข้ากับนอกชานโล่ง ไม่มีอะไรกั้นริม ๆ เลยกว้างราว ๆ 2.5 เมตร ย่าทำเป็นที่สำหรับล้างจาน ตรงนอกชานบ้านนั้นจะมีโอ่งดินเผ่าขนาดจุน้ำได้ประมาณ 50 ลิตรเห็นจะได้วางอยู่หนึ่งใบ พร้อมกับถึงพลาสติกสีดำขนาด 20 ลิตรสองใบวางอยู่ข้างกัน และทุกใบมีน้ำเต็มหมดแล้ว เพราะปู่เป็นคนตักมาเติมให้ตั้งแต่เมื่อคืน ข้าง ๆ กันนั้นก็มีกะละมังสังกะสีเคลือบสีขาววางอยู่สองใบ ซึ่งสองใบนั้นมีขนาดต่างกัน ใบหนึ่งน่าจะไม่เกิน 15 นิ้ว อีกใบนั้นราว ๆ 20 นิ้วเห้็นจะได้ มีไว้สำหรับล้างจาน และมีอีกหลายใบแขวนไว้ข้างฝาคงมีไว้สำหรับซักผ้าละมั้ง อินทัชคิด

เมื่อออกมาที่นอกชานบ้านแล้วจะมีบันไดที่ใช้ลงไปด้านล่างอยู่ทางด้านด้านซ้ายของนอกชาน เมื่อลงบันไดไปจะเจอห้องส้วมอยู่ทางด้านขวามือของบันได เดินไปราวสี่ห้าก้าวก็ถึง ถัดไปจากห้องส้วมซึ่งเป็นด้านขวาของตัวบ้านห่างไปราว 10 เมตรเป็นบ่อน้ำที่มีท่อซีเมนซ์สูงราว 1 เมตรที่ปากบ่อน้ำ และมีรอกสำหรับชักถังใส่น้ำขึ้นมาได้ เรียกว่าไม่ต้องก้มตักให้ปวดหลัง พื้นรอบ ๆ บ่อ ปู่ได้ลาดพื้นด้วยคอนกรีตเรียบ ๆ กว้างราว 1.5 เมตรเห็นจะได้ และตรงขอบจะมีร่องคล้ายคูเล็ก ๆ ไว้สำหรับให้น้ำไหลลงสู่ท้องร่องได้สะดวกไม่เลอะเทอะอยู่แถว ๆ บ่อให้เป็นที่น้ำขังให้ดูสกปรกแต่อย่างใด ซึ่งบ่อนี้เป็นบ่อที่ใช้ดื่มกิน และใช้สาระพัดอย่างในบ้าน และเป็นบ่อที่อินทัชมาอาบน้ำเมื่อคืนด้วย และตอนนี้อินทัชกำลังยืนมองในห้องครัวของย่าอยู่ เพื่อจะหาพื้นที่ว่างวางโต๊ะสำหรับวางเตาของเขา

“ทีโอเอาเตาไฟฟ้าที่ใช้กับก้อนพลังงานออกมาให้หน่อย อ้อ เอากล่องเก็บก้อนพลังงานพร้อมสายไฟออกมาให้ด้วยนะ” อินทัชพูดขึ้นเมื่อหาที่วางโต๊ะสำหรับวางเตาได้แล้ว และก่อนจะเอาเตาออกมาเขาก็เอาโต๊ะสำหรับวางเตาออกมาก่อน และวางโต๊ะสำหรับเตรียมอาหารด้านหลัง รื้อตู้กับข้าวใบเก่าออกและเอาตู้ใบใหม่มาวางให้แทนที่ เอาของที่รื้อออกแล้วไปวางไว้มุมด้านซ้ายมือเลยประตูไปเล็กน้อยเพื่อให้ย่าคัดเลือกอีกที เมื่อจัดทุกอย่างเสร็จ ก็มองดูสิ่งที่จัดไปด้วยรอยยิ้ม อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าห้องครัว อินทัชยิ้มกับความคิดตนเอง

“บอสจะทำอาหารเหรอครับ” ทีโอถามออกมาหลังเอาของที่เจ้านายต้องการให้เจ้านายเรียบร้อยแล้ว

