เครื่องรางนำโชค...สิ่งของไม่จำเป็นที่ให้ความหวังและกำลังใจในการใช้ชีวิต
แม้โลกทุกวันนี้จะขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและแทบจะเป็นคำตอบของทุกสรรพสิ่ง แต่คนจำนวนมากก็ยังคงรู้สึกสบายใจที่ได้มีสิ่งของบางอย่างซึ่งแทบจะไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่าง “เครื่องรางนำโชค” พกไว้ติดตัว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันภัยอันตราย การปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย การดึงดูดโชคดี หรืออาจจะเพียงการประดับตกแต่งเพื่อสร้างความหวังและกำลังใจให้สามารถใช้ชีวิตก้าวผ่านอุปสรรคปัญหาในแต่ละวันไปได้ด้วยดี
กระแส “สายมู” ที่บูมขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ หลายคนอาจมองด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจหรือมองว่าเป็นเพียงความงมงาย แต่หากมองให้ลึกลงไปแล้ว จะพบว่า เครื่องรางนำโชคไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพลังเหนือธรรมชาติที่สัมผัสไม่ได้ แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นสินค้าที่คนทั่วโลกจดจำได้ และต้องซื้อหาติดตัวหรือเป็นของฝากของที่ระลึก แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเลยก็ตาม
Hans / Pixabay
จิตวิทยาของเครื่องราง
ทำไมสิ่งของชิ้นหนึ่ง ๆ จึงกลายเป็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังงานเหนือธรรมชาติหรือความวิเศษสามารถดลบันดาลให้ผู้ครอบครองสมความปรารถนาได้ คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่ธรรมชาติของมนุษย์ที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ริชาร์ด ไวส์แมน (Richard Wiseman) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก University of Hertfordshire ชี้ว่า “สิ่งเหล่านี้ปรากฏให้เห็นได้ในทุกวัฒนธรรมข้ามกาลเวลา ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์นั้นฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของคนเรามากเพียงใด”
โดยในทางจิตวิทยาแล้ว มนุษย์จะโหยหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเครื่องรางนำโชคอย่างมาก เมื่อชีวิตต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่หาทางออกไม่ได้หรืออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ คนบางกลุ่มบางอาชีพที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอจึงนิยมเครื่องรางนำโชคอย่างมาก เพราะทุกสิ่งที่ส่งสัญญาณว่าชีวิตในวันข้างหน้าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มีความหมาย แม้ว่าจะไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยก็ตาม
อีกคำอธิบายหนึ่งในทางจิตวิทยาก็คือ จิตใจของคนเรามักปรารถนาที่จะควบคุมสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้และความไม่แน่นอนของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และยังมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันว่า เหตุการณ์เหล่านั้นต่างเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน เพื่อสร้างคำอธิบายให้กับเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งที่จริงแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อาจไม่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอะไรเลย
