โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.106 : เคยมั้ย? อยู่ๆ ก็นึกอะไรไม่ออก เหมือนสมองดับ Brain Fog

Dek-D.com

อัพเดต 04 มี.ค. 2567 เวลา 07.23 น. • เผยแพร่ 29 ก.พ. 2567 เวลา 08.35 น. • DEK-D.com
ทำอย่างไรเมื่อสมองดับ (brain fog) คิดอะไรไม่ออก

ใครเคยมีการแบบนี้บ้าง? อยู่ดีๆ สมองก็ดับไป นึกอะไรไม่ออก ในหัวมีแต่สีขาวโพลนเป็นหมอกที่ก่อตัวหนา

  • ไม่มีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่ทำหรือคิดอยู่ไม่ได้
  • นึกข้อมูลในสมองไม่ออก
  • ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่
  • ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง
  • ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
  • ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงต่อไป
  • มีแต่คำว่า “ไม่รู้” และตัวแข็งอยู่กับที่ (freezing)
  • แล้วยังไงต่อนะ…คิดไม่ออก

อาการเหล่านี้มีชื่อเล่นว่า "Brain Fog" เจอได้บ่อยเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาใกล้สอบที่บางคนสติแตกง่ายมาก ถ้าใครเคยเป็นหรือกำลังเป็นอยู่ พี่หมอแมวน้ำจะเล่าให้ฟังค่ะว่าสาเหตุเกิดจากอะไร หากมีอาการขึ้นมาเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการสมองดับ Brain Fog

มีอารมณ์ท่วมท้นอย่างมาก (overwhelm)

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์ด้านบวกหรือลบอย่างมาก เช่น โกรธ เศร้า เสียใจ กังวล ตื่นเต้น ดีใจ สมองส่วนอารมณ์จะทำงานมากกว่าส่วนเหตุผล ทำให้คิดอะไรไม่ออก

มีความกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน (floating anxiety)

คิดกังวลหลายเรื่องมากจนจับประเด็นไม่ได้ ว่าตัวเองคิดอะไรกันแน่เช่น มีดราม่ากับเพื่อนสนิทช่วงก่อนสอบ แถมแม่ทักว่าทำไมไม่อ่านหนังสือ งั้นเราควรจะแก้ไขเรื่องอะไรก่อนดี

เครียดเรื้อรัง (Chronic stress)

เวลาร่างกายเผชิญกับความเครียดจะมีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายทำงานต่างจากภาวะปกติ หากคอร์ติซอลหลั่งนานเกินไป เซลล์ในบริเวณต่าง ๆ ของสมองจะมีการฝ่อเหี่ยวหรือตายได้รวมถึงสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับสมาธิและความจำ

มีอาการทางจิตเวชอย่างมากจนส่งผลต่อความคิด (cognitive dysfunction)

โรคทางจิตเวชหลายอย่างส่งผลต่อการทำงานของสมอง เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ทำให้สมาธิแย่ ความจำไม่ดี การประมวลผลข้อมูลในสมองช้า ถ้ามีความรุนแรงของอาการมากจะคิดอะไรไม่ออกเลย

มีความรู้สึกด้านชา (numbness)

เหมือนจะไม่รู้สึกอะไร แต่มันเจ็บปวดภายในแบบอึนๆ เหมือนมีบางอย่างเก็บกดเอาไว้แต่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าคืออะไร เช่น ทำโจทย์เคมีซ้ำไปมาแต่ไม่ถูกเสียที ทั้งที่เหมือนจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ จนอยากเทวิชานี้ไปซะ

เหน็ดเหนื่อยอย่างมาก (exhausted)

  • ทางด้านร่างกาย(physical) เช่น นอนน้อย ไม่ได้กินอาหาร ขาดสารน้ำ สารอาหาร
  • ด้านจิตใจ(mental) เช่น มีปัญหาหลายเรื่องเข้ามาพร้อมกันต้องใช้สมองอย่างมาก อ่านหนังสืออย่างเคร่งเครียดติดต่อกันยาวนาน

