ดัน FTA ไทย-EU หนุนฐานผลิตไทย รับศึกภาษีสหรัฐฯ เร่ง Reinvent Thailand–MiT ช่วย SME
ความไม่แน่นอนจากตลาดสหรัฐฯ ทำให้ไทยต้องเร่งเปิดประตูการค้ากับตลาดอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ส่งออก โดยหนึ่งในดีลสำคัญคือ ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU ซึ่งขณะนี้เข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569
FTA ไทย–EU เข้าโค้งสุดท้าย ปิดแล้ว 15 จาก 24 บท
หลังการเจรจารอบที่ 9 ไทยและ EU สามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จากทั้งหมด 24 บท หรือประมาณ 2 ใน 3 ของข้อตกลง เหลืออีก 9 บทที่ยังต้องหาข้อสรุป โดยหลายเรื่องเป็นประเด็นสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เพียงการลดภาษีนำเข้าและส่งออก
การเจรจารอบที่ 10 ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การค้าดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ รวมถึงพลังงานและวัตถุดิบ
โดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งการพัฒนาพันธุ์พืช การเข้าถึงวัตถุดิบทางการเกษตร ตลอดจนระบบสาธารณสุขและการเข้าถึงยา ทำให้ฝ่ายไทยต้องหาสมดุลระหว่างการเปิดตลาดกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบายของประเทศ
เปิดตลาด EU กระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ
ความสำคัญของ FTA ไทย–EU เพิ่มขึ้นในช่วงที่กติกาการค้าระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอน เพราะการมีตลาดส่งออกหลายแห่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว
หากการเจรจาสำเร็จ ผู้ส่งออกไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางภาษีและการเข้าถึงตลาดที่สะดวกขึ้น ขณะที่นักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยุโรปจะสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนห่วงโซ่อุปทานได้ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปิดการเจรจาไม่ได้หมายความว่าความตกลงจะมีผลทันที เพราะยังมีขั้นตอนตรวจทานตัวบททางกฎหมายและกระบวนการอนุมัติของทั้งสองฝ่าย
ขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมยังเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาประเด็นอ่อนไหวอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา พันธุ์พืช การเข้าถึงยา สุขภาพ และสิทธิของเกษตรกร สะท้อนว่าโจทย์ของ FTA ไม่ได้มีเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศด้วย
Reinvent Thailand เชื่อมเงินลงทุนสู่ธุรกิจไทย
แต่การมีตลาดใหม่จาก FTA จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อการลงทุนและคำสั่งซื้อเชื่อมกลับมายังผู้ประกอบการในประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือโรงงานต่างชาติ
แนวทาง Reinvent Thailand จึงถูกผลักดันเป็นกลไกเชื่อมภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ และภาคการเงิน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและบริการมูลค่าสูง
Reinvent Thailand กำหนด 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและบริการดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว การค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
อีกเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เงินลงทุนใหม่เชื่อมโยงกลับมายังผู้ประกอบการไทย เพราะหากไทยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้มาก แต่เครื่องจักร วัตถุดิบ เทคโนโลยี และบริการส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้า มูลค่าที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยก็อาจต่ำกว่าศักยภาพ
รัฐบาลยังวางกรอบผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่า 3% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเป็นประมาณ 30% ของ GDP พร้อมยกระดับประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค
โจทย์ใหญ่ ดึง SME เข้าห่วงโซ่อุปทาน
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การดึงเกษตรกร ผู้ผลิตชิ้นส่วน และ SME ไทย เข้าไปเชื่อมกับบริษัทขนาดใหญ่ ผู้ค้าปลีก บริษัทเทคโนโลยี และนักลงทุนต่างชาติ
กลไกนี้จะเกิดผลจริงเมื่อ SME ได้รับ คำสั่งซื้อ เข้าถึงเงินทุน ยกระดับเทคโนโลยี ทักษะและมาตรฐาน จนสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ได้
เพราะหากผู้ประกอบการลงทุนซื้อเครื่องจักร ยกระดับมาตรฐาน และเพิ่ม Local Content แต่ไม่มีตลาดรองรับ การลงทุนดังกล่าวอาจกลายเป็นต้นทุนที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องแบกรับแทน
Made in Thailand ใช้กำลังซื้อรัฐสร้างตลาด
อีกกลไกหนึ่งคือ Made in Thailand หรือ MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าที่ผลิตในประเทศเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ปัจจุบันสินค้าที่ได้รับการรับรอง MiT สามารถได้รับ แต้มต่อด้านราคาสูงสุด 5% ในการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม MiT ไม่ได้หมายความว่าวัตถุดิบทุกชิ้นต้องผลิตในประเทศไทย โดยหลักเกณฑ์มีหลายวิธีในการพิจารณา เช่น การคำนวณมูลค่าต้นทุนในประเทศ และหลัก Substantial Transformation หรือการแปรสภาพอย่างเพียงพอ
ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในประเทศไทยจริงมากน้อยเพียงใด
ตั้งเป้า Made in Thailand 2 แสนล้านบาท
สภาอุตสาหกรรมฯ ตั้งเป้าผลักดันการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยภายใต้ MiT ให้มีมูลค่า 200,000 ล้านบาท และต่อยอดไปยัง 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์
ข้อมูลล่าสุดจาก ส.อ.ท. ระบุว่า มีการรับรองสินค้าไทยแล้วกว่า 6,000 กิจการ รวมมากกว่า 70,000 รายการสินค้า และสร้างมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท ก่อนตั้งเป้าขยายเป็น 200,000 ล้านบาท
หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ผู้ได้รับประโยชน์อาจไม่ได้มีเพียงบริษัทที่ขายสินค้าให้ภาครัฐโดยตรง แต่ยังครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ ซอฟต์แวร์ งานวิจัย ห้องทดสอบ และธุรกิจบริการซ่อมบำรุงตลอดห่วงโซ่อุปทาน
จาก FTA สู่ฐานผลิตไทย ต้องสร้างมูลค่าในประเทศ
ภาพรวมจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องเดินควบคู่กัน 3 ด้าน คือ FTA ไทย–EU เปิดตลาดใหม่, Reinvent Thailand ดึงและเชื่อมการลงทุน และ Made in Thailand สร้างตลาดให้สินค้าและผู้ผลิตในประเทศ
โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยจะดึงเงินลงทุนหรือเพิ่มยอดส่งออกได้เท่าไร แต่คือ มูลค่าจากการค้าและการลงทุนจะเหลืออยู่ในประเทศไทยมากแค่ไหน
หาก FTA ช่วยเปิดตลาดใหม่ ขณะที่ Reinvent Thailand และ Made in Thailand สามารถสร้างคำสั่งซื้อ ยกระดับ Local Content ถ่ายทอดเทคโนโลยี และดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้จริง ไทยก็มีโอกาสใช้การเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกเป็นแรงผลักดันในการยกระดับฐานการผลิตในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง