โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดงบปี 70 ขาดดุล 7.88 แสนล้าน พื้นที่ก่อหนี้เหลือ 9.08 หมื่นล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากปีก่อน รัฐเตรียมกู้ชดเชยขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท ทำให้เหลือพื้นที่ก่อหนี้ตามกรอบเพียง 9.08 หมื่นล้านบาท ด้านสบน.คาดหนี้สาธารณะสิ้นปีงบฯ 2570 ขยับแตะ 69% ต่อจีดีพี และสูงสุดในปี 2571

พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2570 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ภายใต้งบประมาณรายจ่ายรวม 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.2%จากงบประมาณปี 2569 แบ่งเป็น

  • รายจ่ายประจำ 2,786,367.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131,724.9 ล้านบาท
  • รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท ลดลง 52,503 ล้านบาท
  • รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท ลดลง 72,564.8 ล้านบาท
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 320 ล้านบาท

กู้ชดเชย 7.88 แสนล้าน เหลือพื้นที่ก่อหนี้ 9.08 หมื่นล้าน

ขณะที่ประมาณการรายได้ในปีงบประมาณปี 2570 รวมทั้งสิ้น 3 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 7.88 แสนล้านบาท จากวงเงินสูงสุดที่กู้ได้ตามพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ 878,816 ล้านบาท

ดังนั้นจึงเหลือพื้นที่ทางการคลังที่สามารถก่อหนี้ได้เพียง 90,816 ล้านบาทเท่านั้น แม้จะเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่เหลือพื้นที่ทางการคลังเพียง 17,080 ล้านบาท แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่ยังต่ำ ท่ามกลางความเสี่ยงในตลาดโลกและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวแบบเปราะบาง

สาเหตุที่พื้นที่ทางการคลังของปีงบประมาณ 2569 เหลือถึง 17,080 ล้านบาทมากกว่าปีงบประมาณ 2568 ที่เหลือเพียง 4,920 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด กู้เงิเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท

งบปี 68 กู้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.66 แสนล้านบาท

ทั้งนี้วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของไทยมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 4.8 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2559-2562 ขึ้นสู่ระดับ 7.0-8.6 แสนล้านบาทต่อปี และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.66 แสนล้านบาท คิดเป็น 23.1% ของงบประมาณรายจ่ายในปี 2568 เต็มเพดานการกู้สูงสุดต่อเนื่องอีก 2ปี ก่อนจะเริ่มทยอยชะลอตัวลงสู่ 7.88 แสนล้านบาท ในปี 2570

เปิดสถิติงบประมาณช่วง 10 ปีย้อนหลัง

ดังนั้นหากจะประเมินฐานะการคลังของไทยถือว่าอ่อนแอกว่า ประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (BBB+ / Baa1) จากหนี้สาธารณะที่เพิ่มเร็วและการคลังขาดดุลต่อเนื่อง ซึ่งสำนักวิจัยหลายแห่งประเมินว่า หาก Nominal GDP โตเพียง 3% ต่อปี การขาดดุลอาจเกิน 4% ของ GDP และหนี้สาธารณะอาจแตะ 70% ภายในปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้าได้

ดังนั้นการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ของรัฐบาล ด้วยการตั้งเป้าลดการขาดดุลเหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2572 จึงเป็นสัญญาณบวก แต่ยังมีความเสี่ยงจากสมมติฐานการเติบโตของ GDP ที่อาจสูงเกินจริงและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง

3 ค่ายเครดิตคงไทย Investment Grade

ทั้งนี้อันดับเครดิต (Credit Rating) ของประเทศไทยในปัจจุบันได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มระดับน่าลงทุน (Investment Grade) จาก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล โดย มูดี้ส์ เรตติ้งส์ (Moody’s Ratings) ประกาศปรับเพิ่มมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating Outlook) จากที่เคยปรับลดเป็น “เชิงลบ (Negative)” เป็น “มีเสถียรภาพ (Stable)” พร้อมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1

ขณะที่เอสแอนด์พี (S&P Global) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือเป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) ล่าสุด Fitch Ratings ได้ประกาศปรับมุมมองของไทยขึ้นจาก “เชิงลบ (Negative)” กลับสู่ “มีเสถียรภาพ (Stable)” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

นายโทมัส รูคมาเคอร์ หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากฟิทช์ เรทติ้งส์ ฮ่องกงกล่าวว่า การที่ฟิทช์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตประเทศไทยจาก “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ“ เป็น ”มีเสถียรภาพ” สะท้อนถึงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า อัตราส่วนหนี้สินภาครัฐต่อ GDP จะสามารถทรงตัวอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพได้

ขณะที่ธนาคารไทยมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่เพียงพอ แม้รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านอัตราการเติบโต แต่ก็ยังสามารถปรับตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์

ขณะที่แรงกดดันด้านเงินฝืดได้ปรับตัวลดลง และความสามารถที่จะการคาดการณ์ทิศทางของนโยบายมีการปรับดีขึ้นภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

หนี้สาธารณะจ่อ 69% ต่อจีดีพี ก่อนพีกปี 71

ล่าสุดคณะรัฐมนตรีครม.ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2570 แบ่งเป็น 3 แผนย่อย ได้แก่

  • แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงินประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท
  • แผนการบริหารหนี้เดิมหรือการปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท
  • แผนการชำระหนี้ วงเงินประมาณ 580,000 ล้านบาท

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) คาดว่า ภายใต้แผนดังกล่าว จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปีงบประมาณ 2570 ปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 69% ต่อจีดีพี และสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลังที่ไม่เกินเพดาน 70% ต่อจีดีพี ก่อนจะทยอยปรับลดลงตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF)

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,241 วันที่ 4 - 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...