โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องการตลาดดิจิทัลปี’67 ดาต้าพลิกเกม-โฆษณาออนไลน์เดือด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ม.ค. 2567 เวลา 08.28 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2567 เวลา 08.28 น.
ภาพจาก : freepik

ปัจจุบัน “เทคโนโลยี” มีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือที่ทำให้แคมเปญหรือกลยุทธ์การตลาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ การใช้ Social Listening สำรวจความเคลื่อนไหวบนโลกโซเชียล และการเก็บดาต้าเพื่อพยากรณ์พฤติกรรมลูกค้าล่วงหน้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 แวดวงการตลาดดิจิทัล เผชิญกับความท้าทายในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามามีบทบาทของ AI ที่มากขึ้น อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มีความแตกต่างหลากหลาย

การตลาดดิจิทัลในไทย

ในงาน Creative Talk Conference FORECAST 2024 “สโรจ เลาหศิริ” เจ้าของเพจสโรจขบคิดการตลาด กล่าวถึงพัฒนาการตลาดดิจิทัลว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำการตลาดมาก ดังเช่นในปี 2560 เป็นช่วงที่เกิดดิจิทัลดิสรัปชั่น มีดิจิทัลเอเยนซี่เกิดใหม่เป็นจำนวนมาก มีเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ เข้ามาในแวดวงการตลาด เช่น SEO, การโฆษณาออนไลน์ และการขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย (Social Commerce) รวมถึงเป็นยุคที่ Content Marketing กลายเป็นเรื่องปกติ เพราะแต่ละแบรนด์ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์เพื่อโปรโมตสินค้ากันหมด

กระทั่งปี 2561 เป็นยุคที่มีนักสืบพันทิปคอยตรวจสอบสิ่งที่แบรนด์ทำ เริ่มมีบริการด้านดิจิทัลเกี่ยวกับการตลาดมากขึ้น เช่น CRM หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า Microinfluencer เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแต่ละแบรนด์พยายามสร้างอีโคซิสเต็มเชื่อมแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และใส่ความสร้างสรรค์เข้าไปในแคมเปญการตลาดมากขึ้น เป็นยุคที่ใคร ๆ ก็เริ่มใช้ดาต้าศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า

และปี 2562 เป็นยุคของ Modern-traditional Media ที่สื่อออนไลน์และสื่อสมัยเก่ามีความสำคัญพอ ๆ กัน จากยุคที่โฆษณามีความยาวหลายนาที ต้องสื่อสารด้วยข้อความคม ๆ ภายในไม่กี่วินาที เพราะ YouTube เริ่มใช้ฟีเจอร์ 15-Second Skippable Ads รวมถึงเป็นช่วงที่ดาราผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น และแบรนด์ที่เริ่มลงทุนเกี่ยวกับเว็บไซต์ตั้งแต่ช่วงนั้นจะได้เปรียบมากในปัจจุบัน ยิ่งเว็บไซต์อยู่มานาน สะสมคอนเทนต์มาเรื่อย ๆ ยิ่งมีโอกาสติด SEO มากขึ้น

เมื่อเข้าสู่ปี 2563 การตลาดเฉพาะบุคคลกลายเป็นสิ่งที่แต่ละแบรนด์ให้ความสำคัญ เพราะความสนใจของผู้บริโภคเริ่มแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ เช่น คนรักสัตว์เลี้ยง เกมเมอร์ เป็นต้น รวมถึงเป็นยุคที่แบรนด์ต่าง ๆ ทำแคมเปญหรือคอลเล็กชั่นร่วมกันมากขึ้น ต่อเนื่องมาถึงปี 2564-2565 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผู้บริโภคซื้อสินค้าโดยคำนึงถึงความคุ้มค่ามากขึ้น แบรนด์จึงโฟกัสเรื่องดาต้าและการตลาดที่เจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรง

ส่วนปี 2566 เป็นยุคที่แบรนด์ต้องมีไมนด์เซตของความเป็นครีเอเตอร์ สร้างคอนเทนต์เพื่อสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ส่งผลให้ KOC (Key Opinion Customer) หรือลูกค้าที่ใช้สินค้าแล้วออกมาเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานจริงได้รับความไว้วางใจจากคนทั่วไปมากกว่าการจ้างอินฟลูเอนเซอร์มารีวิวแบบเดิม รวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ ก็เริ่มมองที่การประยุกต์ใช้ดาต้าเข้ากับ AI เพื่อศึกษาและพยากรณ์พฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้นด้วย

“บางอย่างในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ที่เกิดขึ้นในปีนั้น ๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และปรับตามเทรนด์ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เช่น การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ การทำเว็บไซต์ให้ติด SEO เป็นต้น”

อ่านเทรนด์โฆษณาดิจิทัล

“จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์” นายกสมาคม MarTech Association กล่าวว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการตลาดมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มวัดผลการลงโฆษณา และเครื่องมือผลิตคอนเทนต์อย่าง Canva หรือแอปในเครือ Adobe ซึ่งคนในสายการตลาดต้องเรียนรู้และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแต่ละแพลตฟอร์มให้ได้ เพื่อทำให้เวิร์กโฟลว์เป็นระบบอัตโนมัติมากที่สุด