และสาเหตุที่บางครั้งเครื่องรางนำโชคก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างน่าอัศจรรย์นั้น ในเชิงจิตวิทยาสามารถอธิบายได้ว่า ความเชื่อภายในจิตใจของคนเราต่างหากที่เป็นพลังสำคัญให้ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อผู้ครอบครองเครื่องรางนำโชคเชื่อว่า มีพลังงานเหนือธรรมชาติสามารถควบคุมความไม่แน่นอนต่าง ๆ ได้ ก็จะทำให้ผู้นั้นมีความมั่นใจและลดความวิตกกังวลในการกระทำหรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง กลายเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่เกิดขึ้นได้จากการลงมือทำด้วยความมั่นใจนั่นเอง
สัญลักษณ์แห่งความโชคดี
การทำงานของจิตใจคนเราเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อยู่คู่กับมนุษย์มาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ เครื่องรางนำโชคบางชิ้นจึงมีตำนานความเป็นมาที่เก่าแก่ยาวนาน แต่ยังคงมีคนมากมายที่เชื่อถืออยู่ในปัจจุบัน อย่าง “นัยน์ตาปีศาจ” (Nazar/ Evil eyes) วัตถุทรงกลมสีน้ำเงินขาวที่มีรูปลักษณ์คล้ายดวงตา ผู้คนแถบเมดิเตอร์เรเนียนและอาหรับเชื่อกันว่า สิ่งนี้สามารถปกป้องแววตาที่ส่งพลังชั่วร้ายและความอิจฉาริษยาได้ ซึ่งความเชื่อเช่นนี้มีมานานกว่า 5,000 ปีในอารยธรรมสุเมเรียน
เช่นกันกับ “แฮมซา” (Hamsa) เครื่องรางรูปฝ่ามือที่ได้รับความนิยมในแถบแอฟริกาเหนือจากโมร็อกโกไปจนถึงอิสราเอล โดยชาวยิวเรียกสิ่งนี้ว่า “หัตถ์มิเรียม” (Hands of Miriam) ส่วนชาวมุสลิมจะรู้จักกันในชื่อ “หัตถ์ฟาติมา” (Hands of Fatima) โดยเชื่อกันว่าเครื่องรางรูปมือศักดิ์สิทธิ์นี้มีพลังในการป้องกันสิ่งไม่ดี ซึ่งเป็นความเชื่อที่อาจเก่าแก่ไปถึงยุคเมโสโปเตเมีย
mika chante / Unsplash
ขยับกันมาที่อารยธรรมอียิปต์ที่มีความเชื่อมาแต่โบราณเกี่ยวกับ “ด้วงดำ” (Scarab Beetle) หรือด้วงมูลสัตว์ จากธรรมชาติของด้วงชนิดนี้ที่วางไข่ในมูลสัตว์ จากนั้นจะกลิ้งเป็นก้อนกลมเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการฟักไข่ พฤติกรรมนี้เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่กลิ้งพระอาทิตย์ขึ้นสู่ฟากฟ้าเป็นประจำทุกวัน ด้วงดำจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของวงจรชีวิตที่หมุนเวียน การตายและการเกิดใหม่ และเชื่อกันว่ามีพลังในการปกป้องผู้ครอบครองจากสิ่งชั่วร้าย
ข้ามยังฝั่งอเมริกา “ตาข่ายดักฝัน” (Dreamcatcher) เป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของชาวอเมริกันพื้นเมืองที่เป็นที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน เครื่องรางนี้ทำมาจากห่วงต้นหลิวสานเป็นตาข่ายคล้ายใยแมงมุมและประดับด้วยลูกปัดและขนนกต่าง ๆ เชื่อกันว่าตาข่ายนี้จะช่วยดักจับฝันร้าย โดยยอมให้เพียงความฝันที่ดีและพลังบวกเท่านั้นลอดผ่านไปได้ เครื่องรางนี้จึงนิยมแขวนไว้บนหัวเตียงเพื่อให้นอนหลับสบายและป้องกันอันตรายยามหลับใหล
Priscila Costa / Pixabay
ส่วนในจีนที่มีอารยธรรมยาวนานกว่าพันปีย่อมมีความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางนำโชคที่ส่งต่อกันมาจากอดีตมากมาย เริ่มตั้งแต่ “สีแดง” ที่ถือกันว่าเป็นสีมงคลและมักใช้เป็นสีหลักในเทศกาลและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ซึ่งมักมาพร้อมกับตัวอักษร 福 (fú) ที่แปลว่า โชคภาพ หรือ ความโชคดี นอกจากนี้ เครื่องรางนำโชคของจีนที่มีมาแต่โบราณคือ “เชือกถัก” ของจีน หรือที่เรียกว่า 结 (jié) เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี อายุยืนยาว และความเจริญรุ่งเรือง
โลกยุคใหม่ของของขลังสุดคิวท์
ในโลกปัจจุบัน แม้ว่าบทบาทของเครื่องรางนำโชคในด้านความเชื่อทางใจนั้นจะไม่ได้จางหายไป แต่สัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ตกทอดมาจากอดีตเหล่านี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับบริบทของโลกยุคใหม่มากขึ้น กลายเป็นเครื่องประดับตกแต่งหรือของฝากสุดน่ารักที่ไม่ได้มีความเคร่งขรึมน่ากลัวเพียงด้านเดียวอีกต่อไป แต่ยังถูกพัฒนาและออกแบบให้สามารถนำไปประดับประดาหรือพกพาติดตัวไปได้ทุกที่พร้อมกับฟังก์ชันการดึงดูดความโชคดีเข้ามาในชีวิต