“ใช่” อินทัชตอบรับเสียงใส ตอนนี้เขาเอาทีโอออกมาจากกำไลแล้ว ร่างสูงสมส่วนในชุดกางเกงผ้าและเสื้อยืดแบบชาวบ้านทั่วไป ดวงตาคู่สวยที่ถูกปรับแต่งให้สมจริงแล้วนั้นมีสีน้ำตาลอย่างคนในประเทศนี้ ยืนมองเจ้านายตัวน้อยตาปริบ ๆ

“จะเอาอะไรบ้างครับ” ทีโอถามออกมา เขาสามารถเชื่อมต่อกับกำไลอัจฉริยะได้หรือก็คือมิติตอนนี้นั่นแหละ

“เอาวัตถุดิบออกมาก็แล้วกัน อินจะทำหมูทอด ไข่เจียว ต้มจืดผักกาดขาวกับเต้าหู้ไข่ แล้วก็ เอาข้าวหอมมะลิ ถุงละห้ากิโลออกมาด้วย อ้อ เอากาแฟสดแบบชงมาให้ปู่สันกับย่าอรด้วย ของอินเป็นโกโก้ก็แล้วกัน” อินทัชร่ายรายการที่ต้องการออกไป

“ครับผม” ทีโอตอบรับ ก่อนจะทำตามที่เจ้านายสั่งทันที

ไม่นานสิ่งที่ต้องการก็พร้อม อินทัชเริ่มลงมือทำอาหาร ถามว่าเตาไฟฟ้าที่เขาเอาออกมานั้นหน้าตาเป็นไง ก็หน้าตาเหมือนเตาแก๊สนั่นแหละ เพียงแต่มันใช้ระบบก้อนพลังงานเท่านั้น ก้อนพลังนี้คือ เป็นก้อนสีฟ้าคล้ายผลึกคริสตัลทรงกลม มันคือหินแร่แกรมเมอร์ไนท์ ที่มาจากดาวเหมืองแร่แกรมเมอร์ไนท์ของจักรวรรดิ ที่มันมีอยู่มากในกำไลของอินทัชที่ตอนนี้มันคงอยู่ที่ห้องใต้ดินสำหรับแร่หากยากแล้วมั้ง แร่นี้หนึ่งก้อนจะให้พลังงานระดับต่ำอยู่ที่ 100 ปี ระดับกลาง 200 ปี และระดับสูงสุด 300 ปี ซึ่งอินทัชมีทุกระดับและมีเยอะเป็นภูเขา เรียกว่าใช้ทิ้งใช้ขว้างก็ไม่รู้จะหมดไหม

“อืม หอมมาก” อินทัชมองหมูทอดเนื้อนุ่มที่เขาเอาแบบหมักสำเร็จออกมาจากห้องครัวในกำไลของเขา เขาไม่ลืมที่จะหุงข้าวไว้ก่อนแล้ว ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่ใช้แหล่งพลังงานเดียวกันกับเตาไฟฟ้านั่นแหละ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นกล่องเก็บพลังงานสี่เหลี่ยมที่คล้ายหม้อแบตเตอรี่รถยนต์วางอยู่ข้างล่างใต้โต๊ะตัวยาวที่เป็นชั้นวางของสามชั้น ชั้นบนสุดวางเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างหม้อหุงข้าว กระติกต้มน้ำร้อน ที่ปิ้งขนมปัง และเตาไมโครเวฟพวกนั้น ส่วนชั้นสองและสามวางของจิปาถะ อินทัชจัดการต่อสายไฟพ่วงไว้เรียบร้อยแล้ว และยังคงขาดตู้เย็น ว่าแล้วก็เอาออกมาทันที เขาจัดหาที่วางเอาไว้แล้ว

“อ่า เพียงเท่านี้ก็เสร็จแล้ว” อินทัชว่า ในขณะที่กำลังลำเลียงอาหารที่ทำเสร็จแล้วเดินออกมา ปู่กับย่าก็ตื่นพอดี

“ปู่จ๋า ย่าจ๋า ไปล้างหน้าล้างตาเร็วเข้า อินรอทานข้าวอยู่นะจ๊ะ” โอเมก้าน้อยวางจานอาหารก่อนจะเดินมาหาปู่ย่า

