โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ศุภจี” ชี้! โลกการค้าเปลี่ยน ไทยต้องปรับเกม สร้าง Trusted Partner กระจายตลาด ดัน SME โต

PPTV HD 36

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เมื่อโลกแบ่งขั้ว การค้าไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องภาษี “ศุภจี” ชี้! ไทยต้องใช้จุดแข็งเรื่องสมดุล สร้างความไว้วางใจ กระจายตลาด และดันธุรกิจไทยเข้า Supply Chain โลก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หัวข้อ “ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล” ว่า โลกการค้าเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

หลายประเทศจึงใช้ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อกำหนดกรอบการค้าและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ไทยไม่สามารถดำเนินธุรกิจด้วยรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป ซึ่งแม้โลกจะมีความ Fragmented มากขึ้น แต่ประเทศต่าง ๆ ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ทั้งหมด จึงเกิดความต้องการคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ Trusted Partner ซึ่งไทยมีโอกาสจากการรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่าย จึงต้องใช้จุดแข็งนี้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกให้มากขึ้น โดยปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ และจีนรวมกันประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออก จึงจำเป็นต้องกระจายตลาดและสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่นเพิ่มเติม

สำหรับสหรัฐฯ ไทยส่งออกไปมากกว่า 20% และมีการเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่อยู่ในอันดับ 11 ขยับเป็นอันดับ 7 และล่าสุดอันดับ 5 ทำให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับมาตรการอื่นที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น ไทยจึงต้องเจรจาบนหลักประโยชน์ร่วมกัน ควบคู่กับการรักษาสิทธิประโยชน์และปกป้องผู้ประกอบการไทย ขณะที่จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 แต่เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 และไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น โดยกว่า 80% ของสินค้านำเข้าจากจีนเป็นวัตถุดิบและสินค้าทุนที่นำมาใช้ผลิตและส่งออกต่อ จึงต้องปรับรูปแบบความร่วมมือ เพิ่มการใช้วัตถุดิบและการผลิตในประเทศ

กระทรวงพาณิชย์จึงหารือกับจีนเพื่อจัดตั้ง Joint Trade Committee ปรับห่วงโซ่อุปทาน และผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถผลิตในไทยได้ โดยเฉพาะ Food Processing ยา และสมุนไพร ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบไทยและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกไปจีนเกือบ 98–99% ยังเป็นสินค้าเกษตรสด หากนำมาแปรรูปให้ตรงกับความต้องการของตลาด จะช่วยลดปัญหาอุปทานล้นตลาด ลดผลกระทบจากฤดูกาลและสภาพอากาศ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มการใช้สินค้าและชิ้นส่วนไทย เพื่อลดความเสี่ยงเรื่อง Transshipment ที่สหรัฐฯ กังวล และสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าส่งออกของไทยมีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจริง

พร้อมกันนี้ ไทยต้องเร่งกระจายตลาดไปยัง EU และอินเดีย โดย EU มีสัดส่วนการส่งออกไทยเพียง 7–8% และการเจรจา FTA ไทย-EU เดินหน้ามาแล้ว 9 รอบ ปิดประเด็นได้ประมาณ 2 ใน 3 เหลืออีก 1 ใน 3 โดยรอบที่ 10 จัดขึ้นที่ภูเก็ต และทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าเร่งปิดประเด็นที่เหลือภายในปีนี้ ส่วนอินเดีย แม้ไทยได้ดุลการค้าราว 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการดูเพียงตัวเลขดุลการค้า ไปสู่การสร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยไทยและอินเดียอยู่ระหว่างหาอุตสาหกรรมที่สามารถร่วมมือและเชื่อมโยง Global Supply Chain ตั้งเป้าหาโมเดลภายใน 45 วัน และหากทำได้อาจเร่งความคืบหน้า FTA ภายใน 90 วัน

นางศุภจี กล่าวว่า ทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจควรยึด 3 แกนหลัก คือ “สมดุล เติบโต และกระจายตัว” ก่อนนำไปสู่ความยั่งยืน โดยต้องลดความไม่สมดุลระหว่างจำนวนแรงงานกับความสามารถในการสร้างรายได้ ปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรมีเกือบ 30% ของประเทศ แต่สร้าง GDP เพียง 8–9% ขณะที่ SME และ MSME มีแรงงานประมาณ 70–72% แต่สร้างรายได้เพียง 34–35% และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานาน 10 ปี จึงต้องทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก “เกิดง่าย ตายยาก” จากปัจจุบันที่เกิดยากและตายง่าย พร้อมผลักดันให้เติบโตจากรายเล็กเป็นรายกลาง รายใหญ่ และก้าวสู่ Regional Champion

สำหรับผู้ส่งออกไทยมีมากกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ประกอบการรายเล็กมีสัดส่วนถึง 70–80% กลับสร้างรายได้จากการส่งออกเพียงกว่า 10% กระทรวงพาณิชย์จึงจะเน้น 3 เรื่อง คือ 1. ทักษะและเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 2. การเข้าถึงแหล่งทุน และ 3. การเข้าถึงตลาด โดยการเข้าถึงเงินทุนต้องปรับวิธีประเมินจากเดิมที่เน้นสินทรัพย์ ไปพิจารณา Cash Flow เงินทุนหมุนเวียน และทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทำงานร่วมกับ SME D Bank บสย. ธ.ก.ส. ออมสิน และ ธอส. ขณะเดียวกันต้องช่วยผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA และพาออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดัน ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้ว โดยจะช่วยขยายตลาดจากไทยกว่า 60 ล้านคนไปสู่ตลาดอาเซียนกว่า 650 ล้านคน ผ่านกติกาดิจิทัลที่เอื้อต่อการค้าข้ามพรมแดน โดยตั้งเป้าลงนามในช่วงปลายปีนี้และเริ่มใช้ในเดือนมกราคม ทั้งหมดนี้เป็นกลไกสำคัญในการกระจายโอกาสและรายได้ ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับโอกาสใหม่ ท่ามกลางโลกการค้าที่เปลี่ยนแปลงและมีความท้าทายมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3 ผลกระทบตลาด หลังทรัมป์ล้างระเบียบโลก บุกโจมตี-จับผู้นำเวเนซุเอลา

ถอดเกมมหาอำนาจ เวที “ทรัมป์–สี” โลกคลายกังวลจริงได้จริงหรือไม่?

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ศุภจี” ชี้! โลกการค้าเปลี่ยน ไทยต้องปรับเกม สร้าง Trusted Partner กระจายตลาด ดัน SME โต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...