การเจ็บป่วยทางกาย

มีหลายโรคทางกายหลายอย่างที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง เช่น โรคต่อมไธรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroid syndrome) รวมถึง Long COVID คือ หลังจากที่ติดเชื้อโควิดแล้ว มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่การทำงานของสมองเสียหายไปด้วย มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าผู้ป่วย Long COVID ร้อยละ 7 มีอาการ brainfog ร่วมด้วย

วิธีการจัดการตอนที่สมองดับ (Brain fog)

1. ตั้งสติ (awareness) ถอยออกมาตั้งหลัก (calm down) ก่อน

  • หามุมสงบ อาจอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคนที่ทำให้เราสบายใจ
  • พยายามนึกดูดีๆ ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น อยู่ที่ไหน กับใคร สิ่งใดที่ควรทำก่อนเป็นอันดับแรกหรือช่วยจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน อาจเขียนคำที่นึกออกลงในกระดาษ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น
  • การหายใจเข้าลึกๆ ออกยาวๆ (breathing exercise) จะช่วยดึงสติกลับมาได้ง่าย
  • การตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน (mindfulness) รับรู้ความคิดอารมณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่ไปยึดติดเก็บมาคิดวนไปมา

2. หาตัวช่วยในการทำความเข้าใจ

  • สมองเหมือนจะไม่คิดอะไรแต่จริงๆ แล้ว มีความคิดหน่วงๆติดค้างอยู่
  • พยายามเขียนบรรยายความคิดในตอนนั้น อาจเขียนเป็นคำ วลี หรือวาดเป็นภาพออกมา เอาข้อมูลที่กระจัดกระจายมาประมวลผล ทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
  • เล่าความคิดในหัวให้คนที่ไว้ใจและพร้อมที่จะรับฟังเรา คนที่เป็นผู้ฟังที่ดี (active listener) จะช่วยถามคำถาม สรุปเรื่อง สะท้อนความรู้สึก ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
  • ถ้ารอบตัวไม่มีคนช่วย อาจต้องพึ่งพาคนในโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok Facebook แต่การทำแบบนี้ต้องระมัดระวังเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล (privacy) หรือได้รับคำแนะนำที่ต้องมาชั่งน้ำหนัก (validate) อีกทีว่าเชื่อถือได้หรือไม่

3.ระบายอารมณ์ที่คั่งค้างออกมา

  • แต่ละคนเลือกใช้วิธีไม่เหมือนกัน เช่น ร้องไห้ เขียนด่าระบาย ฉีกกระดาษ ทุบหมอน
  • ควรระบายออกด้วยวิธีที่เหมาะสม ไม่ทำให้ตัวเองหรือคนอื่นเดือดร้อน เช่น หมั่นไส้เพื่อนที่ทำข้อสอบทั้งย้อนหลังและข้อสอบจำลองไป 10 ชุด คะแนนก็ดี แต่ยังมาบ่นว่าอ่านไม่ทัน ต่อให้หมั่นไส้มากแค่ไหน แต่ไม่ควรโพสต์แซะในโซเชียลมีเดีย (เดี๋ยวทัวร์จะมาลง) ให้ใช้วิธีโทรไปด่าระบายกับเพื่อนสนิทจะดีกว่า

4.ให้สมองพัก

  • หากิจกรรมที่ทำแล้วผ่อนคลายลดความเครียดได้ เช่น อ่านมังงะ นั่งดูอนิเมะ ฟังเพลง ทำงานศิลปะ หรือออกไปเดินห้าง
  • ติดต่อพูดคุยกับคนอื่น พาตัวเองไปเข้าสังคมที่คิดว่าสบายใจที่จะอยู่ด้วย อย่าทิ้งตัวอยู่คนเดียวจนนานไป

5.เคลื่อนไหวร่างกาย

  • มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าการขยับร่างกาย (physical activity) อย่างการออกกำลังกายที่จริงจัง หรือแม้แต่เคลื่อนไหวเล็กน้อย เช่น แกว่งแขน เดินวนไปมาในสวน มีผลช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้น