“ได้ ๆ” ผู้เป็นปู่ตอบรับด้วยรอยยิ้มก่อนจะไปล้างหน้าล้างตาที่ตุ่มตรงนอกชานกับภรรยา ตอนออกไปยังไม่ทันสังเกตว่าในครัวมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แต่พอกลับเข้ามาทำเอาสองคนตาโตเบิกกว้าง เพราะครัวของเขามันของครบครันด้วยของใช้ที่เหมือนครัวบ้านเศรษฐีก็ไม่ปาน ทั้งสองหันมายิ้มให้กันอย่างยินดี ไม่ว่าหลานว่าอะไรดี พวกเขาก็ว่าดี เพียงไม่นานสองสามีภรรยาก็เดินมานั่งประจำที่ ตามที่โอเมก้าน้อยได้บอกเอาไว้ คนเป็นปู่นั่งหัวโต๊ะหันหน้าออกไปหน้าบ้าน ส่วนคนเป็นภรรยาอยู่ทางด้านซ้ายมือ หลานตัวน้อยอยู่ทางขวามือของคนเป็นปู่ โดยมีร่างสูงใหญ่สมส่วนของทีโอยืนอยู่ด้านหลังเจ้านาย

“นั่งลงสิคุณทีโอ” คุณปู่เอ่ยชวนหุ่นยนต์ของหลานชาย ทำให้อินทัชหันมาพยักหน้าให้ทีโอนั่งข้าง ๆ ตัวเอง แม้จะไม่ได้กินอาหารอย่างมนุษย์แต่ทีโอก็นั่งร่วมโต๊ะอาหารได้เช่นกัน โดยการนั่งเฉย ๆ นั่นเอง เพราะสิ่งที่ทีโอกินคือพลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่ในมิติของอินทัชนั่นเอง

“โอ้ กับข้าวน่ากินจัง อย่าบอกนะว่าหลานทำเองนะ” สันต์ถึงกับร้องอุทานออกมา เมื่อเห็นอาหารหลายอย่างวางบนโต๊ะตรงหน้าตนเอง หลานคงทำกับเครื่องครัวที่เอาออกมาเป็นแน่

“จ้ะ หนูอินทำเองหมดเลย” อินทัชตอบเสียงใสพลางยิ้มหวานสงให้อย่างโอ้อวด

“ไม่เสียแรงที่เคยเป็นลูกศิษย์ของย่า” ย่าอรยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ หลายครั้งที่เธอสอนโอเมก้าน้อยทำกับข้าว ตอนนี้หลานตัวน้อยได้ทำตามที่ตัวเองต้องการแล้ว ทั้งสองยิ้มให้หลานชาย

“หลานเก่งใช่ไหมจ๊ะ” อินทัชยิ้มกว้างจนตาหยี น่ารักน่าเอ็นดูสำหรับปู่ย่า

“หึหึ เก๋งมาก กินข้าวกันเถอะ” ทั้งสองหัวเราะชอบใจ ก่อนจะบอกให้เริ่มกินข้าว ทั้งสามเริ่มลงมือกินข้าวเช้าด้วยกัน อาหารถูกปากและครอบครัวอบอุ่น แม้จะไม่มีพ่อแม่ แต่อินทัชก็พอใจในความเป็นอยู่แบบนี้แล้ว เท่านี้เขาก็อุ่นใจมากกว่าที่เคยผ่านมาตลอดอายุ 26 ของเขาแล้วละ

พอพวกเขากินข้าวเช้าเสร็จ ก็พากันอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะเข้าไปในอำเภอกัน แต่ยังไม่ทันได้ออกไปไหน ก็มีรถกะบะคันสวยขับมาจอดที่นอกรั้วหน้าบ้านซะก่อน

“ไอ้สัน นังอร ออกมาคุยกันหน่อยสิ” เสียงนั้นช่างน่ารำคาญหูเสียจริง คนทั้งสามออกมาที่ระเบียงเพื่อดูว่าคนที่มาตะโกนหน้าบ้านคือใคร

“เถ้าแก่เส็ง มีอะไรครับ” สันถามออกไปด้วยความสุภาพตามนิสัยของเขา

“พวกมึงลงมาก่อนสิ มึงจะให้กูยืนตะโกนแบบนี้นะเหรอ” คนของเถ้าแก่เส็งตะโกนกลับมา อินทัชมองสีหน้าของปู่แล้วบ่งบอกว่ารำคาญมากมายเหลือเกิน แต่ย่ากับปู่ก็ยอมเดินลงไปด้านล่าง โดยมีเถ้าแก่เส็งเดินเข้าไปใต้ถุนที่มีไว้สำหรับรับแขก เก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่หลายตัววางอยู่พร้อมโต๊ะตัวกลม อินทัชไม่ได้ลงไปด้วย แต่นั่งรออยู่ที่บันไดบ้าน ทีโอก็นั่งอยู่กับอินทัชด้วยโดยที่คนพวกนั้นไม่ได้สังเกต

