ดาวโจนส์ พุ่งกว่า 1,500 จุด! หุ้นสหรัฐฯ ดีดแรง รับเดโมแครตกวาดชัยเลือกตั้งกลางเทอม น้ำมันร่วงกว่า 8% ดอลลาร์อ่อนค่า
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปิดพุ่งขึ้นในวันพุธ (4 พ.ย. 2569) โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อหุ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างหนักจากความหวังว่าสหรัฐฯ อาจหันมาใช้แนวทางทางการทูตเพื่อคลี่คลายสงครามกับอิหร่าน ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลงบางส่วน ด้านราคาทองคำและโลหะเงินพุ่งขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรง! ดาวโจนส์ทะยานกว่า 1,500 จุด รับชัยชนะพรรคเดโมแครต
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันพุธ (4 พ.ย. 2569) โดยดัชนี Dow Jones ทะยานขึ้นกว่า 1,500 จุด ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง จากผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรคเดโมแครตสามารถพลิกมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงอย่างหนัก ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและค้าปลีกปรับตัวขึ้น นำโดย Walmart ซึ่งราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ขณะที่นักลงทุนเริ่มประเมินผลกระทบจากผลการเลือกตั้งต่อนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าตลาดอาจยังเผชิญความผันผวนในระยะต่อไป เนื่องจากนักลงทุนต้องประเมินทิศทางนโยบายของรัฐบาลภายใต้การแบ่งขั้วทางการเมือง รวมถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในอุตสาหกรรม AI ขณะที่นักลงทุนยังจับตาตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมที่จะประกาศในวันศุกร์
- ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 1,569.40 จุด (+3.03%)
- ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,688.62 จุด เพิ่มขึ้น 119.70 จุด (+1.58%)
- ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,736.513 จุด เพิ่มขึ้น 364.504 จุด (+1.44%)
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกแรง รับบรรยากาศลงทุนสดใส
ตลาดหุ้นยุโรปปิดพุ่งขึ้นในวันพุธ โดยได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ปรับตัวดีขึ้น หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน
นักลงทุนยังประเมินความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนแนวทางในการจัดการความขัดแย้งกับอิหร่าน หลังผลการเลือกตั้งส่งสัญญาณว่าพรรคเดโมแครตมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคปรับตัวขึ้นในวงกว้าง
- ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 657.40 จุด เพิ่มขึ้น 11.74 จุด (+1.82%)
- ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนี ปิดที่ 26,437.67 จุด เพิ่มขึ้น 573.05 จุด (+2.22%)
- ดัชนี CAC 40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส ปิดที่ 8,177.89 จุด เพิ่มขึ้น 157.58 จุด (+1.96%)
ตลาดหุ้นอังกฤษพุ่งเกือบ 2% รับแรงซื้อทั่วตลาด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกอย่างแข็งแกร่งในวันพุธ โดยได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนที่สดใสในตลาดหุ้นทั่วโลก หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐฯ และแนวโน้มความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน การปรับตัวลงอย่างหนักของราคาน้ำมันช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนติดตาม ท่ามกลางการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นอังกฤษ ปิดที่ 10,829.21 จุด เพิ่มขึ้น 190.78 จุด (+1.79%)
ราคาน้ำมันดิ่งกว่า 8% หลุด 90 ดอลลาร์ หลังตลาดคาดสหรัฐฯ เปิดทางเจรจาอิหร่าน
ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอย่างหนักในวันพุธ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงมากกว่า 8% และหลุดระดับ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังตลาดประเมินว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อาจเพิ่มแรงกดดันให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงครามกับอิหร่าน
เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า สงครามกับอิหร่านเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มเปิดทางเจรจามากขึ้น เนื่องจากพรรคเดโมแครตสามารถใช้เสียงข้างมากในสภาคองเกรสกดดันและจำกัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสงครามได้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยกระดับยังคงมีอยู่ เนื่องจากจุดยืนของอิหร่านยังแข็งกร้าว และประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
- ราคาน้ำมันดิบ WTI (ส่งมอบเดือนธันวาคม) ปิดที่ 88.12 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 8.3%
- ราคาน้ำมันดิบ Brent (ส่งมอบเดือนมกราคม) ปิดที่ 94.62 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 8.7%
ราคาทองคำพุ่งกว่า 3% รับแรงซื้อ หลังเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส
ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันพุธ หลังนักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐฯ ภายหลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมและสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง
นักวิเคราะห์มองว่าการที่สหรัฐฯ มีรัฐบาลแบ่งขั้วทางการเมืองอาจเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการคลังและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของโลหะมีค่ายังมีความเปราะบาง เนื่องจากตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ
- ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) ปิดที่ 4,061.30 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 3.4%
- ราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์ (ส่งมอบเดือนธันวาคม) ปิดที่ 4,073.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 3.4%
ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า หลังเดโมแครตคว้าชัยเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในวันพุธ และมีแนวโน้มปรับตัวลงรายวันมากที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์ หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมและเข้าควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งคลี่คลายลง และนักลงทุนเริ่มประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของสหรัฐฯ
ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ซึ่งใช้วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ลดลง 0.32% สู่ระดับ 101.51 ขณะที่เงินยูโรและเงินปอนด์แข็งค่าขึ้น โดยตลาดยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์
นอกจากนี้ รายงานการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ระบุว่า การจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 86,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 69,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักลงทุนยังประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งตลาดยังคงให้น้ำหนักกับโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม
- ยูโร/ดอลลาร์ ปิดที่ 1.1236 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.38%
- ดอลลาร์/เยน ปิดที่ 158.60 เยน ลดลง 0.03%
- ปอนด์/ดอลลาร์ ปิดที่ 1.3460 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.43%