โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเหตุผล ทำไม "ไปรษณีย์ไทย" ต้องทำสินค้า "เฮาส์แบรนด์"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 มี.ค. 2567 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2567 เวลา 10.15 น.

ส่องเบื้องหลัง “ตราไปร” เฮาส์แบรนด์ “ไปรษณีย์ไทย” เสริมแกร่งธุรกิจค้าปลีก ต่อเติมอีโคซิสเต็มโลจิสติกส์ หมากสำคัญดันกำไรปี 2567 โตจากปีก่อน 5 เท่า

วันที่ 24 มีนาคม 2567 หลังจากที่ในปี 2565 ขาดทุนกว่า 3,000 ล้านบาท “ไปรษณีย์ไทย” สามารถพลิกกลับมาทำกำไรในปี 2566 ได้สำเร็จ จากรายได้รวม 20,934.47 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7.40% เป็นกำไรอยู่ที่ 78.54 ล้านบาท ถือเป็นการแสดงศักยภาพด้วยผลงานอันโดดเด่นของพี่ใหญ่ในวงการโลจิสติกส์ไทย ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของผู้ให้บริการแต่ละราย

แม้ว่าแนวทางหลักของการพลิกทำกำไรในครั้งนี้จะมาจากการปรับโครงสร้างบุคลากร ลดต้นทุนการขายและการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้ จากที่เมื่อ 2 ปีก่อน ไปรษณีย์ไทยมีพนักงาน 42,000 คน คิดเป็นต้นทุน 64% ปัจจุบันลดลง 10% เหลือ 38,000 คน จึงลดต้นทุนลงมาได้ 6% แต่องค์กรพี่ใหญ่วัย 140 ปีกลับไม่หยุดคิดหยุดพัฒนา ต่อเติมบริการใหม่ ๆ จนทำให้ไปรษณีย์ไทยเป็นมากกว่าผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ไปแล้ว

หนึ่งในนั้นคือธุรกิจค้าปลีกอย่าง “ThailandPostMart” ที่มีทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ถือเป็นการใช้โครงข่ายไปรษณีย์ไทยผลักดันสินค้าท้องถิ่นของชุมชนเข้าสู่ตลาดทั่วประเทศ รวมถึงในปีที่ผ่านมายังปลุกปั้นเฮาส์แบรนด์ “ตราไปร” ที่ปัจจุบันมีสินค้า 3 ชนิด ได้แก่ น้ำดื่ม ข้าวสาร และกาแฟ มาเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจค้าปลีกอีกทาง

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จุดเริ่มต้นของโพสต์มาร์ต คือการทําเพื่อช่วยเหลือชุมชน เป็นช่องทางการขายที่ช่วยให้ชุมชนขายสินค้าของตนเองได้มากขึ้น เราช่วยในเรื่องของการตลาด การสร้างแบรนด์ การออกแบบแพ็กเกจจิ้ง แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าธุรกิจค้าปลีกสําคัญกว่าการช่วยเหลือชุมชน เพราะสิ่งนี้ช่วยเหลือเราด้วย

“ผู้ให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ทุกราย โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากแพลตฟอร์มต่างชาติมีชิ้นงานของตนเองหมด เพราะขายสินค้าอยู่แล้วบนแพลตฟอร์ม ส่วนเราไม่มีชิ้นงานของตนเอง ต้องสร้างชิ้นงานขึ้นมาโดยคำนึงถึงจุดแข็งในเรื่องของ “คน” และ “เครือข่าย“ เราถือเป็น Sales Network Agent ที่ใหญ่มาก เพราะไม่มีเซลส์แมนที่ไหนไปตามบ้านได้วันละหมื่นคนแบบบุรุษไปรษณีย์”

ดร.ดนันท์กล่าวต่อว่า ด้วยจุดแข็งที่มีอยู่ ธุรกิจค้าปลีกของไปรษณีย์ไทยจึงเน้นไปที่การขายแบบออฟไลน์ นำความต้องการของผู้บริโภคมา “matching“ เป็นสินค้าและบริการ เช่น บ้านนี้ต้องเลี้ยงเด็กเล็ก อาจจะต้องการแพมเพิร์ส หรือไซต์ก่อสร้างต้องการเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น