(คนพวกนี้ท่าทางไม่น่าไว้ใจครับ) ทีโอพูดกับอินทัชผ่านความคิด

(อืม เราเห็นแล้ว ท่าทางเหมือนคนมาทวงหนี้ยังงั้นแหละ” อินทัชว่า และเสียงพูดที่ดังมาก ๆ ก็ดังออกมา

“ว่าไง นี่ก็ครบกำหนดแล้ว เลยมาสองวันแล้วด้วย จะจ่ายดอกมาก่อนก็ได้นะตาสันต์” เถ้าแก่เส็งพูดขึ้น มันเหมือนกับที่อินทัชคิดเอาไว้ไม่มีผิด

“ตอนนี้ฉันมีเงินแค่สองร้อยบาทเองนะเถ้าแก่ ยังไม่ครบ 500 บาทเลย” ปู่สันต์พูดออกไป หมายความว่าแค่ดอก 500 บาทเหรอ โห แล้วต้นเท่าไหร่นะอินทัชได้ยินสิ่งที่ด้านล่างพูดกัน

“สองร้อยก็สองร้อย อีก 10 วันฉันจะมาเอาอีกสามร้อยที่เหลือ อ้อ นี่ต้นยังไม่ได้สักนิดเลย ถ้าไม่มีจ่ายเกินสองเดือน ที่นา 30 ไร่ของแกฉันยึดแน่” เถ้าแก่เส็งบอกออกมาน้ำเสียงข่มขู่เต็มที่ดึงเงินในมือของสันต์แล้วเดินออกมา ปู่กับย่าเอาที่นาไปกู้เงินมาทำนาจำนวน 30 อีก 20 ไร่นั้นเป็นชื่อหนูอิน ที่ทั้งสองตั้้งใจว่าจะให้หลานน้อยเมื่อโตขึ้นมา ดวงตาเจ้าเล่ห์ตวัดสายตามองไปที่ย่าอรก่อนจะยกยิ้มกรุ้มกริ่มไปให้ ทำเอาปู่แทบจะพุ่งเข้าไปชกหน้าตาเจ้าเล่ห์นั้นให้หงายไปเลย

“อ้าว ว่าไงจ๊ะ โอเมก้าน้อยคนสวย จะไปเป็นลูกสะใภ้ฉันเอาไหมล่ะ พอดีอาตี๋น้อยของฉันมันยังไม่มีอนุเลยนะ สนใจไหม” เมื่อได้เงินแล้วเถ้าแก่เส็งก็กลับทันที เถ้าแก่เส็งเดินผ่านบันได แต่เห็นอินทัชนั่งมองอยู่ก็เลยถอยกลับมาพูดด้วย ใบหน้าอวบนั้นยิ้มจนแว่นตายกขึ้นอย่างน่าเกลียด อินทัชอยากจะใช้พลังจิตยกไอ้อ้วนนี้ไปทิ้งคลองเสียจริง ๆ แต่เขาก็ทำได้แค่คิด

“ไม่เอา หนูอินไม่นิยมเป็นเมียน้อยใคร” อินทัชพูดพลางสะบัดหน้าหนีไปอีกทางอย่างไม่พอ

“ฮ่า ๆ คนจน ๆ มันก็เป็นได้แค่เมียน้อยคนอื่นละวะ ปัญญาจะส่งหลานเรียนยังไม่มี ใครมันจะมาเอาคนการศึกษาต่ำ ๆ เป็นเมียเชิดหน้าชูตากันวะ” เถ้าแก่เส็งดูถูกสันต์ และดูถูกอินทัชเต็มที่

“เอาตรรกะอะไรมาวัดไม่ทราบ ผมนี่แหละ จะเป็นเมียที่เชิดหน้าชูตาให้ดู เถ้าแก่อย่าเอาเวลามาสนใจพวกเราเลยนะ เอาเวลาไปสนใจเมียแต่งตัวเองดีกว่า ว่าจะเอาคนใช้คนไหนมานอนด้วยดีคืนนี้ดีกว่าไหม” อินทัชพูดออกมาเหมือนตาเห็นทำเอาเถ้าแก่เส็งถึงกับหน้าชาที่ถูกเด็กเล็กตอกกลับไปแบบนั้น