6.ดื่มกินสิ่งที่ทำให้สดชื่น

  • การกินของหวานเป็นหนึ่งในตัวช่วยของการคลายเครียดในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ลูกอม ช็อคโกแลต น้ำหวาน ไอศกรีม หากกินในปริมาณเล็กน้อยที่ช่วยให้ชื่นใจ คิดอะไรออกมากกว่าเดิมเป็นสิ่งที่โอเค แต่ต้องระวังการติดของหวานที่ทำให้สุขภาพร่างกายแย่ เช่น เบาหวาน น้ำหนักตัวมากจนเป็นโรคอ้วน
  • เลี่ยงการใช้สารเสพติด เช่น บุหรี่ไฟฟ้า แอลกอฮอล์ กัญชา เพราะมันจะช่วยให้สุขระยะสั้น แต่มีผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว

7. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

  • เรื่องเบสิคที่พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะในปัจจุบันเรามีอุปกรณ์หน้าจอที่ดึงดูดให้เราไปใช้มัน ก่อนนอนเรานั่งดูซีรี่ย์ที่ทำให้ติด,แชทค้างอยู่กับคนคุย หรือทำสิ่งที่กระตุ้นให้ตื่นตัว แสงจากหน้าจอจะหลอกสมองว่ายังไม่ใช่เวลานอน ดังนั้นอย่างน้อยควรหยุดการเล่นหน้าจออย่างน้อย 30-60 นาทีก่อนนอน ปรับสภาพแวดล้อมในห้องให้เหมาะ ช่วงที่เรานอนอยู่ สมองยังมีการทำงาน โดยจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็น และกำจัดของเสียออกไป การหลับที่ไม่ดี ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น อึน ๆ หัว มีผลต่อการทำงานของสมองในช่วงระหว่างวันอย่างมาก

8. หากิจกรรมทำ

  • การนั่งหรือนอนอยู่เฉยๆ หมกตัวอยู่คนเดียว ไม่ทำอะไร อาจทำให้อาการยิ่งแย่ ดังนั้นถ้าคิดไม่ออกจริงๆว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ ให้พยายามหากิจกรรมทำ หาคนช่วย
  • เรื่องนี้สำคัญสำหรับคนที่สมองคิดไม่ออกจากการที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า การทำกิจกรรม (behavioral activation) จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้ เช่น การออกกำลังกาย การดูหนังฟังเพลง เพราะการทำกิจกรรมจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดฟินและสารเคมีที่ช่วยให้มีความสุขออกมา นอกจากนี้การได้ทำกิจกรรมจะทำให้รู้สึกตัวเองยังมีความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆได้ (accomplishment) ช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น (raise self esteem )
  • ถ้าคิดไม่ออกจริงๆว่าจะทำอะไรให้คนรอบข้างช่วยคิดตารางกิจกรรมและชวนกันไปทำตามตารางที่วางไว้
  • “ทำกิจกรรมตามตาราง ไม่ทำตามอารมณ์” แม้บางทีร่างกายล้า สมองเบลอ แต่ให้ฝืนตัวเองออกไปทำกิจกรรมให้ได้
  • ทำ check lists สิ่งที่จะต้องทำในวันนั้น บางอย่างที่เป็นกิจวัตร (routine) สามารถทำเป็น to do lists ได้ แม้เป็นสิ่งที่ปกติจะทำอยู่แล้ว เช่น อาบน้ำ กินข้าว ทำงานบ้าน เมื่อเราทำตาม check lists จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองว่า “จริงๆเราก็ทำได้นี่นา!!!”

ถ้าทำทุกวิธีแล้วสมองยังดับ อึน แนะนำให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยาเพื่อหาสาเหตุและรับการช่วยเหลือต่อไป

ช่วงนี้ก็ใกล้สอบ A-level น้อง ๆ น่าจะกำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือกันอย่างเข้มข้น ท่วมท้นไปด้วยความเครียด บางคนเห็นเพื่อนโพสต์ IG stories ว่าอ่านหนังสือถึงไหน ทำเอาสติแตกว่าฉันอ่านไม่ทัน ฉันต้องสอบไม่ติดแน่ๆ ความกังวลนี้ยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดอาการ Brain Fog ได้

พี่หมอแมวน้ำขอเป็นกำลังใจให้กับน้อง TCAS67 หรือคนอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ บางช่วงเราอาจมีสมองดับได้ แต่หากแก้ไขถูกวิธี สมองจะกลับมาทำงานเป็นปกติได้ค่ะ

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...