เช่น ใช้แชตบอตดึงคำสั่งซื้อของลูกค้า และตรวจสอบสลิปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสแตนด์บายตอบแชตลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเชื่อม API เข้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ และดึงข้อมูลมาเก็บไว้ตรงกลางผ่าน CDP (Customer Data Platform) เพื่อพัฒนาเป็นโซลูชั่นอัตโนมัติ หรือใช้สำหรับการทำการตลาดเฉพาะบุคคลต่อไป

“เทรนด์การตลาดกลายเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางด้านมาร์เทค นักการตลาดควรรู้ว่าแบรนด์กำลังขาดอะไร และพูดคุยกับนักพัฒนาเพื่อหาโซลูชั่นหรือเครื่องมือบางอย่างเข้ามาเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น”

ด้าน“สิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์” CEO of Content Shifu เสริมว่า แต่ละแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเร่งใช้เครื่องมือมาร์เทคในทุกส่วนของธุรกิจ แต่เริ่มจากส่วนที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดก่อนได้ เพราะแต่ละส่วนมีประเภทของเครื่องมือรองรับอยู่แล้ว เช่น มีจุดอ่อนเรื่องการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ก็โฟกัสที่เครื่องมือเกี่ยวกับการลงโฆษณาเป็นอันดับแรก หรือถ้ามีปัญหาเรื่องการจัดการออร์เดอร์ก็ศึกษาการใช้งาน Order Management Platform ก่อนได้

“สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงโฆษณาออนไลน์ปีนี้ คือ ช่องทางที่ลงโฆษณาได้ ไม่ได้มีแค่โซเชียลมีเดียอีกต่อไป แต่ยังมีแพลตฟอร์มออนดีมานด์ ฟู้ดดีลิเวอรี่ และอีคอมเมิร์ซด้วย รวมถึง Google Chrome ใช้มาตรการบล็อกการเข้าถึงดาต้าของบุคคลที่ 3 เต็มรูปแบบในไตรมาส 3/2567 ตอนนี้บล็อกการเข้าถึงไปแล้วประมาณ 1% สมมุติว่าเราเข้าไปหาข้อมูลที่พักบนเว็บไซต์หนึ่ง เว็บไซต์นั้นจะส่งข้อมูลให้กับ Facebook ไม่ได้ ทำให้ความแม่นยำในการยิงแอดลดลง ส่งผลต่อค่าโฆษณาที่จะสูงขึ้นด้วย”

เชื่อมออนไลน์-ออฟไลน์

“สรัลธร อัศเวศน์” Head of Shopping Center Business Division บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า ผู้บริโภคกว่า 40-45% ใช้เวลาในศูนย์การค้าน้อยลง แต่มูลค่าในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น หมายความว่าคนมีเวลาน้อยลง แต่ยังโหยหาประสบการณ์การซื้อของในร้านค้า ดังนั้นนอกจากจะเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าที่ขายแล้ว ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เข้าถึงลูกค้าได้ทุกทัชพอยต์ด้วย

“ปีนี้เรื่อง O2O หรือการเชื่อมประสบการณ์ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ต้องเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เพราะลูกค้าไม่ได้ยึดติดแค่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว แบรนด์ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ศึกษาพฤติกรรมลูกค้า และออกแบบ Journey ที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำได้”

นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยกว่า 32% มองหาสินค้าที่มีคุณภาพและสามารถเติมเต็มความต้องการได้โดยไม่เกี่ยงราคา รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยังมีความหลากหลาย แบรนด์ต้องเข้าใจเซ็กเมนต์ของตนเองให้ดี เพื่อทำแคมเปญหรือสื่อสารได้อย่างตรงจุดมากขึ้น อาจไม่เน้นขายสินค้าตรง ๆ แต่เน้นที่การสร้างประสบการณ์แทน เช่น แคมเปญ LOUIS VUITTON x Yayoi Kusama ที่มีการจัดแสดงผลงานศิลปะ ณ ลานพาร์ค พารากอน และตกแต่งสโตร์ในธีมเดียวกัน

“ดาต้า” พลิกเกมธุรกิจ

“สุรนาม พานิชการ” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tofusan กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการควรนำเครื่องมือทางดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงาน และให้ความสำคัญการเก็บดาต้าเพื่อนำมาต่อยอดในการหาจุดขายที่โดดเด่นจากคู่แข่ง (Unique Selling Point) และเป็นฐานในการปรับตัวเมื่อความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยน

พร้อมกับยกตัวอย่างด้วยว่า ในรายงานการสำรวจความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมวัวฉบับหนึ่ง ระบุว่า ที่ผ่านมาความต้องการผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำลดลง แต่ความต้องการผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการต้องกลับมาทำการบ้านว่าจุดแข็งที่ตนเองมี สามารถออกผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่เข้ากับความต้องการของตลาดในขณะนั้นหรือไม่ เป็นต้น

“เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่เสมอ เพราะเขาไม่ได้หายไปไหน แต่แค่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างปีที่แล้ว โทฟุซังประสบความสำเร็จในผลิตภัณฑ์กลุ่ม High Protein มาก เพราะมีโปรดักต์ที่สอดคล้องความต้องการของตลาด จึงชัดเจนว่าโมเมนตัมของตลาด และดาต้าสำคัญกับการทำธุรกิจมาก”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องการตลาดดิจิทัลปี’67 ดาต้าพลิกเกม-โฆษณาออนไลน์เดือด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...