“นี่!!!” เถ้าแก่เส็งชี้หน้าคนเด็กกว่าอย่างไม่สบอารมณ์ ร่างสูงใหญ่กว่าคนที่นี่ ลุกมายืนบังร่างเล็กของเจ้านายเอาไว้ทันที คนของเถ้าแก่เส็งราว 6 คน ถึงกับก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว เพราะร่างสูงใหญ่และรูปลักษณ์ของทีโอไม่เหมือนคนประเทศนี้ เหมือนคนต่างชาติไม่มีผิด ทำให้พวกมันนึกเกรงกลัว เถ้าแก่เส็งหน้าเสียเล็กน้อย

“มึง กล้าเหรอ” ลูกน้องคนหนึ่งของเถ้าแก่เส็งชี้หน้าทีโอและตวาดออกไป ทีโอเหลือบตามอง แต่คนที่ปลดปล่อยแรงกดดันออกมาคืออินทัช ทำเอาพวกมันถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แต่ยังทำใจดีสู้เสือ

“ไม่มีอะไรหรอกผู้กองอิสระ” ใช่แล้วละ หากนับยศทางทหารที่ทีโอได้รับในจักรวรรดิดวงดาวดาแอนเชียร์นั้น ก็คือร้อยเอกทีโอ หรือผู้กองนั่นเอง สันเป็นคนเอ่ยปากห้ามเอาไว้

“ครับ ผู้พัน” ทีโอยกมือตะเบ๊ะให้กับผู้บังคับบัญชา ทำเอาคนของเถ้าแก่เส็งหันมองหน้ากัน

“จะกลับแล้วไม่ใช่เหรอครับเถ้าแก่ เชิญครับ” ปู่สันเดินมาหาหลานชายที่บันไดพร้อมกับย่าอร ก่อนจะพูดออกมา เถ้าแก่เส็งมองหน้าปู่สันตาเขียวอย่างไม่พอใจ แต่พอรับรู้ว่ามีคนนอกอยู่ที่นี่ด้วยเขาเลยไม่กล้าทำอะไร จึงหันมามองคนของตนแล้วเดินออกไปทันที แต่ก็ยังอุตส่าห์ฝากคำพูดเอาไว้เล็กน้อย

“อย่าทำให้กูหมดความอดทนนะไอ้สัน ไม่งั้นมึง จะไม่มีที่ซุกหัวนอน” เสี่ยเส็งหรือเถ้าแก่เส็งกัดฟันพูดออกมา ก่อนจะเดินนำทุกคนไป ลูกน้องก็ได้แต่มองตาขวางแต่ไม่กล้าทำอะไรพวกนั้น ไม่นาน รถกระบะคันสวยก็แล่นออกไป แต่ใครจะรู้ว่ามันจะเล่นสกปรก

ปัง!!! กระสุนไม่ทราบที่มา พุ่งเข้ามาตรงหัวของทีโอ แต่ กึก!! มันหยุดกลางอากาศ และร่วงลงพื้น ตรงปลายเท้าของทีโออย่างรวดเร็ว

“บอส/หนูอิน!!!” ทีโอและปู่ย่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเขาหันไปทางเจ้านาย และหลานน้อย ทั้งปู่และย่าก็ตกใจไม่ต่างกันนั่นเพราะว่า อินทัชเลือดกำเดาไหลลงมาเป็นสายก่อนร่างน้อยที่ยืนอยู่เหมือนคนอื่นจะร่วงลงพื้น ทีโอ ที่อยู่ใกล้ที่สุดคว้าร่างน้อยเอาไว้ทันท่วงที

“อิน หนูอินเป็นอะไรลูก” ย่าอรร้องไห้ออกมาทันทีที่เห็นหลานน้อยแน่นิ่งไป พร้อมกับมีเลือดไหลออกมาจากจมูกเล็ก ๆ นั้น ทีโอไม่รอช้ารีบพาเจ้านายขึ้นห้องนอนทันที คนทั้งบ้านไม่สนใจอะไรแล้วรีบวิ่งตามไปเช่นกัน

“ผมจะพาบอสเข้ามิติไปก่อนนะครับ อยู่กันข้างนอกระวังกันด้วยนะครับ” พูดจบ ทีโอก็พาเจ้านายเข้ามิติไปทันที ไม่ได้รอฟังคำอะไรของสันต์และอรพินสักนิด ทั้งสองมองหน้า สันต์กอดปลอบภรรยาเอาไว้