มาเนกิ-เนโกะ (Maneki-neko) หรือตุ๊กตาแมวกวักของญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันมานานคือหนึ่งในของขลังที่มีรูปลักษณ์สุดน่ารักและพลังศักดิ์สิทธิ์คล้ายนางกวัก เพียงเปลี่ยนจากหญิงสาวเป็นแมวสุดคิวท์ โดยเชื่อว่าสามารถช่วยดึงดูดโชคลาภและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เจ้าของได้ แม้ว่าเรื่องราวของมาเนกิ-เนโกะจะสามารถย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 17-19 แต่ลักษณะท่าทางของการยกอุ้งเท้าสุดน่ารักของแมว ก็ทำให้สัญลักษณ์นำโชคนี้ยังได้รับนิยมต่อเนื่องและมีการนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสร้างสรรค์อีกมากมาย
Puck Milder / Unsplash
Joshua Olsen / Unsplash
ในญี่ปุ่นยังมีเครื่องรางอื่น ๆ ที่กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่โด่งดัง อย่าง “โอมาโมริ” (Omamori) ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงผ้าไหมขนาดเล็กที่ได้รับการตัดเย็บอย่างประณีต ภายในบรรจุคำอธิษฐานขอพรที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การเงิน ความรัก หรือความสำเร็จ โอมาโมริเป็นเครื่องรางนำโชคที่มีทั่วไปตามวัดพุทธและวัดชินโตในญี่ปุ่น และด้วยความสวยงามน่าพกพาของถุงผ้า ก็ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยว
Kentaro Toma / Unsplash
ส่วนไต้หวันก็มีเครื่องรางหลายอย่างที่คล้ายกับญี่ปุ่นและจีน ไม่ว่าจะเป็นความนิยมในสีแดงและถุงผ้านำโชค โดยเฉพาะที่วัดหลงซาน (Lungshan Temple) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยที่รู้จักกันดี เพราะที่นี่มีเครื่องรางแบบถุงผ้านำโชคมากมายที่เน้นในด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ขอ นอกจากนี้ ยังมี “ด้ายแดง” ที่เป็นเครื่องรางที่โดดเด่นของวัดหลงซานที่ใครได้มีโอกาสไปเยือน ต้องนำกลับมาเป็นของที่ระลึก
แต่ที่โด่งดังเป็นกระแสขึ้นมาในไทยเมื่อไม่นานมานี้คือ “กังหันสี่แฉก” ภายในวัดแชกง (Che Kung Temple) ที่ฮ่องกง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์การพลิกผันของดวงชะตาและการพัดพาโชคดีมายังผู้ครอบครอง ภายในวัดจะมีกังหันให้ผู้ที่มาสักการะบูชาสามารถหมุนเพื่อขอพรได้ และยังมีการทำเป็นเครื่องรางกังหันขนาดเล็กที่สามารถซื้อนำมาพกพาติดตัวเพื่อความโชคดีได้ด้วย ทั้งหมดนี้ นับว่าเป็นตัวอย่างของเครื่องรางที่ดูจะไม่จำเป็นต่อชีวิต แต่สามารถช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้คนในวันที่เหนื่อยล้าให้กลับมามีความหวังถึงชีวิตที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้ได้เป็นอย่างดี
…แล้วคุณล่ะ มีของขลังอะไรที่ต้องพกติดตัวไว้เพื่อสร้างวันดี ๆ กันบ้าง
ที่มา : บทความ “From evil eyes to sacred hearts, a look at lucky charms around the world” โดย Eve Conant
บทความ “Superstitions and the Human Mind: Understanding the Psychology Behind Lucky Charms” โดย Vanshika Dargan
บทความ “15 unexpected good luck charms from countries around the world” โดย Jacob Shamsian
บทความ “Dreamcatcher” โดย Nimra Khalid
บทความ “Maneki-neko: A Guide to Japan's Beckoning Cat” โดย Micah Killian
บทความ “เครื่องรางวัดหลงซาน ไต้หวัน ความหมาย เด่นเรื่องอะไร วิธีไหว้ขอความรัก” จาก ennxo.com
บทความ “กังหันวัดแชกงหมิว กับการหมุนกังหันกลับทิศชีวิตเปลี่ยน” จาก wonderfulpackage.com
เรื่อง : ธีรพล บัวกระโทก