“ให้เราแข่งแบบที่แพลตฟอร์มต่างชาติทำคงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินที่จะไปเผาแบบนั้น สิ่งที่ทำได้คือการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่มีให้มากที่สุด ทำให้เราเป็นหนึ่งในช่องทางการขายสินค้าของแบรนด์ต่าง ๆ นอกจากมีการพูดคุยกับค้าปลีกรายใหญ่เพื่อสร้างความร่วมมือกัน ยังพัฒนาเฮาส์แบรนด์มาแก้ pain point ของผู้บริโภคด้วย จะเห็นว่าสินค้าชุดแรกของเราเป็นน้ำกับข้าวสาร ซึ่งเป็นของหนักที่คนไม่อยากขน ตอนนี้ก็สามารถสั่งกับบุรุษไปรษณีย์ให้มาส่งที่บ้านได้แล้ว”

การปั้นเฮาส์แบรนด์ถือเป็นการดึงจุดแข็งในส่วนต่าง ๆ ของไปรษณีย์ไทยมาเป็นตัวเชื่อมในการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ “ระวางว่าง“ ในวันอาทิตย์ เพื่อกระจายสินค้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ และการทำตลาดผ่านเครือข่ายของบุรุษไปรษณีย์ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับร้านค้าและผู้คนในพื้นที่

“วิธีการคือ เราขายเขาด้วยราคาต่ำแล้วให้เขาไปมาร์กอัพเอง มีราคาแม็กซิมัม เช่น แพ็กละหกสิบบาท แต่ไปขายถูกกว่าได้ สิ่งที่เราจะทำต่อคือ มอนิเตอร์ว่าใครขายเก่ง เทสต์ความสามารถของเน็ตเวิร์ก เขารู้จักร้านโชห่วย รู้จักร้านอาหารโลคอลในพื้นที่อยู่แล้วก็น่าจะขายน้ำดื่มได้ พอทำแบบนี้เราก็ไม่ต้องบิดค่าขนส่งมาเป็นมาร์จิ้นค่าของ ไม่ต้องแข่งกับ Shopee และ Lazada ตรง ๆ”

นอกจากนี้ ดร.ดนันท์มองว่า ธุรกิจค้าปลีกและสินค้าเฮาส์แบรนด์ยังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของบุรุษไปรษณีย์ และยกระดับอาชีพให้มีคุณค่ามากขึ้น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 ชีวิตดีขึ้นด้วย

“สำหรับการต่อยอดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและเฮาส์แบรนด์มองไปที่ Silver Marketing หรือตลาดสำหรับผู้สูงอายุ เพราะเป็นกลุ่มที่อยู่บ้านตลอด มีเวลารับรู้ข่าวสารต่าง ๆ และเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับบุรุษไปรษณีย์เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งที่คนกลุ่มนี้สนใจจะเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพหรืออาหารเสริม”

ทั้งนี้ ในปี 2566 ไปรษณีย์ไทยมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มงานต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ 45.56% กลุ่มบริการไปรษณียภัณฑ์ 33.85% กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 13.43% กลุ่มบริการค้าปลีกและการเงิน 4.90% กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ 0.96% และรายได้อื่น ๆ 1.30%

และในปี 2567 ตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ 46.12% กลุ่มบริการไปรษณียภัณฑ์ 32.48% กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 13.98% กลุ่มบริการค้าปลีกและการเงิน 5.10% กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ 0.90% และรายได้อื่น ๆ 1.42%

ดร.ดนันท์กล่าวด้วยว่า ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมาก ปัจจุบันรายได้จากธุรกิจกลุ่มนี้แตะพันล้าน รวมถึงยอดขายจากสินค้าเฮาส์แบรนด์เกิน 20 ล้านบาทแล้ว และเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่จะผลักดันให้กำไรของปี 2567 โตขึ้นจากเดิม 5 เท่า หรือประมาณ 350 ล้านบาท

“ความตั้งใจจริงคือการผลักดันสัดส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเป็น 15% ภายใน 2 ปี รวมถึงล่าสุดยังร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดจุดให้บริการไปรษณีย์ไทย @ธงฟ้า ตั้งเป้า 20,000 แห่ง ภายในปี 2567 ซึ่งมองว่าความร่วมมือส่วนนี้มีโอกาสต่อยอดเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าของเราได้ แต่ต้องดูความเป็นไปได้จากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดเหตุผล ทำไม “ไปรษณีย์ไทย” ต้องทำสินค้า “เฮาส์แบรนด์”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...