ถามว่าทำไมทีโอถึงเข้าออกมิติของอินทัชได้ นั่นก็เพราะมิติคือทีโอและทีโอคือมิติ ทั้งสองเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่ที่ทีโอเป็นกำไลอัจฉริยะของอินทัชแล้ว เมื่อเข้ามาถึงทีโออุ้มร่างน้อยเข้าห้องรักษาทันที แคปซูลรูปร่างคล้ายไข่สูงใหญ่กว่าคนในโลกนี้ถูกเปิดออกก่อนที่ทีโอจะวางร่างน้อยของเจ้านายลงนอนในนั้น ทีโอสั่งงานผ่านหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าเขียวทันทีที่ฝาแคปซูลปิดลง

“ทำการสแกนและรักษาภายใน ปรับสภาพร่างกายให้เหมาะสมกับพลังจิตระดับ S5” ทีโอบอกออกไป ที่อินทัชหมดสติไปเพราะเขาใช้พลังจิตระดับ S5 ในการหยุดกระสุนนัดนั้น ที่ทำไปเพราะสัญชาตญาณของตนเองล้วน ๆ ทุกการกระทำมันไปเองโดยอัตโนมัติแม้จะอยู่ในร่างเล็ก ๆ นี้ก็ตาม แสงสีเขียววิ่งผ่านไปผ่านมาบนร่างน้อยของอินทัช ผ่านไปราว 10 นาทีทุกอย่างก็เสร็จสิ้น แต่ทีโอยังไม่ให้เจ้านายออกมา เขาให้เจ้านายนอนหลับในแคปซูลรักษาไปก่อน แล้วพาตัวเองออกจากมิติไปเพื่อบอกข่าวแก่คนรอคอยด้านนอก

“ทีโอ หนูอินเป็นยังไงบ้าง แล้วทำไมหนูอินถึงทำแบบนั้นได้ ไหนบอกฉันมาสิ” แม้จะร้อนใจที่หลานน้อยแน่นิ่งไป แต่มันคาใจจึงต้องถามออกไป

“ตอนบอสไปเที่ยวที่โลกอนาคต เขาอยู่ที่นั่นจนโต เขาได้เป็นทหารในจักรวรรดิและมีพลังจิตระดับสูงที่สุดในบรรดาทหารในจักรวรรดิครับ ว่ากันว่าคนมีพลังจิตในจักรวรรดิดวงดาวแอนเชียร์นั้นมีเพียงแค่ 5% เท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือบอสครับ เขาทำงานเป็นทหารจนได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโทก่อนจะกลับมาหาผู้พันนะแหละครับ” ทีโอเล่าแบบรวบรัด ไม่อย่างนั้นผู้พันจะต้องถามมากกว่านี้เป็นแน่ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร กับความคิดซับซ้อนของมนุษย์

“อ้อ มิน่า หนูอินถึงทำแบบนั้นได้ ระดับพลังที่สูงที่สุด แล้วมันระดับไหนละทีโอ” อดีตพันโทถามออกมา

“ระดับพลังจิตแบ่งออกเป็นหลายระดับครับ มีตั้งแต่ระดับ F ถือว่าต่ำสุดหรือจะเรียกว่าระดับเริ่มต้นครับ ต่อมาก็คือระดับ E D C B A S S2 S3 S4 และระดับสูงสุดอยู่ที่ระดับ S5 ครับ ระดับนี้น้อยนักที่จะขึ้นมาถึงได้กันครับ หากไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์จริง ๆ อย่างบอสของผมนะครับ” ทีโอถือโอกาสอวยเจ้านายตนเอง

“แต่ว่าร่างกายนี้เล็กไปนะ ทำไมท่านผู้นั้นไม่ให้ร่างกายตามวัยที่เคยพาไปละ” คุณปู่ถามออกมา

“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าถ้าทำแบบนั้น นั่นก็เท่ากับว่าร่างนี้ก็จะต้องตายไปนะสิครับ” ทีโอบอกไปตามความจริง ทำเอาปู่และย่าถึงกับมองหน้ากันหน้าตาตื่น และรู้สึกว่าที่ตนพูดไปนั้นผิดมหันต์เลยทีเดียว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...